ไม่ง่ายที่จะเขียนบทสัมภาษณ์นี้ให้ดูเป็นเรื่องของ “คนธรรมดา”
ด้วยชีวิตและผลงานอันมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงของ “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม” ราชบัณฑิต
อดีตหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ผู้มีงานเขียนมากมายตั้งแต่วัยหนุ่ม อาทิ ชั้นประดับลวดลายและลวดลายสมัยอยุธยาตอนต้น, จิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยา, เจดีย์เพิ่มมุม-เจดีย์ย่อมุม สมัยอยุธยา, ลวดลายปูนปั้นแบบอยุธยาตอนปลาย พ.ศ.2172-2310, เจดีย์สมัยสุโขทัย วัดเจดีย์เจ็ดแถว, กระหนกในดินแดนไทย, จนถึงหนังสือชื่อเท่ๆ อย่าง จิตรกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 3 : ความคิดเปลี่ยนการแสดงออกก็เปลี่ยนตาม และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
รวมถึงผลงานล่าสุด “วัด-เจดีย์ ในและนอกเกาะกรุงศรีอยุธยา” ที่แฟนคลับทั้งในและนอกวงวิชาการรุมจองล้นหลาม
เป็น 336 หน้ากระดาษที่กลั่นกรองจากประสบการณ์เกือบทั้งชีวิต หลัง “คุย” กับสถูปสถานจนคุ้นเคยกันไม่น้อยกว่า 4 ทศวรรษ
พื้นเพเป็นชาวสมุทรสาคร จบปริญญาตรีสาขาจิตรกรรม จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะเบนเข็มไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ในสถาบันเดียวกัน แล้วข้ามทวีปไปยังมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (ปารีส 3) กระทั่งคว้าดีกรีดอกเตอร์ในสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ-โบราณคดี
ในวัย 72 ปี ที่ไฟในการทำงานไม่เคยมอด ซ้ำยังเปิดใจเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ชนิดที่ลูกศิษย์บางรายซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังยอมรับแบบเขินๆ ว่ายังทำไม่เป็น อาทิ จิตรกรรมดิจิทัล, ลายเส้นสันนิษฐานและรูปทรงสามมิติซึ่งจัดแสดงในอุทยานประวัติศาสตร์หลายแห่ง
ไม่ต้องกล่าวคำยกย่องใดๆ เพราะผลงานทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์อย่างแจ่มชัด
นอกเหนือจากคำถามแนววิชาการที่ถูกถามมาแล้วมากมาย มาเปลี่ยนสไตล์นั่งคุยแบบสบายๆ ถึงชีวิตที่มีอีกหลายแง่มุม
– ย้อนไปในสมัยเรียนหนังสือ อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เด็กคนหนึ่งนั่งรถไฟสายแม่กลอง ไปกลับกรุงเทพฯ-สมุทรสาครทุกวัน
พ่อแม่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ พ่อซึ่งผมเรียกว่าเด เป็นคนไหหลำ หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน เป็นกุ๊กใหญ่ประจำภัตตาคารแห่งเดียวของมหาชัยในตอนนั้น แต่ท่านสนับสนุนให้ลูกเรียนหนังสือ บอกว่าเดี๋ยวท่านทำงานหาเงินเอง คงคิดแล้วว่าถึงผมจะไปเป็นกุ๊กแบบท่านก็สู้ท่านไม่ได้ ผมมาเรียนทางด้านศิลปะ แม่ไม่ค่อยชอบใจนัก แต่พ่อกลับชอบและสนับสนุนทุกอย่าง
– แรงบันดาลใจหรือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ น.ศ.จิตรกรรมหันมาสนใจประวัติศาสตร์โบราณคดี
