
กระเพื่อมแรงขึ้นทุกขณะสำหรับกระแสคัดค้านโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่มักถูกเรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า “ทางเลียบเจ้าพระยา” รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่ทยอยเดินหน้าตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นหอชมเมืองกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างท่าพระจันทร์-วังหลังหรือ รพ.ศิริราช ยังไม่รวมโปรเจ็กต์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองซึ่งถูกติงถึงความไม่เหมาะสม อาทิ โครงการสร้างสวนสาธารณะบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ ซึ่งท้ายที่สุดมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ กทม. ทหาร ชาวบ้าน พร้อมด้วยนักวิชาการไปแล้วนั้น
ล่าสุดมีการจัดงาน “เทศกาลริมน้ำบางกอก” ที่พิพิธบางลำพูเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ฟังชื่อแล้วช่างดูชิลล์ แต่เนื้อหาสุดเข้มข้นและหนักแน่น โดยเฉพาะในภาคบ่าย ซึ่งมีการเสวนาหัวข้อ “พัฒนาแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างไรให้เป็นธรรมและยั่งยืน” โดยตัวแทนชุมชนริมน้ำที่จะได้รับผลกระทบจากทางเลียบเจ้าพระยา ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเซเลบและ “บิ๊กเนม” ร่วมแจมอย่างคับคั่ง บางท่านออกหมัดตรงถึงการพัฒนาเมืองอย่าง “ไร้แบบแผน” ของกรุงเทพมหานคร ส่งผลถึงวิถีชีวิตของผู้คนริมน้ำที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ สร้างความฮือฮาทั้งในงานวันนั้นสืบต่อมายังโลกโซเชียลที่มีการแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง
กระแสแรงอย่างที่เป็นไปในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน หากแต่มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องยาวนานผ่านการเผยแพร่ข้อมูลในเพจเฟซบุ๊กของเครือข่ายต่างๆ ทั้งยังมีการจัดกิจกรรมในเชิงสัญลักษณ์อยู่เป็นระยะๆ และที่สำคัญคือมีการยื่นหนังสือขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง หวังให้ทบทวนโครงการที่คาดว่าจะส่งผลกระทบมหาศาล

ขอรัฐ ‘รับฟัง รับฟังและรับฟัง’ เสียงจาก ‘เพื่อนแม่น้ำ’
นานนับปีมาแล้วที่สังคมได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งทั้งมีปริมาณมากมายและสลับซับซ้อนผ่านเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม “FRIENDS OF THE RIVERS” หรือ “เพื่อนแม่น้ำ” ที่พยายามนำมาย่อยให้เข้าใจง่าย เผยแพร่ และผลิตซ้ำอย่างไม่หยุดหย่อน
บุคคลสำคัญที่เป็นทั้งเบื้องลึกและเบื้องหลังของกลุ่มที่ว่านี้คือ ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งขยันโพสต์กราฟิกข้อมูลพอๆ กับการเดินทางไปยื่นหนังสือต่อภาครัฐ
ยศพลเปิดเผยว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้วิถีของชุมชนริมน้ำที่มีคุณค่าทั้งวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และประเพณี แต่ในวันนี้คุณค่าดังกล่าวกำลังเสื่อมถอยลงจากการพัฒนา ซึ่งชาวบ้านต่างส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่าโครงการที่ภาครัฐดำเนินอยู่ คือการทำลายคุณค่าเดิม ตั้งแต่การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ และที่สำคัญคือการเตรียมสร้างทางในแม่น้ำเจ้าพระยาข้างละ 10 เมตร ซึ่งตอกย้ำการพัฒนาที่ไม่เข้าใจทรัพยากรต้นทุนและคุณค่าของวิถีริมน้ำ เป็นการตัดขาดความสัมพันธ์ของคนกับแม่น้ำ ทำลายภูมิทัศน์ ระบบนิเวศและอัตลักษณ์ของเราเอง
“อยากเห็นการพัฒนาและฟื้นฟูแม่น้ำแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจและตระหนักในทรัพยากรต้นทุนและคุณค่าที่ชุมชนและแม่น้ำมีมา ทำไมไม่เอางบประมาณมาทำสายน้ำให้สะอาดขึ้น พัฒนาชุมชนให้มีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ฟื้นฟูวิถีริมน้ำอันดีงามให้กลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ถ้ารัฐรับฟังและเปิดโอกาสให้เกิดทางเลือกของการพัฒนาโดยไม่มีทางเลียบแม่น้ำมาเป็นตัวตั้ง เชื่อว่าจะค้นพบคำตอบเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูแม่น้ำอีกมากที่สอดคล้องกับคุณค่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาขณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิที่ประชาชนสมควรที่จะมีส่วนในการรับรู้และมีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจเพื่อพัฒนาแม่น้ำด้วยกัน ถ้าจะฝากถึงท่านนายกฯ 3 คำจากพวกเรา คือ อยากให้ท่าน รับฟัง รับฟัง และรับฟัง เราขอเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาแม่น้ำร่วมกันอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน”

