คำพลอย-วุฒิพงษ์ 2 ศิลปินอีสาน ‘หมอลำ-หมอแคน’ คู่ขวัญหุ่น 00

16.07.17 | 17:21 น.

ผ่านพ้นวันเข้าพรรษามา 1 สัปดาห์พอดีเป๊ะ

บรรดาพระบวชใหม่ที่เพิ่งผ่านการอุปสมบท น่าจะยังซึมซาบกับพิธีทำขวัญนาคอย่างมิลืมเลือน

ด้วยบททำขวัญนาคที่มีเนื้อหาเล่าถึงพระคุณแม่ ความทุกข์ทรมานของการเป็นแม่คน ไล่เรียงมาตั้งแต่การปฏิสนธิ แพ้ท้อง ไปจนถึงยามคลอด

โดยอาศัย หมอขวัญ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม

ซึ่งตามหลักฐานที่พบบนขวานสัมฤทธิ์ที่เวียดนามกว่า 2,500 ปีมาแล้วนั้น พบว่ามีลายเส้นแสดงถึงภาพหมอขวัญกับหมอแคนกำลังฟ้อนประกอบพิธีเรียกขวัญ

Advertisement

สอดคล้องกับการบวชภิกษุที่ต้องมีพิธีทำขวัญนาค ที่เชื่อว่าหมอขวัญดั้งเดิมเป็นผู้หญิง เพราะเป็นเพศที่มีพลังสูงส่งและยิ่งใหญ่ในอุษาคเนย์ยุคดึกดำบรรพ์มาไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ หมอลำคำพลอย ทองจันทร์ หรือพลอย มณีกัญย์ ศิลปินหมอลำชาวอีสานได้สืบทอดวิชาหมอขวัญ หมอลำ จากอินทรีย์อีสานอย่าง อ.คำเกิ่ง ทองจันทร์

พื้นเพเป็นชาวเสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ปัจจุบันอายุ 59 ปี มีทักษะความชำนาญด้านการแสดงหมอลำ โดยเฉพาะหมอลำกลอน ทั้งยังควบตำแหน่งผู้บริหารคณะกลองยาว “ดาวรุ่งพัฒนา”

หมอลำคำพลอยเล่าว่า ในอดีตตนเองเคยทำขวัญนาคจริง แต่ปัจจุบันสังคมนิยมหมอขวัญผู้ชายมากกว่า จึงไม่แปลกถ้าจะพบหมอขวัญผู้ชายเสียเป็นส่วนใหญ่

อีกทั้งความนิยมในตัวหมอขวัญยังขึ้นอยู่กับท้องที่และประเพณีท้องถิ่นด้วย

นอกจากนี้ การทำขวัญแบบอีสานหรือลาวต้องคลอไปกับเสียงแคน เหมือนที่สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยเปรียบไว้ว่า “แคน เป็นเรื่องของภาษาดนตรีที่สื่อถึงอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นเรื่องของประเพณี ขนบ จารีต ที่ทำมาแต่ดั้งเดิม”

ครั้งนี้จึงมีแขกคนพิเศษอย่าง หมอแคนวุฒิพงษ์ ภูผารส หรือวุฒิพงษ์ เข็มเพ็ชร์ คู่ขวัญหุ่น 00 ของหมอลำคำพลอย ร่วมพูดคุย

หมอแคนวุฒิพงษ์ ในวัย 26 ปี ดีกรีปริญญารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ พ่วงด้วยทักษะความชำนาญการแสดงหมอลำกลอน ลำกลอนประยุต์ การประพันธ์กลอนลำ คำกลอน ผญา และการเป่าแคน

โดยมีโล่เกียรติคุณหมอแคน หมอลำดีเด่น จากชมรมหมอลำประชานุกูลภาคอีสาน ปี 2555-2556 อีกทั้งได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงวัฒนธรรมปี 2557 การันตีความสามารถ

ซึ่งเขายังเล่าด้วยว่า การเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ทำให้การทำงาน ประสานงานกับชาวบ้านง่ายขึ้น โดยมีแคนและการแสดงลำกลอนเป็นสื่อกลาง

ร่วมพูดคุยกับ 2 ศิลปินอีสานไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันนี้เป็นหมอทำขวัญ?