สมัยเรียนที่ช่างศิลป์ มันมีบรรยากาศของเพลงไทยเดิม เพราะว่าเรียนในรั้วโรงเรียนนาฏศิลป์ (วิทยาลัยนาฏศิลป์) ได้เห็นนักเรียนนุ่งโจงกระเบนสีแดง เป็นบรรยากาศที่ซึมเข้าไปข้างใน พอเข้าเรียนที่คณะจิตรกรรมฯ ก็มีวิชารีเสิร์ช ต้องไปพิพิธภัณฑ์สังเกตรูปแบบศิลปะ ดูพระพุทธรูป มันคือวิชาดรอว์อิ้งนั่นแหละ เพียงแต่ดรอว์อิ้งภาพโบราณวัตถุ มันเลยฝังอยู่ข้างในลึกๆ ตอนเรียนวิชาหลักส่วนใหญ่เป็นวิชาศิลปะสากลทั่วไปตามเทคนิคกรรมวิธีฝรั่ง พอเรียนจบ อ.ไขศรี ศรีอรุณ ท่านเรียกให้มาสอนที่วิชาวาดเส้นแผนผังที่คณะโบราณคดี พอสอนแล้วรู้สึกว่าให้ประโยชน์กับภาควิชาไม่พอหรอก น่าจะค้นคว้าเพิ่มเติม จนในที่สุดก็เรียนปริญญาสาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ชักถลำลึกแล้ว (ยิ้ม)
หลังจากสอนที่ภาควิชาโบราณคดีน่าจะเกิน 5 ปี ก็ย้ายไปภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ สักพักหนึ่งมีทุนจากฝรั่งเศสมา ตอนนั้นคิดเยอะมาก เพราะยังห่วงเรื่องการเขียนรูปซึ่งในรุ่นผมช่วงนั้นมันอยู่ไม่ได้ ต้องอาศัยเงินเดือนราชการ มาคิดดูแล้วหากผมไปเรียนปริญญาเอกคงไม่ได้เขียนรูปอีก ต้องนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาควิชาจริงๆ พอกลับมาแล้วก็เป็นอย่างนั้น ได้มาศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพราะสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะไทยตอนนั้นมีคนค้นคว้าอยู่องค์เดียวคือ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล คนอื่นๆ จะไปอิงเรื่องโบราณคดี
– การเป็นเด็กจิตรกรรมทำให้มีแต้มต่อหรือไม่ในด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ
เรามีพื้นฐานการดรอว์อิ้ง ตาแม่น พอตาแม่น ก็สังเกตเห็นความปกติหรือไม่ปกติของศิลปกรรมโบราณที่ได้เร็ว ยิ่งได้มีการเปรียบเทียบ จะเห็นว่าอะไรใหญ่อะไรเล็ก อะไรผิดเพี้ยน ทำให้ได้เปรียบกว่าคนอื่นที่ตาไม่ค่อยคุ้น แต่ข้อได้เปรียบนี้ก็มีข้อเสียคือไม่ได้เอาใจใส่ในการอ่านหนังสือมากนัก แต่ก็อ่านตาแฉะ เพราะเป็นงานที่ต้องอ่านอยู่แล้ว ตัวเองไม่ชอบอ่าน อ่านเมื่อจำเป็นต้องอ่าน ไม่ใช่ไม่อ่านเลย แต่เน้นหนักเรื่องรูปแบบศิลปะ พอดูแล้วมันแนะเราให้เห็นมุมมอง สงสัยขึ้นมาก็ไปอ่านเอกสาร งานค้นคว้าของนักโบราณคดี หรือของ น. ณ ปากน้ำ ซึ่งบุกเบิกงานเกี่ยวกับอยุธยา แล้วมาประมวลผลกับสิ่งที่ค้นคว้า ก็ได้ออกมาเป็นข้อคิด เป็นงาน เอกสาร หนังสือ
– ความท้าทายหรือข้อจำกัดในการสร้างรูปแบบสันนิษฐาน
ความท้าทายคือสิ่งที่ผมคิดค้น สร้างมันออกมาจากที่ทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่รู้อะไรเลย แต่ต้องพยายามทำเพราะอยากจะทำให้ได้อย่างที่ตัวเองต้องการเพื่อเอาไปให้นักศึกษาได้ใช้ประโยชน์ แบบสามมิติจะทำให้ได้เห็นมุมมองทั้งหมด จะหายง่วง (ยิ้ม) หากจะมองว่าเรามีอิสระที่จะคิดภายใต้การประมวลข้อมูลต่างๆ ยิ่งน้อยก็ยิ่งท้าทาย ฉะนั้น ถ้าบอกว่าข้อมูลน้อยแล้วยากก็คงใช่ แต่ว่ามันมันส์ (หัวเราะ) เป็นความท้าทายที่ต้องคิดเยอะ คิดหลายทางมาก อะไรที่มันง่าย แบบเห็นก็รู้แล้ว ก็ไม่อยากทำ
