คําขวัญเกี่ยวกับเด็กที่แต่งขึ้นสืบทอดกันมานานกล่าวว่า “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” และ “เด็กคืออนาคตของชาติ” ซึ่งคุณภาพของเยาวชนนี้เองที่เมื่อสำรวจดูแล้ว
อาจชี้ชะตาอนาคตความเป็นไปของชาติต่างๆ ได้ โดยเฉพาะหากเราพิจารณาในเขตประเทศลุ่มแม่น้ำโขงก็อาจพยากรณ์ความเจริญเติบโตของชาติต่างๆ ในอีกยี่สิบปีข้างหน้าได้พอเห็นอยู่รางๆ
นับจากบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้ว ชาติที่ดูมีอนาคตรุ่งเรืองอย่างยิ่งเห็นจะแข่งกันอยู่สองชาติ คือพม่าและเวียดนามด้วยนิสัยรักในความรู้ ขยันหมั่นเพียร และช่างซักถามค้นคว้า เมื่อเราไปตามสถานที่ชุมนุมคนในเมืองใหญ่ของพม่า ไม่ว่าจะเป็นตลาด ท่ารถ จนถึงสนามบิน ก็จะพบกับร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่แปลหนังสือความรู้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สารคดี หนังสือวิพากษ์วิจารณ์ นิตยสาร จนถึงนวนิยายเล่มหนามีผู้คนเข้าเลือกซื้อเลือกอ่านอย่างคึกคัก และมีแม้กระทั่งคนหิ้วตะกร้าเร่ขายหนังสือบนรถโดยสาร ที่ไม่ใช่หนังสืออ่านเล่นเบาสมอง แต่เป็นหนังสือแนววิพากษ์วิเคราะห์หนักๆ อยู่ร่วมกับยาอมยาลมแก้วิงเวียน เมื่อผนวกกับโครงสร้าง
สังคมที่เริ่มเปิดกว้างขึ้นหลังการถอยออกไปของรัฐบาลทหารแล้ว เยาวชนเหล่านั้นก็ยิ่งแสดงความสามารถได้เต็มที่
ในขณะที่เวียดนามให้ความสำคัญกับการเรียนเพื่อความเป็นเลิศในการทำงานอย่างยิ่ง เยาวชนเวียดนามนิยมเรียนภาษาเพื่อเข้าทำงานกับบริษัทต่างชาติทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลี นักเรียนเวียดนามพยายามขวนขวายหาทุนไปเรียน
ต่างประเทศเป็นจำนวนมากในทุกปี โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเวียดนามในการสอบ PISA พุ่งสูงขึ้นไต่ระดับทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย
ในขณะที่อนาคตของเด็กและเยาวชนลาวและกัมพูชานั้นยังไม่ค่อยสดใสนัก ระบบการศึกษาของลาวไม่กระตุ้นให้นักเรียนสงสัยใคร่รู้และอยากได้อยากดี การรู้หนังสืออยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ คุณภาพของเด็กและเยาวชนที่จบการศึกษาออกมามีที่สามารถทำงานได้จริงไม่มาก พวกเขาส่วนมากไม่ชอบการเรียนรู้หรือศึกษาเพิ่มเติมอีกทั้งยังขาดความรับผิดชอบในการทำงานเพราะมีผู้ใหญ่เป็นต้นแบบที่ไม่ดีนัก แสดงให้เห็นว่าถึงจะเฉื่อยคร้านหรือไม่มีประสิทธิภาพก็ไม่ได้รับผลเสียกลับกันแม้จะทำงานดีก็ไม่ได้รับผลดี
ส่วนเยาวชนกัมพูชา แม้จะมีความขยันหมั่นเพียรและเฉลียวฉลาด แต่โครงสร้างสังคมแบบผูกขาดของระบอบฮุนเซน ทำให้เยาวชนของกัมพูชาไม่ได้รับความสำเร็จตามความสามารถที่พึงได้และต้องออกไปแสวงหาโอกาสภายนอกประเทศมากกว่าจะร่วมมือกันสร้างให้ประเทศเจริญก้าวหน้า
ความสามารถและคุณภาพของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ จากความดีหรือความไม่ดีของเด็กแต่ละคน หรือลำพังการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัว แต่เกิดจากสภาพโดยรวมของสังคม และแผนการพัฒนาของรัฐไปพร้อมกัน
หากเยาวชนเห็นว่าผู้ใหญ่ในสังคมทำตัวให้ดีเป็นตัวอย่าง การขยันตั้งใจเรียนตั้งใจทำงานแล้วได้ผลประโยชน์ดีต่อตัวเองและครอบครัว เยาวชนเหล่านั้นก็จะตั้งใจพัฒนาชีวิตด้วยความรู้และความสามารถเข้าพัฒนาประเทศชาติ
แต่หากผู้ใหญ่ในสังคมแสดงให้เห็นว่า การทำดีนั้นไม่ก่อให้เกิดผลดี การพูดแต่ปากได้ประโยชน์มากกว่าการลงมือ
ทำจริง ปิดโอกาสก้าวหน้าในการงาน ผลคือเยาวชนที่มีความสามารถจริงก็จะจากไป เหลือแต่คนที่ไร้ความสามารถอยู่ไปวันๆ เท่านั้น
นักลงทุนและภาคธุรกิจนั้นต้องการบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อจัดการทำงาน โดยพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจองค์ความรู้ที่งานไร้ทักษะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ได้ หากเยาวชนในชาติขาดความรู้เพียงพอ ทุนก็จะถูกย้ายไปยังประเทศที่สามารถตอบสนององค์ความรู้ได้ จึงไม่แปลกที่พม่าและเวียดนามจะได้รับเงินลงทุนทางตรง (FDI) มากขึ้นในทุกปี
การวางแผนอนาคตจึงต้องให้ความสำคัญกับเยาวชน และให้เยาวชนมีส่วนร่วม แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสร้างอนาคตของตัวเอง มิใช่ให้คนชราใกล้ลาจากโลกนี้คิดแทน เพราะโลกใบนี้เราล้วนยืมมาจากลูกหลานของเรา

