ที่บริเวณเคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบินแอร์เอเชีย ผู้โดยสารรายหนึ่งทำกระเป๋าเดินทางหล่นขณะชั่งน้ำหนักและเกิดควันขาวพวยพุ่งออกมา
เจ้าหน้าที่สายการบินรีบวิทยุแจ้งเหตุให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานทราบ จากนั้น การปฏิบัติตามขั้นตอนของการบรรเทาสาธารณภัยสารเคมีรั่วไหลจึงบังเกิดขึ้น…
เป็นการจำลองเหตุการณ์ ที่อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ของสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งปัจจุบันยังเปิดใช้ไม่เต็มระบบ เพื่อฝึกบรรเทาสาธารณภัยจากสารเคมีรั่วไหล เมื่อวันที่ 19-20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่กองทัพเรือโดยกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ และท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา จึงจัดให้มีการฝึกขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการในพื้นที่ อาทิ เจ้าหน้าที่จากสายการบินแอร์เอเชีย บางกอกแอร์เวย์สเข้าร่วมในการฝึกอบรม
ดังที่รับรู้กันว่ากระแสโลกในปัจจุบัน ทำให้วิถีชีวิตผู้คนต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับ “สารเคมี” ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น โอกาสที่จะเผชิญกับอันตรายจากสารเคมีจึงเกิดขึ้นได้โดยไม่มีข้อจำกัดทั้งเวลาและสถานที่ อีกทั้งในบางครั้งอันตรายจากสารเคมีอาจจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในสถานที่สาธารณะ อาทิ สนามบินหรือท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟฟ้า ตลอดจนศูนย์กลางคมนาคมอื่นๆ ทั้งด้วยความจงใจของผู้กระทำและจากอุบัติภัยอันเนื่องมาจากการนำสารเคมีหรือสารอันตรายต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่รู้เท่าทันถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการรั่วไหล

โดยสถานการณ์แรก หลังจากเจ้าหน้าที่สายการบินวิทยุแจ้งเหตุให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานทราบแล้ว ชุดปฏิบัติการสงครามเคมี ซึ่งเป็นกำลังพลของกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือส่วนแยกและมีที่ทำการอยู่ในพื้นที่อู่ตะเภาเข้าปิดกั้นจุดเกิดเหตุภายในอาคารผู้โดยสารเป็นลำดับแรก ในระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินอพยพผู้โดยสารตลอดจนพนักงานของสายการบินและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณเกิดเหตุออกจากพื้นที่ดังกล่าวอย่างเรียบร้อยแล้ว
ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือชุดแรกที่เข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุจะสวมชุดป้องกันสารเคมีแบบอากาศผ่านไม่ได้ มีถังออกซิเจนช่วยในการหายใจ เจ้าหน้าที่ชุดนี้จะใช้เครื่องตรวจจับแยกชนิดของสารเคมีที่เรียกว่า “เคมิคอลดีเทคเตอร์” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กแบบพกพากวาดไปเหนือบริเวณที่สารแตกกระจาย อาจจะทำให้ทราบในเบื้องต้นว่าสิ่งที่รั่วไหลออกมาเป็นสารประเภทใด

จากนั้น ทีมปฏิบัติการในชุดที่สองจะสวมชุดป้องกันสารเคมีรุนแรง เนื้อผ้า 5 ชั้น สามารถป้องกันการซึมผ่านของสารพิษได้ทุกประเภท จะเข้าเก็บกู้และล้างสารพิษที่อาจจะตกค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าว
หลังสถานการณ์สารเคมีรั่วไหลที่เคาน์เตอร์เช็กกระเป๋าเสร็จสิ้นลง ได้มีการสมมุติสถานการณ์ที่สอง โดยมีสารไม่ทราบประเภทรั่วไหลบริเวณที่นั่งผู้โดยสารภายในอาคาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนเดียวกับสถานการณ์แรก โดยมีการนำทุกคนที่อยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุเข้าล้างสารพิษที่อาจติดอยู่ตามร่างกายในกระโจมล้างสารพิษ รวมทั้งทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนังและระบบหายใจในกรณีที่อาการรุนแรงจะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป
สำหรับวันที่ 20 กรกฎาคม เป็นการฝึกซ้อมการบรรเทาสาธารณภัยสารเคมีรั่วไหลจากหีบห่อพัสดุขนาดใหญ่ โดยใช้โรงเก็บเครื่องบินเก่าแทนคลังสินค้า ซึ่งการฝึกผ่านพ้นไปด้วยดีเช่นกัน

กัปตัน ลัคนรังสรรค์ ผู้จัดการสายการบินแอร์เอเชียประจำท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา ซึ่งนำเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในการฝึกอบรมครั้งนี้ กล่าวว่า
“เจ้าหน้าที่ของแอร์เชียได้มีโอกาสเข้าร่วมการฝึกกับกองทัพเรืออย่างใกล้ชิด ทุกคนได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้มั่นใจว่าหากมีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีหรือสารพิษเกิดขึ้นในท่าอากาศยาน พนักงานของเราจะไม่ตื่นตระหนกและสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องครบถ้วนอันจะนำความปลอดภัยมาสู่ตนเองและผู้ใช้บริการ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราเป็นกลไกเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ท่าอากาศยานแห่งนี้”
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายสำหรับการเตรียมความพร้อมของกองทัพเรือในอันที่จะสนับสนุนให้ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาฯ ได้ทำหน้าที่ศูนย์กลางคมนาคมขนส่งทางอากาศอย่างเต็มศักยภาพตามแนวคิดที่ว่า “ONE AIRPORT TWO MISSION”
กล่าวคือ เป็นทั้งสนามบินพาณิชย์และสนามบินทางทหารในเวลาเดียวกันและเกื้อกูลกันและกัน ในอันที่จะเสริมให้นโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ของรัฐบาล เป็นรูปธรรมชัดเจนและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สมดั่งเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่วางเป้าหมายไว้สูงสุดว่า
“ไทยแลนด์ 4.0 มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”


