“ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานวันเปิด Too fast to sleep SCB ครับ ยอดเงินทำบุญวันเปิดร้าน Too fast to sleep SCB @Siam Square เท่ากับ 426,932 (บาท) ทาง Too fast to sleep ร่วมสมทบเพิ่มเป็น 853,864 (บาท) สรุปรวม ปัดเป็น 1,000,000 บาทครับ”
ข้อความผ่านไลน์จาก เอนก จงเสถียร ผู้ก่อตั้ง Too fast to sleep แจ้งมาจากการรับบริจาคและจำหน่ายอาหารในวันเปิด Too fast to sleep บนชั้นสองของธนาคารไทยพาณิชย์ สยาม วันที่ 1 สิงหาคมนี้ มอบให้สภากาชาดไทย
เอนก จงเสถียร เป็นที่รู้จักในนามนักธุรกิจผู้ผลิตฟิล์มถนอมอาหารรายใหญ่ แต่อีกมุมหนึ่งเขาคือเจ้าของร้าน Too fast to sleep ที่มีแนวความคิดว่า
“ทำธุรกิจได้เงิน แต่เราต้องคืนให้สังคมโดยสร้างคนดีกว่าไหม นี่คือการสร้างคนโดยมีที่ให้เด็กดูหนังสือ” เอนกพูดถึงร้านที่วันนี้มีสาขา 4 แห่ง ตั้งแต่แห่งแรก คือสามย่าน เปิดดำเนินการเมื่อ 10 มกราคม 2554 คนมาไม่เยอะ แต่เพียง 2 วันคนรู้จัก ทั้งจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ รังสิต เอแบค ทุกคนรู้จักเร็วมาก เพราะคือสิ่งที่เขาต้องการ มาแน่นมาก นั่งตามบันได กลายเป็นว่าเด็กไม่มีที่ดูหนังสือ ต้องรีบขยายร้าน
“สี่ทุ่มไปแล้วกรุงเทพฯ ไม่มีที่อ่านหนังสือ มีแต่ที่กินเหล้า เราฝืนไม่ได้ เด็กออกจากบ้านไปไหน นอกจากกินเหล้า เราฝืนไม่ได้ บอกว่าสี่ทุ่มต้องอยู่บ้าน เป็นไปไม่ได้ นี่คือไอเดีย คือคอนเซ็ปต์… บางคนบอกว่าทำอย่างนี้แล้วทำให้เด็กไม่ยอมนอนตอนกลางคืน เด็กสมัยนี้บังคับไม่ได้…อยากดูตอนไหนให้ดูไป แล้วเขาหิวเมื่อไหร่จะวิ่งลงไปหาอะไรกินเอง ผมจับประเด็นนี้ มีซาลาเปา ขนมปังปิ้ง อยากได้หนักๆ วิ่งลงไปกินข้าวมันไก่โก๊ะตี๋ ให้เขาเปิด 24 ชั่วโมง ตอนกลางคืนขายได้ไม่กี่จาน ขาดทุน ค่าคนงานยังไม่พอ แต่ต้องเปิด เด็กหิวเมื่อไหร่ต้องมีกิน”
เอนกอธิบายต่อด้วยว่า แต่ต้องเข้าใจว่าเด็กไม่มีสตางค์ ขายน้ำแพงแก้วละ 80 บาท แต่ไม่ได้บังคับให้ซื้อ เด็กบางคนจ่ายได้ แต่เด็กบางคนไม่มีตังค์มานั่ง ก็ไม่ว่า ไม่มีคือไม่มี “ผมมีอาหารขายที่นี่จานละร้อย แล้วทำไมผมต้องมีข้าวมันไก่ข้างล่างจานละ 40 บาท เพราะให้เด็กที่ไม่มีเงินด้วย”
เมื่อมีคำถามว่า คิดอย่างไรกับผลวิจัยที่บอกว่าคนไทยอย่างหนังสือน้อย เอนกตอบทันทีว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยจริง เขาหมายถึงอ่านหนังสือ “แต่ทุกวันนี้เขาอ่านหนังสือบนอินเตอร์เน็ตจากมือถือ อ่านจนตาแฉะ แต่ที่สำคัญคือไม่มีที่ให้อ่าน ทุกมหาวิทยาลัยควรจะเปิดที่อย่างนี้ 24 ชั่วโมง วันนี้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยปิดเที่ยงคืน แล้วเงียบด้วย อยากไปไหม ก็ไม่ ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์คนไทย เวลาดูหนังสือไม่เหมือนฝรั่ง เขาตัวใครตัวมัน ไม่ดูหนังสือด้วยกัน อ่านหนังสือเงียบกริบ ของเราไม่ใช่ ต้อง “ติว” หนังสือด้วยกัน คุณต้องเข้าใจว่าอ่านหนังสือมีโต๊ะอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีบรรยากาศที่น่านั่ง-ฟิลไลค์โฮม-ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน”
หากสร้างสถานที่อ่านหนังสือให้มากๆ เอนกให้ความเห็นว่า คนไทยจะเก่งขึ้นอีกมาก อาชญากรรมจะลดน้อยลง ท้องก่อนวัยก็ควรลดลง คนไทยท้องก่อนวัยอันควรปีละ 2 แสนคน ในจำนวนนั้น ร้อยละ 10 อายุต่ำกว่า 15 ปี แปลว่า 2 หมื่นกว่าคน “แล้วเด็กออกมามีคุณภาพไหม แต่ถ้ามีเวลา ที่อ่านหนังสือแบบนี้ ไฟสว่างโร่ ต้องเข้าใจว่าเวลากินเหล้ากับเวลาอ่านหนังสืออารมณ์มันต่างกัน เราจะช่วยได้เยอะ เมื่อสติไม่มีก็ไปอีกทางหนึ่ง นี่คือความแตกต่าง”
เอนกบอกด้วยว่า ประเทศไทยไม่ควรมีทีเดียว ควรมีทั้งประเทศ คุณทำ CSR ทำอะไร ปลูกต้นไม้ โอเค ถ้าเราไม่โค่น เราก็ไม่ต้องปลูก ถ้นคนมีความรู้จะโค่นไหม สิงคโปร์ไม่มีอะไรเลย แต่วันนี้ต้นไม้ร่มรื่น เพราะคนเขารักต้นไม้ ทำนองเดียวกัน ทำไมเราไม่สร้างคน
ควรเป็นหน้าที่ของรัฐไหม เอนกตอบว่า รัฐบาลควรจะทำ “แต่ผมไม่เชื่อรัฐ เจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกจ้าง เรื่องวิธีคิดไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเองติดปัญหาเรื่องนี้ อาจต้องลงทุนสร้างแล้วส่งเอกชนมาบริหาร
“มหาวิทยาลัยมาชวนผมไปเปิดเยอะ ไปถึงคุยเรียบร้อย เจอคำถามว่าใช้เงินเท่าไหร่…เท่านี้ก็ถอย”