หมอลำคำพลอย – ตอนนี้ไม่ค่อยมีงานทำขวัญ รับทำขวัญประเพณีมากกว่า เวลาไปงานแสดงถึงจะได้ทำขวัญ เช่น การเรียกขวัญ เพราะการทำขวัญนาคในปัจจุบันนิยมใช้หมอขวัญผู้ชาย เราเลยเห็นหมอขวัญผู้ชายมากกว่า อย่างในท้องที่ ในร้อยเอ็ดเองก็มีแต่หมอขวัญผู้ชาย ส่วนโคราชมีแต่หมอขวัญผู้หญิง แล้วแต่ท้องที่มากกว่าว่าจะเป็นหมอขวัญผู้ชายหรือผู้หญิง

บททำขวัญของหมอขวัญผู้ชายกับหมอขวัญผู้หญิงเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

หมอลำคำพลอย – เนื้อหาเล่าถึงพระคุณแม่ ค่าน้ำนมแม่เหมือนกัน เพียงแต่ใช้คำพูดต่างกันนิดหน่อย แล้วแต่ว่าจะใช้คำกลอนของอาจารย์ท่านไหน แต่มีความหมายเหมือนกันหมด อย่างเราเองใช้คำกลอนที่ อ.ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ ประพันธ์ให้ เป็นคำกลอนเข้ามาสู่กลาง แต่ทำขวัญทั่วๆ ไปเป็นภาษาอีสานผสมลาว

ในฐานะที่เป็นหมอขวัญด้วย การทำขวัญมีบทบาทอย่างไรต่อสังคมไทย

หมอลำคำพลอย – หมอขวัญแสดงบทบาทต่อสังคมไทย ไม่ว่างานอะไรก็จะมีหมอขวัญ ตอนท้องแก่ใกล้คลอดจะเรียกว่าสู่ขวัญ เป็นหมอขวัญเกี่ยวกับลูกที่จะเกิดมา เวลาขึ้นบ้านใหม่ก็มีหมอขวัญสู่บ้านใหม่ มีบายศรีสู่ขวัญแต่งงานให้บ่าว-สาว มีสู่ขวัญนาค สู่ขวัญทหาร

ถ้าอย่างนั้นเริ่มต้นการเป็นหมอลำได้อย่างไร

หมอลำคำพลอย – จริงๆ เริ่มลำตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ แต่ไม่มีหลัก จนประมาณปี พ.ศ.2538 ตอนนั้นเป็น อสม.ประจำหมู่บ้าน เวลามีงานเสวนาตามท้องถิ่นต่างๆ ก็จะไป ด้วยความที่เราชอบสนุก ชอบลำ ครั้งหนึ่งตอนไปงานเสวนา ในงานนั้นมี อ.นุ่ม เย็นใจ, อ.ทองคำ เพ็งดี, แม่รัญจวน ดวงเด่น รวมถึงราตรี ศรีวิไล ร่วมด้วย วันนั้นทุกคนเป็นนักประพันธ์ นักแสดง เป็นตัวแทนของที่นั่นที่นี่ ตอนเราแนะนำตัวเลยบอกว่า ชื่อนางพลอย มณีกัญย์ ไม่ได้เป็นหมอลำจากคณะไหน ไม่ได้เป็นนักประพันธ์และนักแสดง เขาเลยถามว่าแล้วเป็นอะไร เลยบอกว่าเป็น อสม. แต่สามารถแสดงได้

เราไม่ได้เป็นหมอลำโดยมีอาจารย์สอน แต่ชอบด้วยตัวเอง เรียนด้วยตัวเอง สมัยก่อนยังไม่มีซีดี มีแต่เทป เรียนตามเทปที่แฟนเป็นคนอัดไว้ให้ ส่วนมากเป็นของคุณแม่บุญช่วง เด่นดวง กับคุณแม่ฉวีวรรณ เวลาแสดงก็เอาของท่านไปโชว์ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ แต่เอามาแสดงเพื่อรักษาไว้ไม่ให้สูญหาย

จนปี พ.ศ.2549 อ.คำเกิ่ง ทองจันทร์ ที่เป็นอินทรีย์อีสานติดต่อให้ไปเป็นศิษย์ เพราะท่านเห็นเราร้องรำทำเพลงมานานแล้ว ท่านอยากให้เราเจริญรอยตามเรื่องลำกลอน จึงสอนให้ทุกอย่าง ทั้งลำกลอน ร้องเพลง แต่เป็นเพลงประจำท้องถิ่น ท่านบอกว่าเราแก่แล้วไม่ต้องร้องอย่างคนหนุ่มสาว โดยท่านสอนให้ฟรีๆ ไม่เสียเงินเลย เพราะท่านอยากปั้นเรา เห็นเรามีความสามารถ

นอกจากเป็นหมอลำแล้ว ยังทำอย่างอื่นด้วย?

