เราซื้อของบางประเภทเพื่อให้ได้ของสิ่งนั้นมาใช้งานค่ะ เช่น ซื้ออาหารมาเพื่อรับประทาน ซื้อเสื้อผ้ามาเพื่อสวมใส่ แต่ในบางครั้งอาหารกับเสื้อผ้าอาจไม่ได้ซื้อมาเพื่อประโยชน์ในระดับที่จับต้องได้เท่านั้น บางคนเลือกกินอาหารในร้านอาหารที่ตกแต่งสวยงาม ใช้วัตถุดิบชั้นเลิศทั้งที่อิ่มเท่ากับของราคาถูกกว่า เสื้อผ้าก็เช่นกัน บางครั้งเราไม่ได้ซื้อมาเพื่อสวมใส่อย่างเดียว บางท่านต้องการให้เสื้อผ้าช่วยเสริมบุคลิกภาพหรือต้องการสื่อให้คนอื่นรู้ถึงฐานะและรสนิยมของตนเอง ดังนั้น ของบางอย่างที่เราจ่ายเงินซื้อไปอาจไม่ได้มาแค่ประโยชน์ใช้สอยของตัวสินค้าเท่านั้น คุณค่าบางอย่างเกิดขึ้นในใจเราด้วย
มีวัยรุ่นหลายคนเคยมาเล่าให้ฟังถึง “ยี่ห้อ” ที่เขาต้องการค่ะ นักศึกษาสาวคนหนึ่งมีความเครียดกังวลเล็กน้อยเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอยังสอบไม่ได้คณะที่ต้องการและกำลังจะสอบใหม่อีกครั้งปีนี้
“หนูเรียนคณะอะไรก็ได้ค่ะ ขอให้เป็นจุฬาฯ
“หมอเคยเห็นวัยรุ่นหลายคนอยากเรียนหรืออยากทำงานอะไรสักอย่าง แต่หนูเลือกที่สถาบัน มีเหตุผลอะไรพิเศษไหมคะ
“ไม่มีค่ะ หนูแค่อยากใส่ชุดนักศึกษาของจุฬาฯ”
ชุดนี้น่าจะมีคุณค่าทางใจบางอย่างต่อเธอค่ะ ถ้านี่เป็นแรงจูงใจให้เธอขยันอ่านหนังสือสอบก็ถือเป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าเป็นต้นเหตุทำให้เธอไม่ยอมเรียนมหาวิทยาลัยอื่นและลาออกอยู่ร่ำไปก็คงต้องหาทางแก้ปัญหาทีหลัง วัยรุ่นชายอีกคนหนึ่งก็ให้คุณค่ากับบางสิ่งเช่นกันค่ะ
“ผมอยากเรียนหมอ ผมจะสอบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะติดหมอ”
หนุ่มน้อยเล่าให้ฟังหลังเขาพลาดหวังจากคณะแพทยศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า เขายอมเรียนในคณะที่ตอบติดแต่เรียนได้ไม่กี่เดือนก็ลาออกมาและมุ่งมั่นสอบใหม่ให้ติดหมอ แต่ตอนนี้อายุของเขาพอๆ กับคนเรียนปริญญาเอกแล้วด้วยซ้ำ ชีวิตก็ยังไม่ได้เริ่มต้นสักทีเพราะยังไม่ได้เริ่มเรียนคณะใดอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเลย
“หมอเห็นว่าคุณใช้เวลาสอบมาหลายปีแล้ว พ่อแม่คุณก็อายุมาก คุณเองก็เป็นลูกคนโตต้องดูแลตัวเองและดูแลพ่อแม่ในอนาคต คุณไม่คิดจะเรียนคณะอื่นหรือประกอบอาชีพอื่นเหรอคะ
“ไม่ครับ ผมเชื่อว่าผมเก่งพอ ผมเรียนหมอได้ แค่ยังสอบเข้าไม่ได้เท่านั้น
“คุณอยากเรียนหมอเพราะอะไรคะ อยากรักษาคนป่วย อยากดูแลพ่อแม่ หรือเป็นอาชีพที่เงินดีมีเกียรติอะไรทำนองนี้หรือเปล่า
“ผมไม่ได้อยากเป็นหมอแต่ผมอยากสอบติดหมอ คนอื่นจะได้เลิกดูถูกผมซักที”
แม้ทั้ง 3 กรณีที่เล่ามาเป็นความอยากได้สิ่งหนึ่งเพื่อผลในทางความรู้สึกซึ่งไม่ใช่ผลโดยตรงที่ได้รับจากประโยชน์ของสิ่งนั้น แต่นักศึกษาหนุ่มคนนี้ไม่ได้ “ต้องการเพื่อให้มีความสุขเพิ่มขึ้น” แต่ “ต้องการเพื่อหนีจากความทุกข์ (ที่รู้สึกว่าโดนดูถูก)” การซื้อหาอะไรสักอย่างเพื่อลดความความทุกข์อาจไม่แย่เสมอไปค่ะ