– ความรู้สึกที่ได้เห็นลูกศิษย์เป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานทั่วประเทศ
ก็ดีใจสิ ชื่นชมเขา แต่คอยเป็นห่วงว่าถ้าคิดอย่างนี้ยังมีมุมมองอย่างอื่นอีกนะ บางทีพอไปเจอ เขาไม่ได้ถามหรอก แต่ผมไปบอกเอง ว่าต้องระวังตรงนี้นะ ตรงนี้อาจจะไปในทางพลาดได้นะ บางทีเขาอาจจะไม่ได้ต้องการ ความที่เป็นครูก็พูดมาก (หัวเราะ)
– มีอะไรต้องระวังในการศึกษาวิเคราะห์รวมถึงการอนุรักษ์โบราณสถานบ้าง
ผมพูดอยู่เสมอว่าอย่าให้ข้อมูลมันหลอก ต้องรู้เท่าทันโดยเฉพาะโบราณสถานต่างๆ มีการบูรณะมาตั้งแต่อดีต ยิ่งวัดสำคัญๆ ของราชธานี เช่น วัดมหาธาตุ อยุธยา ต้องมีการซ่อม มีการเปลี่ยนแปลงมาก ต้องเข้าใจว่าธรรมเนียมไทยไม่ได้มีหลักการที่เป็นแบบแผนตายตัว แต่เป็นการซ่อมให้อยู่ในสภาพดีที่สุด เพื่อให้เกิดศรัทธา อะไรที่กีดขวาง ล้ม ทลาย ก็ซ่อมใหม่ สร้างใหม่ นี่เป็นวัฒนธรรมของเรา ในขณะที่หลักการอนุรักษ์ตามวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งเกิดขึ้นทีหลังแล้วเรารีบรับเอามาใช้เลยก็ใช้ไม่ได้ เพราะขัดแย้งกับสภาพจริงที่มีการเติม ปรับเปลี่ยน จึงต้องทำความเข้าใจให้ชัดโดยแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ วัดวาอารามซึ่งบูรณะโดยยึดถือความศรัทธา ความงดงามสมเป็นศาสนสถาน แต่หากเป็นซากโบราณสถานนั่นก็อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องพิจารณาในเกณฑ์อนุรักษ์แบบสากล อย่างไรก็ตาม ต้องให้สังคมไทยได้เข้าใจ รับรู้แนวความคิดนี้ว่าอะไรควรอนุรักษ์ตามเกณฑ์สากล อะไรควรอนุรักษ์ตามเกณฑ์วัฒนธรรมไทย
พอเราเลยไปถึงการเป็นมรดกโลก จึงบอกว่าต้องระวังนะ เพราะวัฒนธรรมของเรามันเป็นอย่างนี้ เป็นความคุ้นเคย ล่าสุดมีการการผลักดันอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลก ถ้าอยากเป็น ผมไม่คัดค้าน เพราะเป็นเทรนด์แล้ว และเชื่อว่าศรีเทพมีข้อมูล มีปัจจัยที่พร้อมจะเป็นมรดกโลกทุกอย่าง แต่ต้องเทรนคนให้มีวินัย มีวิธีคิดด้านการบริหารจัดการก่อน ถ้าจัดการดี ไม่ต้องเป็นมรดกโลก คนก็ไปเที่ยวกัน ถ้าอาศัยมรดกโลกแล้วการบริหารจัดการแย่ จะเละเทะ เสียของ
– คำถามไหนจากลูกศิษย์ที่จำไม่ลืม หรือจุดประเด็นที่คาดไม่ถึง
มีนักศึกษาคนหนึ่ง ผมชื่นชมเขามาก ฉลาด เคยชวนเป็นอาจารย์แต่ไม่ยอมเป็น อยากไปทำงานมีอิสระข้างนอก ตอนผมสอนวิชาศิลปะอยุธยา ซึ่งมีการแบ่งเป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น กลาง ปลาย เขาถามว่ามันจะแบ่งเป็นอย่างอื่นบ้างไม่ได้หรือไงอาจารย์ (หัวเราะ) มันทำให้ผมหยุดเลยเหมือนกัน แล้วมาคิดว่าถ้าหากดูข้อมูลจากประวัติศาสตร์อาจได้แง่มุมใหม่ๆ
อีกเรื่องหนึ่งคือนักศึกษาบอกกับ ม.จ.สุภัทรดิศว่าอาจารย์สันติเขามีความรู้นะ แต่ทำไมตอนเล็กเชอร์ถึงบอกว่า “ให้ไปคิดดูนะ ผมอาจจะผิดก็ได้” ท่านก็มาบอกว่าทำไมอาจารย์สันติไปพูดอย่างนั้น ก็มีความรู้ไม่ใช่เหรอ

– เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ทำไมไม่อยากให้นักศึกษาเชื่อ
แม้จะอยากให้นักศึกษาเชื่อผม แต่จะไม่พยายามให้เขาเชื่อ ถ้าตอบคำถามตามหนังสือ คือคุณไม่ได้คิดอะไรเลย คุณแค่จำมา แต่ถ้าตอบแตกต่างจากหนังสือ ตอบตามความคิดของคุณแม้จะผิด แต่ความคิดได้ทำงาน ไม่ใช่เรื่องความจำที่ทำงาน ไม่ใช่ว่าความจำไม่มีประโยชน์ มันก็มีประโยชน์ แต่ถ้าความคิดเข้าไปมีบทบาทอยู่ด้วยจะทำให้เราเห็นมิติใหม่ๆทางด้านวิชาการ มันจะยิ่งดี
ถ้าอ่านหนังสือแล้วคิดและมาตอบจะมีประเด็นที่ขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งบางทีเหตุผลของนักศึกษาเขาดี ทำให้ผมได้เรียนรู้ นี่คือเรื่องสำคัญ ผมบอกลูกศิษย์ซึ่งเป็นอาจารย์เสมอว่าผมไม่ใช่เป็นผู้สอนอย่างเดียว นักศึกษาสอนผมด้วย เพราะผมคิด ทำงาน เขียนตำรา เกิดจากคำถามและความต้องการของนักศึกษา เขาบอกผมผ่านทางคำตอบที่ตอบผิดตอบถูก ทำให้เห็นประเด็นว่าถ้าหากว่าเราทำอย่างนี้ๆ น่าจะเกิดประโยชน์ต่อเขาได้ แต่ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า สิ่งที่ผมพูดนี้อย่าไปปักใจเชื่อ ให้ดูว่าผมใช้เหตุใช้ผลอะไรบ้าง บางเรื่องผมก็ไม่รู้ คุณอาจจะมีมุมมองอะไรที่น่าสนใจกว่า ยิ่งหากคุณไปค้นคว้าก็จะยิ่งดี แต่อย่าไปคัดค้านโดยไม่มีเหตุผล เพราะเป็นเรื่องพาล (หัวเราะ)
– มีช่วงที่สับสน สิ้นหวัง หรือเป็นทางแยกของชีวิตบ้างหรือไม่
มีบ่อยไป มันสับสน หดหู่ สิ้นหวัง แต่เป็นช่วงสั้นๆ พอทำงานก็ลืม ถ้าเครียดหนักๆ ก็นอน ผมนอนหลับง่าย ยิ่งเครียดๆ หัวถึงหมอนปั๊บ หลับป๊อกเลย พอตื่นมาก็สบาย
– ประเด็นไหนที่มักกระทบใจหรือทำให้ท้อแท้มากที่สุด
เรื่องวิชาการไม่เคยท้อ ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่ประสบความสำเร็จ ก็…ฝากไว้ก่อน! (เน้นเสียง) ไปทำอย่างอื่นแล้วค่อยวกกลับมา เรื่องที่ทำให้หดหู่คือ เวลาผมพูดมากไปหรือไปว่าคนอื่น เผลอวิจารณ์เขา พูดอะไรที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่พูดไปแล้วเขาเสียใจ ไม่สบายใจ บางเรื่องไม่สมควรพูด เพราะไปกระทบใครต่อใครเข้า แต่ก็เผลอพูดออกไปโดยไม่ได้มีทัศนคติที่ไม่ดีกับเขา เพียงแต่พูดอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ บางทีการที่พูดสดๆ โดยไม่มีบท คำพูดหนักเบาก็ทำร้ายคนโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมมักเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่าพูดให้น้อยลง แต่ในความเป็นครูบาอาจารย์มันเคยชินไง (ยิ้ม)
– สถานการณ์ “เฮิร์ต” ในมุมของความเป็นครู
เวลานักศึกษาค้นคว้ามาไม่ดี ขี้เกียจทำ เคยมีสัมมนาดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอกของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ที่คณะโบราณคดีนะ ผมให้ทุกคนไปค้นแล้วมานำเสนอ พอเขาพูดออกมาก็รู้แล้วว่าไม่ได้ค้น ไม่ได้รู้จริง ผมเลยแนะนำและให้กำลังใจ แต่เขาเห็นว่าเราดุ ผมไม่ชอบอ้อมค้อม เพราะเดี๋ยวเข้าใจผิดจะยิ่งยุ่งไปใหญ่ ผมต้องการให้ทุกคนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่าอะไรเป็นอะไร เขากลับมองว่าเป็นการประจาน ที่จริงแล้วไม่ใช่