แห่แปะสติ๊กเกอร์ค้านทางเลียบ หลากชุมชนวิพากษ์ปัญหาคาใจ
ตัดฉากมาในงานเทศกาลริมน้ำบางกอก หนึ่งในไฮไลต์คือกิจกรรมง่ายๆ คือการเลือกแปะสติ๊กเกอร์หน้ายิ้มบนฉากภาพชุมชน 2 แบบ คือ แบบมี กับไม่มีทางเลียบ กิจกรรมดังกล่าวส่งสัญญาณแจ่มชัดถึงการส่ายหน้าไม่เอาทางเลียบเจ้าพระยา โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นสิ่งรุกล้ำลำน้ำมากกว่าจะก่อเกิดประโยชน์อันคุ้มค่า
สติ๊กเกอร์หน้ายิ้มเทไปในฝั่งเมินทางเลียบอย่างถล่มทลาย แต่ก็ใช่ว่าฝั่งเห็นด้วยกับทางเลียบจะไม่มี โดยฝั่งนี้มองว่านี่คือการพัฒนาเมือง และบ้านเรือนส่วนหนึ่งก็รุกล้ำลำน้ำสาธารณะมานาน หากมีการปรับโฉมใหม่จะได้เรียบร้อยสะอาดตา ที่สำคัญคือ ผู้คนจะได้เข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเท่าเทียม ไม่ต้องเสียเงินไปนั่งร้านอาหารหรูเพื่อใกล้ชิดสายน้ำ

สำหรับชาวบ้านในหลายๆ ชุมชนได้ออกมาเปิดใจ และบอกเล่าปัญหาหลากหลายจากการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยา หากประมวลความเห็นในชุมชนต่างๆ จะพบว่ามี 2 ประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกันคือความรู้สึกไม่มีส่วนร่วม ผสมกับประสบการณ์แง่ลบจากการพัฒนาโดย กทม.ในอดีตนานนับสิบปี
ประมาณ มุขตารี ชาวบ้านจาก ชุมชนบางอ้อ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม “แขกแพ” ริมแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ เชื่อว่า กทม.มี “ธง” ในใจ ไม่ว่าอย่างไรก็จะเดินหน้าโครงการทางเลียบ ดังนั้น แม้จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนถึง 3 ครั้ง แต่ชุมชนบางอ้อก็ไม่เคยได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
“แต่ละยุคแต่ละสมัย หน้าบ้านเราผ่านการพัฒนาหลากหลาย ล่าสุดคือการสร้างพนังกั้นน้ำโดยให้เหตุผลว่าจะป้องกันน้ำท่วม พอสร้างแล้วกลับส่งผลกระทบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสูงที่ปิดช่องทางลมทำให้อากาศไม่ถ่ายเท ปิดทางสัญจรเดิม แม้จะสร้างบันไดให้ใช้ปีนขึ้นลง แต่ก็ลำบากต่อผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซ้ำร้ายนอกจากพนังจะกั้นน้ำไม่ได้จริงแล้ว ยังทำให้น้ำเดิมระบายออกไม่ได้ เกิดน้ำขัง เน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านหลายครัวเรือนเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง” ตัวแทนชุมชนบางอ้อกล่าว ทั้งยังตั้งคำถามตบท้ายว่า แค่โครงการย่อยๆ ที่ไม่ฟังเสียงชาวบ้านยังส่งผลกระทบขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิด

ส่วน ชุมชนบ้านปูน ซึ่งมีท่าทีต่อต้านทางเลียบเจ้าพระยาอย่างชัดเจนมาตั้งแต่แรก ถึงขนาดขึ้นป้ายขนาดยักษ์มองเห็นได้จากในแม่น้ำและอีกฟากฝั่ง ส่ง รวีวรรณ สมิตะมาน มาเป็นตัวแทนยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรม พร้อมบอกเล่าถึงผลพวงของการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโดย กทม.เมื่อ พ.ศ.2538 ซึ่งทำให้น้ำขังกระทั่งเน่าเสีย ไม่ต่างจากชุมชนบางอ้อ ในขณะที่ ปิ่นทอง วงษ์สกุล ชาวกุฎีจีน ยอมรับว่าคนในชุมชนกังวลกันมากว่าทางเลียบจะบดบังทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมงดงาม และที่ผ่านมาแม้แต่โครงการเล็กๆ ก็สร้างผลกระทบ ไม่ต้องนึกถึงโครงการใหญ่ๆ

ด้าน อรศรี ศิลปี ประธานชุมชนบางลำพู ผู้อาวุโสซึ่งยังเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และร่วมแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ในแทบทุกงานเสวนาและการประชุมหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง ยกตัวอย่างทางเลียบแม่น้ำระยะสั้นตั้งแต่ช่วงใต้สะพานปิ่นเกล้าถึงสวนสันติชัยปราการ ซึ่งปัจจุบันถูกทิ้งให้รกร้าง ทางเดินบางจุดชำรุด ไม่ได้รับการเหลียวแล มีมิจฉาชีพ กลายเป็นแหล่งมั่วสุม
“สิ่งที่เหมาะสมจะทำจริงๆ ตอนนี้คือการดูแลและพัฒนาชุมชนริมน้ำ ควรยุติโครงการทางเลียบซึ่งผิดหลักการ เพราะสิ่งที่ดิฉันเข้าใจมาตั้งแต่เกิดคือการทำถนนต้องทำบนบก แม่น้ำต้องเป็นทางสัญจรของเรือ ทั้งยังไม่มีความชัดเจน ไม่เกิดประโยชน์กับชุมชนไหนเลย”

เมืองไร้แบบแผน ดินแดนของผู้คนที่ถูกลืม?
ไม่ใช่แค่ชาวบ้านในท้องที่ หากแต่เซเลบและบิ๊กเนมทั้งหลาย ก็พากันอัดยาแรงถึงรัฐบาล ที่ฮือฮาสุดสุด ไม่พ้น อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเดินทางเข้าร่วมเทศกาลริมน้ำบางกอก โดยสร้างวาทะที่ยากจะลืมเลือน
อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ กล่าวว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่ไม่มีแบบแผน คุณภาพชีวิตของคนในคุ้งน้ำตกต่ำลงเรื่อยๆ การเป็นเมืองที่ทันสมัย ไม่ได้หมายความว่าต้องมีตึกรามบ้านช่องไปเปรียบเทียบกับนิวยอร์ก ชิคาโก หรือเซี่ยงไฮ้ เหตุใดต้องเบียดเบียนคนหาเช้ากินค่ำโดยมองไม่เห็นจิตวิญญาณของคนกรุงเทพฯและคนไทย
“ขอร้องเถอะ เห็นแก่จิตใจประชาชนบ้าง เห็นกับสิ่งที่เขาหวงแหนมาตลอดชีวิต เขาเกิดที่นี่ ใช้ชีวิตที่นี่ ทำไมต้องสร้างนู่นสร้างนี่ขึ้นมา โดยไม่เห็นความยั่งยืน ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็นประเพณีนิยม สิ่งที่ก่อให้เกิดวิญญาณของคนกรุงเทพฯและคนไทย ทำไมต้องเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เบียดเบียนคนหาเช้ากินค่ำ สังคมอยู่ไม่ได้ถ้าทุกคนถูกลืม ถูกตัดหางปล่อยวัด คนพวกนี้มีจิตใจ สิ่งที่เราทุกคนต้องมีต่อไปคือความหวัง หวังว่าในการพัฒนาเมืองนั้น คนจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ การเดินไปสู่ในอนาคตถ้าทำลายสิ่งเก่า จะเป็นอนาคตที่ไม่สดใส”
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแรงกระเพื่อมของสังคมจากการเดินหน้าโครงการพัฒนาอันเกี่ยวเนื่องกับแม่น้ำเจ้าพระยาของภาครัฐ แรงกระเพื่อมที่มีตั้งแต่รากหญ้าไปจนถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งห่วงใยถึงผลกระทบระยะยาวอย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง

