1,500 ไมล์ทะเลไทยทั้งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันเป็นแหล่งทรัพยากรมูลค่ามหาศาล อีกทั้งยังเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของชาติ การบริหารจัดการเพื่อแสวงประโยชน์และการดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของทะเลไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภาวะที่กระแสโลกมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องและการบริหารจัดการมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต อีกทั้งยังต้องอาศัยหลายหน่วยงานในการทำหน้าที่ตามองค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญที่มีอยู่
“ศรชล.” (อ่านว่า สอน-ชน) หรือ ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยกองทัพเรือ จึงถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกปีที่ผ่านมา ศรชล.ได้จัดให้มีการฝึกเพื่อซักซ้อมและทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติ ตลอดจนเพื่อให้ทราบถึงอุปสรรคข้อขัดข้องและปัญหาที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ โดยแนวทางในการฝึกแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและแนวโน้มของสถานการณ์ที่จะต้องเผชิญ

สำหรับในปีนี้การฝึกกำหนดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 กรกฎาคม 2560 โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจัดส่งบุคลากรเข้าร่วมการฝึก ได้แก่ กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร กองบังคับการตำรวจน้ำ กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
ในส่วนของกองทัพเรือ หน่วยที่เข้าร่วมในการฝึก ประกอบด้วย กรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือภาคที่ 1 สำนักงานวิจัยกองทัพเรือ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ และสุดท้ายคือ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ
หลังการสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันและกันในรูปแบบของ “เวิร์กช็อป” ในช่วง 3 วันแรกของการฝึกเสร็จสิ้นลง ได้มีการฝึกภาคสนามบริเวณท่าเรือแหลมฉบังในลักษณะของการบูรณาการกรณีมีการกระทำที่ผิดกฎหมายจากการรับส่งสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือพาณิชย์ก่อนที่ในวันสุดท้ายจะเป็นการฝึกภาคทะเลขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ ศรชล.เคยจัดขึ้น
ทั้งนี้ ได้มีการสมมุติสถานการณ์แรก กลุ่มเรือประมงไทยแต่จดทะเบียนต่างชาติออกเดินทางจากน่านน้ำอ่าวเอเดน เพื่อเข้ามาส่งสินค้าสัตว์น้ำในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต สงขลา และสมุทรสาคร โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและมีลักษณะการบังคับใช้แรงงานในเรือ

ศรชล.จึงสั่งการให้ทุกหน่วยเฝ้าระวังและตรวจสอบกลุ่มเรือประมงดังกล่าว จนกระทั่งพบว่าเรือประมงเป้าหมายกำลังจะมาขึ้นสัตว์น้ำที่ท่าเรือจังหวัดสมุทรสาคร โดยใช้เส้นทางลัดเลาะผ่านพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดชลบุรี และระหว่างเดินทางมีการลักลอบทำประมงในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมาย รวมทั้งต้องสงสัยว่ามีการใช้แรงงานต่างด้าว ศรชล.จึงสนธิกำลังจากกองบังคับการตำรวจน้ำ กองทัพเรือภาคที่ 1 แล่นเข้าแสดงตัวแล้วส่ง “ชุดตรวจค้น” ขึ้นควบคุม ก่อนจะส่งเจ้าหน้าที่ชุด “สหวิชาชีพ” ขึ้นปฏิบัติการร่วมกันบนเรือประมง

ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก กระทรวงแรงงาน และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกันทำการตรวจสอบความถูกต้องของลูกเรือด้วยอุปกรณ์ THAI – MECCDILEP เพื่อยืนยันข้อมูลแรงงานที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องและพิสูจน์ทราบข้อร้องเรียนเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมายบนเรือ เจ้าหน้าที่จาก กรมประมง ตรวจสอบคุณลักษณะของเรือและใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตรวจสอบการจับเต่าทะเลและสัตว์น้ำต้องห้าม เจ้าหน้าที่ ตำรวจน้ำ ตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายบนเรือเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา โดยตลอดเวลานั้นชุดตรวจค้นจากเรือตรวจการณ์ปืนของกองทัพเรือภาคที่ 1 ทำหน้าที่เฝ้าระวังทำการคุ้มกันอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งปฏิบัติการของสหวิชาชีพเสร็จสิ้นจึงควบคุมเรือประมงเข้าฝั่งเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
หลังการฝึกสถานการณ์ที่ 1 บริเวณอ่าวสัตหีบเสร็จสิ้นลง
ศรชล.ได้ฝึกสถานการณ์ที่ 2 ซึ่งถือได้ว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของการฝึกในปีนี้ เนื่องจากเป็นการผนวกเข้ากับการฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติทางทะเลของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
โดยเป็นการสมมุติสถานการณ์ว่า ศูนย์ VTS กรมเจ้าท่าศรีราชา ได้รับแจ้งการขอเข้าจอดเรือสินค้าขนาดใหญ่ชื่อ “จินเบย์” ณ ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกมากับเรือ โดยเรือลำดังกล่าวสัญชาติเดียวกับประเทศที่ UN มีมติคว่ำบาตร ดังนั้น ประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกจึงปฏิเสธการให้เข้าจอด และจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ แจ้งให้ทราบว่า เรือลำดังกล่าวได้ลักลอบบรรทุกสารประเภท CBRN (สารเคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์) ที่เป็นอันตรายเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบใช้ในการประกอบระเบิดเป็นอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง
ศูนย์ VTS กรมเจ้าท่าจึงแจ้งการปฏิเสธ ไม่ให้เรือสินค้าจินเบย์เข้ามาในเขตไทย แต่เรือสินค้าลำดังกล่าวไม่ตอบรับและยังคงมีเส้นทางเดินเรือมุ่งสู่อ่าวไทย คณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (นปท.) จึงมีมติให้ปฏิบัติการสกัดกั้นและยับยั้งไม่ให้เรือสินค้าที่ขนวัตถุอันตรายเข้ามาในทะเลอาณาเขตของประเทศไทย

การฝึกในฉากนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทุกแขนงที่ติดตามทำข่าวบนเรือหลวงอ่างทองซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ และสมมุติให้เป็นเรือสินค้าเป้าหมายบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์อยู่บนดาดฟ้าท้ายเรือ
ปฏิบัติการเริ่มขึ้นจากการจู่โจมเข้ายับยั้งการเดินทางของเรือโดยใช้เฮลิคอปเตอร์แบบซีฮอว์กส่ง “ซีลทีม” จาก หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ พร้อมอาวุธโรยตัวลงสู่ดาดฟ้าควบคุมกัปตันและลูกเรือให้หยุดการทำงานบนสะพานเดินเรือและห้องควบคุมเครื่องจักร พร้อมทั้งแจ้งให้ลอยลำอยู่กลางทะเล


จากนั้นชุด “สหวิชาชีพ” ได้ขึ้นสู่เรือเพื่อปฏิบัติงานร่วมกัน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทหารเรือจาก ศรชล. เป็นหัวหน้าชุด เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ (วศ.ทร.) โดยทั้งหมดสวมชุดป้องกันอันตรายจากสาร CBRN
การปฏิบัติเริ่มต้นโดยเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าตรวจเอกสารประจำเรือ และเอกสารประจำบุคคล (Searman book) ณ สะพานเดินเรือ และในเวลาเดียวกันได้ส่งเจ้าหน้าที่ วศ.ทร.เข้าตรวจสอบภายนอกตู้สินค้าต้องสงสัยระยะห่าง 1 เมตร โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดค่าขนาดเล็กเพื่อบ่งชี้ประเภทของสารต้องสงสัยและปริมาณความเข้มที่วัดได้

