คืนความสุข-เสียสละ-ปราบโกง-ปรองดอง-คนดี
หลากหลายคำที่ได้ยินกันบ่อยนับแต่มีการรัฐประหาร โดยทหารยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศพร้อมประกาศปฏิรูปประเทศแก้ปัญหาที่สะสมมา
ภาษาถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอำนาจทางการเมือง ผ่านการสร้างความหมายโดยผู้มีอำนาจแต่ละยุค ทั้งการช่วงชิงความหมายหรือการประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ให้สอดรับจุดมุ่งหมายทางการเมือง
รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้แถลงเรื่อง การใช้ภาษาไทยกับการเมือง : การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศ ไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ (29 กันยายน)
ชี้ให้เห็นความสำคัญของภาษากับการเมืองปัจจุบันจึงได้หยิบขึ้นมาเรียบเรียงเผยแพร่อีกครั้ง
ท่ามกลางกระแสนโยบายพัฒนาและเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไปสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ภายใต้รูปแบบการขับเคลื่อนที่เรียกว่า ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 ภาษามีบทบาทสร้างอุดมการณ์และขับเคลื่อนนโยบาย ผ่านการสร้าง อุปลักษณ์ (Metaphor) ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของการประดิดประดอยภาษา ที่เกิดจากสร้าง ความคิดเชิงอุปลักษณ์ (Conceptual Metaphor) จนถ้อยคำฝังอยู่ในการรับรู้ของผู้คนในสังคม
ขณะที่กลไกรัฐเชิงสถาบันและโครงสร้างอำนาจก็ควบคุมสถานการณ์ทำให้ปราศจากการตั้งคำถาม การปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การรับรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริง รวมทั้งการข่มขู่ คุกคาม จับกุม คุมขัง จ้องจับ ทำให้หวาดกลัวด้วยกลไกอำนาจรัฐทั้งที่เปิดเผยและปิดเร้นอำพราง
จะเห็นได้จากคำอุปลักษณ์ว่าด้วย ”การคืนความสุข จากการเสียสละเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ การร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปราบโกง กวาดล้างการคอร์รัปชั่น การสร้างความสามัคคีปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ และอนาคตประเทศไทย”
การใช้ภาษามีแนวโน้มจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายรูปแบบและวิธีการ โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม ทำให้หลุดจากกรอบความรับผิดชอบทางจริยธรรม ผลประโยชน์ส่วนรวม และความเป็นประชาธิปไตย

‘คืนความสุข’ อย่างไร
การอุปลักษณ์ ความสุขและการคืนความสุข ให้ประเทศไทย ที่เป็นการหยิบยื่นความสุขฝ่ายเดียวในนามของความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยดึงประชาชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและหยิบยื่นความสุขเพื่อสถาปนาอำนาจนำ
ทำให้ ประชาชน กลุ่มต่างๆ ในสังคม อยู่ในความสุขที่ตายตัว ทั้งที่ความสุขนั้นมีความหมายที่ซับซ้อน หลายหลากมิติ ทั้งในแง่ความสุขจากการสรรค์สร้างของปัจเจกบุคล และประชาชน พลเมือง ในกิจการสร้างสุข ท่ามกลางการมีชีวิตสาธารณะที่ผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างสังคมส่วนรวม

รัฐธรรมนูญ=เป็นประชาธิปไตย?
คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ฯ เผยว่า การอุปลักษณ์ รัฐธรรมนูญ ให้เท่ากับ เป็นประชาธิปไตย ทว่ารัฐธรรมนูญกลับมีเนื้อหาที่ไม่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย ขาดการยึดโยงกับประชาชน การเปิดช่องให้อำนาจรัฐราชการเข้ามามีบทบาทในระบบรัฐสภา การลิดรอนระบบการตรวจสอบ ควบคุม และถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันในระบอบประชาธิปไตย
ทั้งที่รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดในการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของผู้คน การรับรองสิทธิเสรีภาพ การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน ให้บรรลุเป้าหมายอันตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม ธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ในหลักการประชาธิปไตย ความเป็นนิติธรรม และนิติรัฐ

คนดีต้าน(นักการเมือง)โกง
อีกทั้งยังเชิดชูความโดดเด่นด้วยมายาภาพอันเก่าก่อน คือ การต้านโกง เป็นการย้ำความทรงจำอันเลวร้ายของผู้คนที่มีต่อนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ทั้งที่การทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในแทบทุกอณูของสังคม
เกิดการใช้ มาตรฐานจริยธรรมที่คลุมเครือ การปฏิรูปในนามของ คนดี วางยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างอนาคต 20 ปี และคงไว้ซึ่ง อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44ไทยแลนด์ 4.0 ตามการทิศทางพัฒนา สู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้กลายมาเป็นคำอุปลักษณ์ที่ติดหูติดตาประชาชนมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ด้วยภาษาและถ้อยคำใหม่ๆ เช่น นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรอุตสาหกรรม ฯลฯ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกปลอบ สร้างระบบปฏิบัติการให้สังคมยินยอมพร้อมใจเปล่ง คำ ดั่ง นกแก้วนกขุนทอง
เพราะการพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ดังกล่าว แม้กำหนดเป้าหมายไว้ที่การขับเคลื่อนสู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แต่กลับให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกและอุตสาหกรรมข้ามชาติ โดยละเลยและไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ แต่อย่างใด ดังสะท้อนจากการริเริ่มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ นโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายประชารัฐ เป็นต้น

‘โรดแมปเลือกตั้ง’ ใช้ความหวังสร้างความชอบธรรม
รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวต่อไปว่า เส้นทางสู่การเลือกตั้ง หรือโรดแมป (Road Map) ที่ได้ประกาศต่อสาธารณชนมาอย่างต่อเนื่อง กลับไม่มีความแน่นอนมากนัก ในแง่ระยะเวลาที่นำไปสู่การจัดการเลือกตั้ง แต่มีความชัดเจนในแง่การใช้คำเป็น เกมภาษา (Language Game) เพื่อปักหลักรักษาพื้นที่อำนาจทางการเมืองบนฐานความชอบธรรมจากการทับถมซากปรักหักพังโดยผู้ร้ายตลอดกาลอย่างนักเลือกตั้ง
และการตั้งคำถาม 4 ข้อเชิญชวนประชาชนส่งความคิดเห็นยังศูนย์ดำรงธรรม เพื่อรวบรวมให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการตั้งคำถามแบบไม่ประสงค์คำตอบหรือมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ภายใต้ฐานคติ ความคิด ความเชื่อที่ฝังจำต่อนักการเมืองและนักเลือกตั้ง
ที่สำคัญคือการดูแคลนประชาชน พลเมืองจะไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อิสรเสรีและเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้อย่างมีคุณภาพในพื้นที่และปริมณฑลทางการเมือง จึงเป็นความชอบธรรมที่จะเข้ามา ยึดกลับคืน ขณะถือไพ่เหนือกว่าของรัฐ-ชนชั้นนำโดยที่เส้นทาง-ตารางเวลาหรือโรดแมป ที่กำหนดและเลื่อนเปลี่ยนไปมา ทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือในการ สะกด และ ควบคุม ให้ประชาชน เชื่อ และมี ความหวังในความลวง

คำว่า ‘อนาคตประเทศ’ ต้องมีประชาชนร่วมสร้าง
รศ.ดร.ณฐพงศ์สรุปว่า ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารอย่างผิวเผิน เท่านั้น แต่คืออำนาจในการสร้าง กำกับ ตอก ตรึง ควบคุม อำพราง ความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรู้ ความจริง โดยเฉพาะการปฏิบัติการและการโฆษณาทางการเมือง ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการอุปลักษณ์ถ้อยคำจากการประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ ที่มีหลากวิธีการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านการโฆษณา บทเพลง บทกวี ภาพยนตร์บันเทิง วาไรตี้ เป็นต้น
ในอีกด้านหนึ่งนับวันความคิดและการประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ ยิ่งทวีสร้างความย้อนแย้งให้แก่สังคมมากขึ้นไปเป็นเงาตามตัว เพราะคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการปฏิบัติ ทำให้เกิดการผลิตซ้ำความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้ามระหว่าง ภาษากับการปฏิบัติของผู้พูดหลายกรณี อาทิ พอเพียง-ซื้ออาวุธ, ประชาธิปไตย-วุฒิสมาชิกแต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี ฯลฯ
การมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมือง แม้จะเป็นการ รุก กรุยทาง-สร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ การละเมิดสิทธิ บิดประชาธิปไตย และประชาชนให้อยู่ในปกครองแบบกระชับและกำกับแน่น ด้วยกฎหมายอันชอบและมิชอบ
กระนั้นในทางกลับกันประชาชน พลเมือง ก็ไม่ได้นิ่งงันหรือยอมจำนนโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่จะมีปฏิบัติการ สร้างการเคลื่อนไหวตอบโต้ด้วยการสร้างชุดคำและการประกอบสร้างความคิดอุปลักษณ์เพื่อขจัดความแย้งย้อนด้วยไปพร้อมๆ กัน เพราะในด้านหนึ่ง
วาทกรรมต่างๆ อันเกิดจากการมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมืองจะถูกบันทึกไว้ และประชาชนก็พร้อมที่จะรื้อค้น ถอดถอน นำกลับมาตรวจสอบ โต้ตอบ และเทียบเคียง กับพฤติกรรมและการปฏิบัติของผู้สร้างอุปลักษณ์ได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ อีกต่อไป จึงสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้ารอบใหม่ในอนาคตอันใกล้
การแถลงได้เสนอทางออกว่า อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ประชาชน พลเมือง และกลุ่มองค์กรต่างๆ ในสังคม มีสิทธิ เสรีภาพ ในการปฏิบัติการสร้างคำ-ความคิดเชิงอุปลักษณ์ ได้อย่างอิสระ เสรี มีหลักประกันคุ้มครอง ปกป้องที่เพียงพอ ปราศจากการละเมิดใดๆ ต่อผู้ปรารถนา ร่วมสร้าง อนาคตประเทศไทย และแสดงออกบนหลักการพื้นฐานและสิทธิมนุษยชนสากล
ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้ การเลือกตั้ง ในฐานะคำอุปลักษณ์และความคิดเชิงอุปลักษณ์ที่ถึงพร้อมการยอมรับของอารยะสังคม กลับคืน สังคมไทยโดยเร็วที่สุด