หมอลำคำพลอย – หลักๆ แล้วเป็นหมอลำกลอน แต่เจ้าภาพเคยจ้างให้เป็นหมอลำกลอนย้อนยุค ซึ่งเราไม่ใช่ เราเป็นลำกลอน เราต้องให้ทั้งคนหนุ่มและคนแก่ฟังไปด้วยกัน 50 : 50

ลำดับการแสดงเป็นอย่างไร

หมอลำคำพลอย – ถ้าเป็นหมอลำกลอน ขั้นแรกต้องไหว้ครูก่อน จากนั้นประกาศศรัทธาให้เจ้าภาพว่าเป็นงานอะไร จากนั้นถามข่าว ถามไถ่ ว่ากลอนรายงานตัว แล้วค่อยเกี้ยวพาราสีกัน

เราต้องขึ้นต้นด้วยสาระให้ปู่ย่าตายายฟังก่อน บอกยายให้รอก่อน แล้วค่อยถามพี่น้องว่าจะดูอะไร จะให้เราเล่นอะไร จะเอานิทานแบบเดินหรือแบบไหน ลำยาว ลำซิ่ง ลำเดิน ลำเพลิน ลำเกี้ยว ลำเต้ย หรือบางทีไม่ต้องถามความเห็นเลยก็มี เราสามารถเอามาตบท้ายสาระหลังจากให้คนแก่ฟังแล้ว

ขั้นแรกเราต้องรีบๆ บอกว่าเรามาทำอะไร เพราะบางทีเจ้าภาพแทบไม่ได้ฟัง แต่หน้าเวทีจะเอา หรือถ้าเจ้าภาพยังไม่ได้สั่งว่าจะเอาอะไร หน้าเวทีก็ต้องรอก่อน ให้หมอลำประกาศเจตนาของเจ้าภาพก่อน เล่นไปจนถึงเที่ยงคืนเราจะเรียกวิญญาณ หรือเรียกว่าการลำล่องเรียกดวงวิญญาณ หลังจากเรียกวิญญาณ รับเงิน รับคำเรียบร้อยแล้ว เราก็มอบปัจจัยให้เจ้าภาพใส่ซองถวายพระ จากนั้นอิสระ ใครจะฟังอะไรก็ปิดตรงนี้เลย

พูดถึงการลำล่องเรียกดวงวิญญาณ

หมอลำคำพลอย – จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของการลำล่องเรียกดวงวิญญาณ คือเจ้าภาพต้องการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายเท่านั้น

หมอแคนวุฒิพงษ์ – ในพุทธประวัติไม่มีเรื่องดวงวิญญาณ แต่เรานำมาทำเพื่อให้มองเห็นว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องความเชื่อว่าทำให้ผู้ตายมารับ แต่จะมาหรือไม่นั้นไม่ทราบ เราเน้นให้เจ้าภาพมีส่วนร่วมกับเรา

เจ้าภาพต้องจัดหาสำรับข้าว รูปถ่าย ขันดอกไม้ ซึ่งตอนเรียกวิญญาณต้องจุดธูปเทียนอธิษฐาน ตีฆ้องเป็นสัญญาณอย่าให้ขาด ต้องบอกกล่าวเทวดาให้ดวงวิญญาณรับรู้ ถ้าดวงวิญญาณมาไม่ได้ก็ให้เทวดาไปบอกกล่าวให้เขารับรู้ ส่วนในขันดอกไม้ใครจะมาทำบุญก็ทำต่อหน้าเทวดา แล้วอนุโมทนาสาธุกันต่อหน้าดวงวิญญาณ ณ สถานที่นี้ เวลานี้ แล้วเราก็สมมุตินามกัน โดยปัจจัยส่วนนี้เราไม่ให้เจ้าภาพเอาไปซื้อสิ่งไม่ดี แต่จะให้เจ้าภาพใส่ซองทำบุญให้พระคุณเจ้า เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไป แต่จะมีเทคนิคว่านับเงินในขันได้เท่าไหร่ เขาจะเอาไปเล่นหวยกันก็มี (หัวเราะ) จากนั้นมีการปลอบขวัญให้เจ้าภาพ และสุดท้ายคือการอวยพร