เมื่อพบว่าเป็น “สารรังสี” เจ้าหน้าที่ วศ.ทร.จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ ปส. เข้าตรวจสอบครั้งที่สองเพื่อระบุชนิดในตำแหน่งนอกตู้ที่มีความเข้มมากที่สุด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ ปส.เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้วัสดุกัมมันตรังสี และบังคับใช้กฎหมายโดยตรง อีกทั้งยังมีเครื่องมือตรวจวัดเฉพาะทางที่สามารถวัดปริมาณ จำแนกชนิด และไอโซโทปของวัตถุกัมมันตรังสีโดยละเอียด
ผลการตรวจสอบพบว่าเป็นสารซีเซียม-137 (Caesium-137) ซึ่งเป็นสารควบคุมตาม พ.ร.บ.การนำเข้าสินค้า เนื่องจากมีคุณสมบัติในการเปล่งรังสี “แกมมา” ที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และเพื่อให้แน่ใจในขนาด ตลอดจนปริมาณที่เรือสินค้านำมา เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรซึ่งอยู่ในทีมสหวิชาชีพจึงใช้อำนาจที่มีตามกฎหมายเปิดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ วศ.ทร.เข้าพิสูจน์ทราบเป็นครั้งที่สองและติดป้ายเตือนภัย “วัตถุกัมมันตภาพรังสีอันตราย” บนหีบห่อที่บรรจุ ซีเซียม-137 (Caesium-137) ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรบันทึกวิดีโอสภาพในตู้ จำนวนและสภาพของหีบห่ออื่นๆ เพื่อยืนยันว่าปฏิบัติการที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำความเสียหายแก่สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรปิดตู้สินค้าด้วยเอกสาร Custom Seal พร้อมทั้งลงนามกำกับ เจ้าหน้าที่ วศ.ทร.ใช้เทปกั้นโดยรอบ พร้อมแขวนป้ายแจ้งเตือนอันตรายจากการแผ่รังสีแกมมาให้ผู้พบเห็นทราบ ก่อนที่ ศรชล.จะผลักดันเรือออกนอกน่านน้ำไทยเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ ประเทศไทยปลอดภัยจากการนำเข้าสารที่สามารถปล่อยไอโซโทปซีเซียม-137 เหมือนเช่นที่เคยตรวจพบในฝุ่นควันที่รั่วไหลออกมาจากเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้าฟูกูชิม่าประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

หากจะถามว่าเหตุใดจึงจัดให้การฝึกในฉากนี้เป็น “วิกฤตชาติทางทะเล” คำตอบน่าจะอยู่ที่กระแสโลกในปัจจุบันซึ่งสารอันตรายมีโอกาสหลุดรอดจากการควบคุมตามกฎหมายระหว่างประเทศได้ง่าย ดังนั้น “ความเป็นไปได้” ที่สถานการณ์ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามอีกต่อไป หากเรือต่างชาติเข้าสู่น่านน้ำไทยโดยมี “สารอันตราย” ที่สามารถใช้ประกอบ “เดอร์ตี้ บอมบ์” หรือระเบิดแบบง่ายแต่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขนย้ายมาพร้อมเรือ การรับมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศลงมาจึงต้องดำเนินไปอย่างถูกต้องครบถ้วน

แม้ในวันนี้ ศรชล.จะเป็นเพียงศูนย์ประสานงานที่มีกองทัพเรือเป็นแกนหลัก โดยมี “เสนาธิการทหารเรือ” เป็นผู้อำนวยการศูนย์ แต่ในอนาคตอันใกล้โครงสร้างใหม่ของ ศรชล.จะเป็นไปในลักษณะศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.ศรชล. และมีผู้บัญชาการทหารเรือ เป็น รอง ผอ.ศรชล. ทั้งนี้ ศรชล.ใหม่จะมีอำนาจหน้าที่เป็นหน่วยงานรักษากฎหมายทางทะเล มีอำนาจสืบสวน จับกุม และสอบสวนการกระทำผิดทางทะเล รวมทั้งส่งฟ้องคดีต่อศาล คาดว่า จะสามารถจัดตั้ง ศรชล.ใหม่ได้ในเร็วๆ นี้
ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจข้างต้น จำเป็นจะต้องเกื้อกูลกันและกันในการใช้ศักยภาพที่มีอยู่เพื่อดำรงความพร้อมในการพิทักษ์ทรัพยากร รักษาผลประโยชน์ชาติทางทะเล ตลอดจนมีขีดความสามารถในการเผชิญวิกฤตทางทะเลรูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนเท่านั้น
หากยังเป็นบทพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า…
ความมั่นคงเข้มแข็งของประเทศไทยในวันนี้ จำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ
วันเวลาของการทำงานเพียงลำพังแบบ “เก่งคนเดียว” ได้หมดสิ้นไปแล้ว


