คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : อะไรๆ ก็ดิจิทัล

20.08.17 | 12:36 น.

มีความเชื่อส่วนตัวว่าการพูดคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอายุมากกว่าหรือน้อยกว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่จะทำให้เรามีความรู้ หรือไม่มีความรู้เพิ่มขึ้น

เพราะช่วงวัยของแต่ละคนมีประสบการณ์แตกต่างกัน ขอให้เราคุยให้ตรงจุด คุยในสิ่งที่เขาถนัด และเขามีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนั้นจริงๆ

จะทำให้เราเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เขาเล่า

และความรู้จะมาอย่างบังเอิญ

ผ่านมาเวลาเดินทางไปไหนๆ และมีโอกาสพบเจอผู้คนในแวดวงต่างๆ ผมมักจะเลือกฟังมากกว่าพูด เลือกเรียนรู้มากกว่าที่จะเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง

Advertisement

ยกเว้นเรื่องที่จะต้องแลกเปลี่ยนมุมมองกันจริงๆ

ถึงจะเล่าให้ฟังบ้าง

เพราะเรารู้คู่สนทนาของเราดีว่าเขาเป็นใคร? ทำอะไร? มาจากไหน? และเขาเชี่ยวชาญในเรื่องใดๆ บ้าง ดังนั้น การที่เราถามเขาเรื่องหนึ่ง

คำตอบที่ได้อาจมากกว่าสิ่งที่เราถาม

เหมือนเช่นไม่นานผ่านมา ผมมีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์มหา’ลัยท่านหนึ่ง เขาเล่าให้ผมฟังว่า ต่อไปคนที่ทำงานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะต้องออกแบบเส้นทางการเติบโตในวิชาชีพ (Career Path) กันใหม่

ประเภทที่ว่าทำงานสัก 5 ปี 7 ปี 10 ปีจะต้องไปอยู่ตำแหน่งโน้น ตำแหน่งนี้ คงเป็นไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะปัจจุบันคนหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่เขาไม่รอแล้ว

เขาอยากรู้ตั้งแต่วันสมัครงานแล้วว่าถ้าผม ดิฉัน ทำงานครบ 1-2 ปี จะไปอยู่ตำแหน่งไหน เงินเดือนเท่าไหร่ สวัสดิการ โบนัส ผลตอบแทนเป็นอย่างไรบ้าง

พูดง่ายๆ เขาอยากรู้อนาคตตั้งแต่วันแรกๆ เลย

ถ้าคำตอบของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ไม่ชัด ไม่สามารถเป็นไปในสิ่งที่เขาต้องการ เขาพร้อมที่จะโบยบินไปอยู่ที่อื่น เพราะเขาเชื่อมั่นว่าด้วยคุณภาพ ศักยภาพในตัวเขาสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้

ยิ่งโลกในปัจจุบันต่างหันเข้าไปหาคนที่มีทักษะทางด้านดิจิทัลมากขึ้นด้วย ยิ่งทำให้โอกาสของคนรุ่นใหม่เปิดกว้าง จนทำให้เขามีหลายหน้าต่างให้เลือก

ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยกับอาจารย์ท่านนั้น

ขณะเดียวกัน เมื่อผมพูดคุยกับน้องๆ ที่ทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เขาเล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้มีหลายมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดสาขาดิจิทัลกันมากขึ้น

เพื่อรองรับตลาดงานในอนาคต

เขาบอกผมว่า ถ้านักศึกษาคนหนึ่งจบการตลาดธรรมดาๆ เงินเดือน+สวัสดิการอื่นๆ อาจไม่ถึงสองหมื่นบาท แต่ถ้าจบการตลาดดิจิทัลเงินเดือนจะมากถึงสองหมื่นห้าพันบาท

ถ้าจบปริญญาโทอาจมากกว่านี้

และไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น หากองค์กรต่างๆ บนโลกใบนี้ต่างมุ่งพัฒนาธุรกิจของตัวเองเพื่อรองรับโลกแห่งอนาคตทั้งสิ้น

ตอนนี้เราเริ่มเห็นบางองค์กรนำหุ่นยนต์มาใช้แทนคนบ้างแล้ว

และตอนนี้เราเริ่มเห็นรถไร้คนขับกันบ้างแล้ว

สิ่งต่างๆ เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นจริง และทำท่าว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะ

พูดง่ายๆ คืองานที่ต้องทำซ้ำๆ

เขาจะใช้หุ่นยนต์มาทดแทนกำลังคน

ผมเคยคุยกับอาจารย์หมอของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เขาบอกว่าต่อไปห้องจ่ายยาไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานอีกต่อไป เพราะหลังจากเภสัชสั่งยา ก็จะเป็นหน้าที่ของหุ่นยนต์ให้บริการจ่ายยาแก่คนไข้โดยอัตโนมัติ

โดยไม่มีการหยุดพัก

เพราะหุ่นยนต์สามารถจ่ายยาทั้งวันทั้งคืน

ฉะนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้กำลังเกิดขึ้น เนื่องจากเทรนด์การทำงานของโลกใบนี้ต่างมุ่งไปหานวัตกรรมและดิจิทัลกันมากขึ้น

เรียนก็ต้องเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและดิจิทัล

ทำงานก็จะมีเครื่องมือทางนวัตกรรมและดิจิทัลมาเกี่ยวข้อง ขณะที่รูปธุรกิจของอุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนปรับตัวเข้าไปสู่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและดิจิทัลมากขึ้น

ดังนั้น เส้นทางการเติบโตในวิชาชีพจึงต้องมาออกแบบกันใหม่ ทั้งยังจะต้องปรับรูปแบบการจ่ายเงินเดือน โอที สวัสดิการต่างๆ โบนัสกันใหม่ด้วย

เพราะรูปแบบเก่าจะใช้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

ไม่เช่นนั้นจะตามโลกไม่ทัน

ทั้งยังไม่ทันต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ยุคมิลเลนเนียมด้วย ที่ชอบความรวดเร็วทุกอย่าง ทำงานก็จะต้องเติบโตเร็ว เงินเดือนก็จะต้องดี ถ้ามีองค์ประกอบทุกอย่างครบเครื่อง เขาก็จะอยู่ได้นาน

แต่ถ้าไม่ตอบสนองอะไรเลย

คนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะมีความผูกพันกับองค์กร

ดั่งที่เราเห็นเสมอๆ ว่า คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันผันตัวเองไปทำธุรกิจสตาร์ตอัพกันค่อนข้างมากมาย จนทำให้บางตำแหน่งงานไม่มีคนทำ

จนบางองค์กรต้องขยายอายุเกษียณให้กับพนักงานบางคน

หรือบางองค์กรอย่างอิเกีย ประเทศไทย ยังเปิดรับสมัครพนักงานขาย พนักงานสโตร์ที่เกษียณอายุจากบริษัทอื่นๆ ให้มาทำงานที่อิเกีย บางนา และบางใหญ่

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการพูดคุย

เกิดขึ้นจากการเปิดมุมมองของตัวเอง เพื่อออกไปสัมผัสในสิ่งที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่มีความรู้ หรือไม่มีทางที่เราจะทำได้เอง ก็จะทำให้เรารับรู้สิ่งใหม่อย่างบังเอิญ

ซึ่งใครจะเชื่อล่ะว่าเรื่องเหล่านี้สักวันเราจะได้ยิน

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก

แต่เป็นการคิด วางแผน ทดลอง ทดสอบเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงในอนาคตทั้งสิ้น