ตอนนี้มีงานเยอะขนาดไหน

หมอลำคำพลอย – เมื่อก่อนงานชุกมาก เพราะพ่อหลวง (ในหลวงรัชกาลที่ 9) มาทำบุญมหากฐิน หลังจากพ่อหลวงเสด็จสวรรคตวันที่ 13 ตุลาคม และทางการให้ร่วมไว้อาลัยโดยงดการแสดงรื่นเริง ปริมาณงานก็มีน้อยลง แต่ทุกวันนี้ยังมีงานอยู่ ถึงไม่มากเท่าไหร่แต่ก็มีเรื่อยๆ พอให้มีเงินจับจ่ายไว้เลี้ยงลูกหลาน

ปริมาณงานขึ้นอยู่กับเทศกาล?

หมอลำคำพลอย – ถ้าช่วงเทศกาลจะมีงานบ่อย แต่ถึงไม่ใช่เทศกาล เวลามีคนตายเขาจะทำบุญที่บ้าน ที่ร้อยเอ็ดเรียกว่าทำบุญแจกข้าว บางทีถ้าคนตายบ่อย บางคนก็จ้างไปทำการแสดง แล้วแต่สภาพแวดล้อมด้วยว่าเป็นยังไง

ร่วมงานกันบ่อยไหม?

หมอลำคำพลอย – เป็นคู่หลักกันอยู่แล้ว โดยปกติเวลาเจ้าภาพมาติดต่อเราจะใช้คู่หลักกัน แต่ถ้าคู่หลักไม่ว่างก็ว่ากันอีกที

หมอแคนวุฒิพงษ์ – ถ้าเป็นงานวิชาการทั่วไป ผมจะรับงานให้แม่ เพราะแม่ท่องจำไว เนื่องจากบางงานต้องเขียนบทกลอนขึ้นเฉพาะงาน เวลาแสดงก็ต้องแบ่งกันว่าใครจะว่าบทต้น บทรอง อีกอย่างคือผู้ชมติดตาแล้ว เห็นเราแสดงคู่กันแล้วก็อยากให้คู่กันอีก ผมเคยคู่กับคนอื่นแล้ว แต่ไม่เข้ากันเท่าไหร่

(ซ้าย) หมอแคนวุฒิพงษ์ ภูผารส (ขวา) หมอลำคำพลอย ทองจันทร์

พูดถึงการเขียนบทกลอนเฉพาะงาน

หมอลำคำพลอย – มีบ้าง ไม่ใช่เรื่องพื้นบ้านอย่างเดียว บางทีมีเรื่องการเมือง ประวัติเมืองไทย เชิญชวนให้วัยรุ่นเต้นกับเราได้ด้วย แต่ส่วนมากไม่ใช่กลอนที่แต่งขึ้นใหม่ ท่านปรมาจารย์เป็นผู้เขียนไว้ ซึ่งทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครหวงลิขสิทธิ์ เพราะการแสดงหน้าเวทีเหมือนเป็นการกระจายของ ทำให้ของไม่สูญหาย ไม่มีการละเมิดสิทธิ ถ้าเราไม่เอาไปขาย

หมอแคนวุฒิพงษ์ – ช่วงนั้นมีเรื่องปรองดองสมานฉันท์ ผมเลยต้องแต่งกลอนให้สามารถเต้นได้ด้วย สามารถได้ประโยชน์สาระไปพร้อมกับการฟัง ส่วนบทกลอนที่ท่านอาจารย์เขียนไว้จะเป็นแนวกลางๆ เป็นคำสอนที่สอนกันได้ทุกกาลเวลา ไม่ล้าสมัย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ศัพท์ด้วย เพราะบางครั้งท่านใช้คำโบราณ เราก็ต้องอธิบายให้ผู้ชมฟังว่าเป็นอย่างไร

คิดว่าเสน่ห์ของการคู่กันคืออะไร?

