เมื่อก่อน การออกกำลังกายคือการเล่นกีฬาในโรงเรียน มีวิชาพลศึกษา นักเรียนต้องเรียนด้วยการเล่นหรือฝึกกีฬา แล้วแต่ว่าโรงเรียนไหนจะถนัดกีฬาชนิดหรือประเภทใด
โรงเรียนที่ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) เรียนในระดับมัธยมศึกษา มีครูเก่งด้านหมัดมวย นักเรียนจึงถนัดที่จะเรียนทางด้านนี้ ต่อมามีอุปกรณ์การเล่นกีฬาเพิ่มขึ้นมาอีกหลายชนิด จึงทำให้วิชาพลศึกษาต้องเรียนรู้เรื่องของกีฬาชนิดนั้น
กีฬาประเภทหนึ่งที่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ต้องมีอุปกรณ์ก็เข้าแข่งขันได้ คือการวิ่งเร็วในแต่ละรุ่น เช่น 80 เมตร 100 เมตร และวิ่งผลัด ส่วนกีฬาบางประเภทที่ช่วงพักกลางวันนักเรียนมักลงไปที่สนามรวมตัวกันเล่นบาสเกตบอล ใต้แป้น “ชู้ต” ใครชิงบอลได้ก็เลี้ยงไปสักสองสามเก้าแล้วกระโดดขึ้นชู้ต
โรงเรียนที่มีสถานที่กว้างขวาง มีสนามสำหรับเล่นฟุตบอล จะได้เปรียบโรงเรียนที่ไม่มีสนามกว้างพอจะเล่นฟุตบอล แต่ไม่ได้หมายถึงนักเรียนจะออกกำลังด้วยการเล่นฟุตบอลไม่ได้
การกีฬาทุกวันนี้เพิ่มและขยายประเภทชนิดขึ้นไปอีกหลายอย่าง ซึ่งกีฬาบางอย่างเพิ่งจะเริ่มให้มีการแข่งขันและให้เป็นการกีฬาประเภทหนึ่ง เช่น “บิลเลียด” ที่เมื่อก่อนไม่นับเป็นกีฬา แต่เป็นการพนันอย่างหนึ่ง
เช่นเดียวกับการเต้นรำ
หลังจากที่นับว่าการเต้นรำ หรือ “ลีลาศ” เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ทั้งยังมีการแข่งขันถึงในโรงเรียน จึงมีการเรียนการสอนวิชา “ลีลาศ” หรือเต้นรำ มีตำราเรียนแม้ในการเรียนของการศึกษานอกโรงเรียนยังมีการเรียนวิชานี้ เช่น ตำราเรียนของสถาบันการศึกษาทางไกล มีชุดการเรียนทางไกลรายวิชาเลือกเสรี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ชื่อรายวิชา “เสน่ห์ 3 ช่า”
ลีลาศ หรือเต้นรำ มีความหมายมาจากภาษาอังกฤษ คือ “dance” อ่านว่า “ดานซ์” หรือ “แดนซ์” มีความหมายถึงการเยื้องกายเดินนวยนาด และการเต้นรำคือการเคลื่อนที่ไปโดยมีระยะก้าวตามกำหนดให้เข้าจังหวะกับดนตรี
การลีลาศ เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่มีผลดีต่อสุขภาพ ปี 1989 พบว่าการเต้นรำจังหวะ 3 ช่า หรือ ช่า ช่า ช่า ของชาย 15 คน ระหว่างอายุ 40-45 ปี มีอัตราการเต้นของหัวใจขณะเต้นรำ 135-140 ครั้งต่อนาที ใช้เวลาเต้นรำ 10-15 นาที กระทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถลดความดันโลหิตและเพิ่มประสิทธิภาพของสมรรถภาพของหัวใจได้
ช่า ช่า ช่า เป็นจังหวะหนึ่งของการเต้นรำประเภทละตินอเมริกัน มีจังหวะทำนองค่อนข้างเร็ว เร้าใจ ทำให้ผู้เต้นเกิดความสนุกสนาน ร่าเริง พัฒนามาจากจังหวะ “แมมโบ” พบครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ก่อนแพร่เข้ายุโรปในช่วงเดียวกับจังหวะแมมโบ
การเต้น 3 ช่า แพร่เข้าไทยเมื่อปี 2498 โดยชาวฟิลิปปินส์ชื่อ มิสเตอร์เออนี่ ต่อมามีผู้บันทึกไว้ในเนื้อร้องของศิลปินหลายคน เช่น เพลง 3 ช่าจงเจริญ สุรชัย 3 ช่า หรือเพลง แมมโบ ช่าช่าช่า ของสุนทราภรณ์ หรือมีบันทึกในหนังสือพิมพ์บ้านเมืองว่า ทุกเทศกาลไม่ว่าปีใหม่ สงกรานต์ หรืองานบุญ ดนตรีที่ตื่นเต้นเร้าใจคงหนีไม่พ้น 3 ช่า นัยว่าเป็นจังหวะประจำชาติของคนไทยก็ว่าได้
การนำจังหวะ ช่า ช่า ช่า หรือ 3 ช่า มาเป็นท่าเต้นประกอบเพลงกราวกีฬา เท่าที่ผ่านการนำร่องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
โรงเรียนสตรีวิทยา ปรากฏว่า ใช้นักเรียนจำนวนนับพันคนนำมาฝึกซ้อมและนำท่าเต้นได้ในเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมง สามารถเต้นได้พร้อมเพรียงกัน
หากกระทรวงศึกษาธิการจะนำเพลงกราวกีฬา สยามลีลา 3 ช่า ไปเผยแพร่ในการออกกำลังกายของนักเรียนทุกเช้าแทนเพลงจังหวะอื่น เชื่อว่า ทั้งนักเรียน ครู บุคลากร รวมถึงผู้ปกครอง จะนำท่าสยามลีลาไปใช้ในการออกกำลังกายได้อย่างดี
เริ่มวันนี้ พรุ่งนี้ “สยามลีลา-กราวกีฬา” จะเผยแพร่ไปทั่วไทย