นักศึกษาที่ไม่ได้ทำการบ้านมา พื้นฐานอ่อน พอเราชี้แจงมาก หรือแยงลึกไปหน่อย พอดุแรง กลับบ้านไปผมก็นอนไม่หลับ ไม่ใช่แค่เขาที่เฮิร์ต เป็นตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แล้ว
ในทางตรงกันข้าม เวลานักศึกษาเตรียมพร้อม นำเสนอออกมาก็รู้แล้วว่าค้นคว้ามาดี ผมก็ดีใจ ให้คำแนะนำเขาในส่วนที่บางครั้งเขานึกไม่ถึง หรือให้ปรับนู่นนี่ โดยหลักแล้วมองได้เลยว่าคนนี้ไปรอดแน่

– เรื่องที่ทำให้ลำบากใจแต่ก็ต้องทำ
ประเมินวิชาการ ไม่อยากทำ ถ้าหากประเมินผ่าน อยากทำ ชอบ แต่ถ้าประเมินแล้วไม่ผ่านปั๊บ เราก็ไม่สบายใจแล้ว มันเท่ากับไปตัดสินเขา ก็ต้องชี้แจงว่าไม่ผ่านเพราะอะไร แต่ถ้าไม่ยอมประเมินเลย คนรุ่นใหม่จะขึ้นมาได้อย่างไร บางทีต้องเปิดโอกาสเขา คนรุ่นใหม่ที่เขาทำดีจริง ถ้าไม่มีใครไปรับอ่านผลงานให้ เขาจะก้าวหน้าได้อย่างไร
– ขออนุญาตถามเรื่องครอบครัว ในบทบาทคุณตาของหลานชายวัย 12 ขวบ
ผมจะแอบสังเกตหลานเหมือนกับตอนผมสังเกตลูกสาว เห็นชัดเลยว่าเขามีพัฒนาการทุกสัปดาห์ เขาเปลี่ยนไปตลอด ไม่ได้เร็วหรอก แต่มีนิดหนึ่งตลอด มันไม่ใช่อุปทานนะ ผมเห็น เพราะสังเกตตลอดเวลา
– ใช้วิธีการสังเกตแบบนักประวัติศาสตร์ศิลปะไหม
(หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกัน ผมจะนั่งทำงานตลอด เขาก็เห็นและนั่งเล่นเกมตลอดเวลาเหมือนกัน บางทีผมเบื่อทำงาน ก็ไปคุยกับเขาบ้าง แต่ช่วงนี้โตมากแล้ว ผมจึงเล่นแบบ…แหย่ เตะเขาให้โมโห แต่เขาไม่ค่อยโมโห อย่างมากก็บอกว่า “ไม่เล่นนะ” ใจเราใกล้ชิดกัน แต่อยู่ห่างๆ ทุกสัปดาห์เขาจะมาที่บ้าน ปกติจะอยู่บ้านย่า เป็นเด็กที่มีน้ำใจ แต่หมกมุ่นเรื่องเกมส์ รับรู้อะไรเร็วและกว้าง บางทีคอมพิวเตอร์ผมเสีย เขาช่วยแก้ให้ได้
– ได้พาไปเที่ยวโบราณสถานไหม เขามีท่าทีสนใจเป็นพิเศษหรือเปล่า
ไปครับ ไปอยุธยา สุโขทัย พ่อเขาสนใจเรื่องนี้ เวลาพ่อไปไหนก็ตามไป แต่คงไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ
– ในวันนี้สันติ เล็กสุขุม เป็นไอดอลของนักวิชาการรุ่นใหม่ แล้วใครคือไอดอลของสันติ เล็กสุขุม
เยอะนะ เยอะจนลำดับไม่ถูก ใครพูดดีทำดี ผมก็ชื่นชมแล้ว ไม่อยากจะระบุ เพราะคนนั้นดีอย่างหนึ่ง คนนี้ก็ดีอีกอย่าง ไม่ต่างอะไรกับเวลาดูงานศิลปะ
– ไฟในวัยหนุ่มกับไฟหลังเกษียณ อุณหภูมิแตกต่างกันแค่ไหน
การทำงานเหมือนเดิมเพียงแต่พอโตขึ้น มันก็รู้รอบ รู้ลึก รอบคอบกว่าตอนหนุ่มซึ่งมุทะลุ แล้วพอมาถึงตอนนี้ได้เห็นอะไรมาก ก็ทำให้ทัศนคติกว้างกว่าก่อน ลึกกว่าก่อน ฉะนั้นจึงทำอะไรที่ผิดไปจากเดิม เป็นความพอใจของเรา ยิ่งทำ ยิ่งเห็น ก็ทำไปเรื่อยๆ ผมไม่มีภาระทางครอบครัวมาก เพราะมีคนดูแลหมดแล้วเลยพัฒนาความคิดและงานไปได้ตลอด (ยิ้ม)