หมอแคนวุฒิพงษ์ – ส่วนหลักจริงๆ คือจริตในการปล่อยมุข รับมุข ถ้าเกี่ยวกับกลอนลำก็จะเกี้ยวพาราสีกัน พอได้แสดงร่วมกับแม่เหมือนเราเชื่อมเรื่องกันได้ หรือถ้าเป็นกลอนพุทธประวัติ ผมจะว่าตอนพระโพธิสัตว์ประสูติ กระทั่งลงมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แม่ก็จะมีกลอนพราหมณ์ทำนาย ผมก็ว่ากลอนออกบวช แม่ก็ว่าตอนตรัสรู้ ออกบำเพ็ญพรต ต่อเนื่องกันไปจนปรินิพพาน

ถ้าเรื่องโต้วาที ชายก็ว่าชายดีกว่าหญิง ส่วนหญิงก็ว่าหญิงดีกว่าชาย สำหรับบางคนเขาเอาดีแต่ตัว คือรู้อะไรแล้วพูดทั้งหมด ไม่เหลือให้อีกคนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ผมรู้ว่าแม่ได้อะไร รู้เรื่องไหน เลยทำทีเป็นถามเขา ทำทีเป็นตั้งกระทู้ให้แม่เล่าให้จบเลย แต่บางกลอนที่แม่รู้ว่าผมได้ เขาก็จะหยุดให้ผมว่าต่อ เรื่องมุขที่เล่นก็เป็นมุขสด คืออาวุธกลอนลำที่เรามีอยู่ ก่อนขึ้นแสดงเราต้องตั้งต้นก่อน ผูกเรื่อง แล้วนำมาใช้ พอใช้แล้วมันสนุก

หลายคนบอกว่า ทำไมจะเป็นศิลปิน ถึงไม่ดูแลหุ่นกับหน้าตา แต่ผมว่ามันเหมือนกับกับข้าวที่คนเขาเลือกกิน บางคนไม่กินปลาร้าก็ไปดูถูกคนกินปลาร้า แต่เราต้องให้เขาเลือกว่าสังคมชอบคนอย่างไร ก็เลยบอกว่าผมขายเสียงครับ (ยิ้ม) อย่างเราจะไปเล่นมุขนางเอกพระเอกไม่ได้ ต้องเล่นมุขตลกอย่างเดียวถึงจะดึงคนได้ อาศัยหุ่นกับหน้าตาเต้นดุ๊กดิ๊กๆ ถึงจะดึงคนดูได้ (หัวเราะ)

หมอลำคำพลอย – บางคนชอบคนสวย คนงาม เขาก็พูดเหมือนกันนะว่าแม่พลอยแก่แล้ว ใครจะมาจ้าง แล้วอีกอย่างคือเราหุ่นเสมอกัน เหมือนเลข 00 ไม่ใช่ 11 ที่รูปร่างเพรียวเหมือนนางแบบ (ยิ้ม) เวลาเราไปเล่นที่ไหนเลยโฆษณาว่าอย่าดูถูก 00 นะคะ ถึงฉันจะหุ่นโอ่งแดงแต่ก็มีคุณภาพมาก โอ่งแดงใช้ได้ทั้งปี ทั้งกิน ทั้งอาบ ไม่มีหมดหรอกค่า สรรพคุณเยอะ (หัวเราะ)

ปกติแสดงที่ไหน?

หมอลำคำพลอย – ไม่จำกัดที่ แล้วแต่เจ้าภาพจะจ้าง

หมอแคนวุฒิพงษ์ – ถ้าวงใหญ่ ส่วนมากจะเล่นที่วัด เพราะสถานที่กว้าง

ตามวัฒนธรรมอีสานแล้ว ถ้าเล่นในวัดสามารถพูดสองแง่สองง่ามได้?

หมอลำคำพลอย – ส่วนมากเราขอขมา และถ้าแสดงที่วัดจะไม่ใช่เรื่องลามก

หมอแคนวุฒิพงษ์ – ขึ้นอยู่กับหมู่บ้านและสังคมที่เขาชอบ แต่เราต้องมีเทคนิคด้วย ถ้าเขาไม่เฮฮา แสดงว่าเขาไม่ชอบ ถ้าหมู่บ้านไหนที่เราสองแง่สองง่ามแล้วเขาขยับเข้า-ออก เชียร์ให้เอาเลยๆ เขามีส่วนร่วม แสดงว่าเราเล่นได้เต็มที่ แต่สุดท้ายเราก็ต้องกราบขออภัยสำหรับคำไหนที่ไม่สุภาพ ไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง

อีกอย่างคือ คนอีสานใจสูง ไม่ได้มองในเรื่องแบบนี้ เขามองเป็นเรื่องศิลปะ เป็นการแสดง ไม่ใช่ของเอาเป็นเอาตาย และเราไม่ทิ้งหลักเรื่องพุทธศาสนา เชิญชวนให้คนทำบุญ ชี้ให้เห็นถึงเรื่องบุญ-บาป ตอกย้ำให้เจ้าภาพเห็นว่าสิ่งที่เจ้าภาพทำนั้นถูกต้องและดีงามแล้ว เรายกย่องเชิดชูเกียรติให้เจ้าภาพ

ว่ากันเรื่องค่าจ้าง

หมอลำคำพลอย – ถ้าเจ้าภาพต้องการจ่ายมาก หมายถึงต้องมีค่าตัวทุกคน ก็แบ่งกันว่าวันนี้คนนี้จะได้เท่าไหร่ ถ้าไม่มีเวทีกับเครื่องเสียง เราก็ลดค่าเวทีกับเครื่องเสียงให้เจ้าภาพ แต่ถ้าต้องเดินทาง ต้องมีค่ารถ เราต้องบวกค่ารถเพิ่มอีก และถ้าเจ้าภาพต้องการหางเครื่อง ต้องดูว่าเขาต้องการกี่คน ส่วนนี้เจ้าภาพต้องจ่ายเอง

หรือถ้าเจ้าภาพต้องการ 2 คนกับหมอลำ เราเรียกว่าแคนเต้าเดียว ราคาไม่เป็นที่จำกัด แล้วแต่จะตกลงกัน แต่บางทีเราก็ไปเล่นให้ญาติๆ เขาวานให้ไปช่วยแสดง แต่ทุกวันนี้ไม่มีการใช้คนฟรีๆ เขาให้เป็นค่าแสดงประมาณ 3,000-5,000 บาท

“หลายคนบอกว่า ทำไมจะเป็นศิลปิน ถึงไม่ดูแลหุ่นกับหน้าตา
แต่ผมว่ามันเหมือนกับกับข้าวที่คนเขาเลือกกิน
เราต้องให้เขาเลือกว่าสังคมชอบคนอย่างไร
ก็เลยบอกว่าผมขายเสียงครับ (ยิ้ม)”

กลุ่มคนที่มาดู?

หมอลำคำพลอย – ครั้งก่อนเป็นลำย้อนยุค มีแต่คนแก่มาดู เพราะเราเอาคนไม่อยู่ เด็กๆ ไม่ต้องการดู จึงต้องเปลี่ยนวิธีการแสดงใหม่ ขึ้นต้นยกเราเลยต้องเอาสาระให้คนแก่ฟังก่อน บอกยายให้รอก่อน ขอเล่นให้น้องๆ ฟังก่อนนะ ตอนนี้เลยอยู่กันได้ทั้งคนหนุ่มคนแก่ เรื่องเวลาเล่น ส่วนมากเล่น 3 ทุ่ม-ตี 2 ใช้เวลา 5 ชั่วโมง แต่เราขึ้น 3 ทุ่ม ลงตี 3 เวลาเราไปลำกลอนก็ไม่ได้ร้องแค่กลอนที่อาจารย์แต่งให้ บางคนขอกลอนนั้นกลอนนี้เพิ่มอีก

หมอแคนวุฒิพงษ์ – ต้องยึดเจ้าภาพเป็นหลัก ต้องดูว่าเขาชอบอะไร เช่น อย่าร้องเพลงมาก อย่าเกี้ยวพาราสีเยอะ อยากฟังเนื้อหาสาระ หรือให้โต้ให้เถียงกัน รสนิยมเจ้าภาพแตกต่างกัน

ที่มาของนามสกุล ‘ทองจันทร์’

หมอลำคำพลอย – อ.คำเกิ่งท่านเห็นว่า ถ้าตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้ เลยให้เรารักษาไว้ ให้หยุดอยู่แค่เรา เพราะกลัวจะไม่ขลัง กลัวลูกหลานประพฤติตัวไม่ดี อีกอย่างหนึ่งคือ ท่านบอกว่าอย่าให้เราเอาไปให้ใครใช้อีก ให้เก็บไว้คนเดียว เพราะเราสามารถรักษาความประพฤติไว้ได้ และไม่ยอมให้ชื่อของ อ.คำเกิ่งมีมลทิน

พอท่านวางใจเรา เลยต้องถีบตัวเองขึ้นมาให้มีคุณภาพสมกับที่ท่านไว้วางใจ จะประพฤติอะไรไม่ดีก็กลัวจะเสื่อมเสีย