มาดูแอนิเมชั่นที่กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ามากกว่าตัวมัน “Shashinkan” เป็นแอนิเมชั่นความยาว 16 นาที ฉายในปี 2013 เป็นหนังเงียบที่มีภาพและเพลงประกอบงามมากค่ะ ญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สามีภรรยาคู่หนึ่งไปถ่ายภาพคู่ในร้านถ่ายรูป ปีต่อมาทั้งสองพาลูกสาวมาด้วย หลังจากนั้นก็แวะมาเรื่อยๆ เมื่อลูกสาวเติบโตขึ้น ช่างภาพพยายามทำทุกทางให้เด็กสาวยิ้มแต่ไม่สำเร็จเลยสักครั้ง เธอหน้าบึ้งเสมอแต่หน้าของเธอเป็นอย่างนั้นเองค่ะ ไม่ได้หงุดหงิดอย่างใด จนกระทั่งเด็กสาวแต่งงาน ทั้งสามีและลูกชายยิ้มกว้างตอนถ่ายภาพแต่เธอก็ยังหน้าบึ้ง หลังจากสงครามเริ่มขึ้น เธอไม่ได้ไปร้านถ่ายรูปเพื่อถ่ายรูปเพียงอย่างเดียวแล้ว เธอไปขอรูปถ่ายสามีและลูกชายมาเพื่อใส่กรอบตั้งในงานศพด้วย ร้านถ่ายรูปในยุคนั้นจึงไม่ได้แค่ถ่ายรูปแต่เป็นสถานที่เก็บความทรงจำให้เราได้ย้อนระลึกด้วย
บริษัทจำหน่ายฟิล์มโกดักเคยกล่าวไว้ว่า “โกดักไม่ได้ขายฟิล์มแต่ขายความทรงจำ” ทำให้เราเข้าใจว่าสินค้าบางอย่างมีมูลค่าทางใจมากกว่ามูลค่าสิ่งของที่เราได้รับ ถ้ามองจากจุดเริ่มต้นที่เงินสามารถซื้อคุณค่าทางใจบางอย่างได้แล้ว เงินก็น่าจะซื้อความสุขได้ด้วย มีงานวิจัยบอกว่าเป็นจริงตามนั้นค่ะแต่อาจไม่ใช่การจ่ายเงินซื้อสิ่งของที่จับต้องได้
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เรื่อง “เงินซื้อความสุขได้หรือไม่” บอกเราว่าการใช้เงินซื้อ “เวลาว่าง” ให้ตัวเองทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ค่ะ เขาเริ่มต้นคิดว่าประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงจากการทำงานน่าจะมีเวลาสำหรับทำสิ่งที่ตัวเองต้องการน้อยลง ดังนั้น “เวลาว่าง” จึงกลายเป็นสินค้าหรูหราราคาแพงสำหรับคนเหล่านี้ เวลาว่างนี้หมายถึงเวลาที่เหลือจากการทำกิจวัตรประจำวันค่ะ เช่น จ้างพี่เลี้ยงเด็ก จ้างคนทำความสะอาดบ้าน หรือจ้างคนซักรีด ผลการศึกษาที่น่าสนใจคือมากกว่าร้อยละ 28 ของกลุ่มทดลองที่ใช้เงินไปเพื่อซื้อเวลาว่างให้ตัวเองตามกิจกรรมตัวอย่างด้านบนจะรู้สึกมีความสุขและพึงพอใจในชีวิตในช่วงวันหยุดมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้เงินซื้อสินค้าให้ตัวเองมีความสุข อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยสังเกตว่าต่อให้รู้ดีว่าการจ่ายเงินเพื่อเพิ่มเวลาว่างให้ตัวเองทำให้มีความสุขขึ้นแต่มีคนจำนวนน้อยมากคือราวร้อยละ 2 ที่ยินดีจ่ายเงินเพื่อสิ่งนี้แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีรายได้มากพอที่จะจ่ายได้อย่างสบายก็ตาม
ผู้วิจัยจึงสรุปว่าเราอาจใช้เงินซื้อของเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากของสิ่งนั้นแต่บางครั้งเราก็ใช้เงินเพื่อหลีกหนีประสบการณ์ไม่ดีบางอย่างได้เช่นกัน อย่างเช่นการใช้เงินเพื่อซื้อเวลาว่างให้หลีกหนีจากกิจวัตรประจำวัน

