เจาะกลยุทธ์ ‘สหกรณ์การเกษตรพิมาย’ ฝ่าความท้าทายตลาดยุคใหม่ ในวันที่โลกไร้พรมแดน

21.08.17 | 15:49 น.

ไม่ใช่ ‘หน้าใหม่’ ในแวดวงสหกรณ์

สำหรับสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับแต่จรดปากกาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2517 โดยการควบรวมของสหกรณ์ถึง 5 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรพิมายหนึ่ง จำกัด, สหกรณ์การเกษตรพิมายสอง จำกัด, สหกรณ์ขายข้าวพิมาย จำกัด, สหกรณ์ที่ดินรังกาใหญ่ จำกัด และสหกรณ์ที่ดินทุ่งสัมฤทธิ์พัฒนา จำกัด

ทั้งยังยืนหยัดมานานถึงปัจจุบัน โดยดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจร โปร่งใส ก้าวเดินไปข้างหน้าในทุกๆ นาที

12,000 ครอบครัวคือจำนวนสมาชิกในวันนี้ที่เขยิบจากจุดเริ่มต้นด้วยตัวเลข 2,232 คน

ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวอย่างภาคภูมิว่า นี่คือสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศในด้าน ‘คิวซี’ บ่งชี้ถึงคุณภาพที่ไม่เป็นรองใคร ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับทางภาคเหนือและภาคใต้ แถมยังปรับตัวไปตามการตลาดยุคใหม่ที่ผู้คนนิยมช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านปลายนิ้วสัมผัส รอรับของที่หน้าประตูบ้าน ไม่ต้องออกไปจับจ่าย

Advertisement

ในห้วงเวลาหลายสิบปี กุญแจแห่งความยั่งยืนของสหกรณ์แห่งนี้คืออะไร ?

“ที่นี่สมาชิกค่อนข้างเยอะ มีปันผลทุกปี การปันผลมีความเชื่อในผู้บริหาร ผู้จัดการอยู่มา 32 ปี ยังไม่เปลี่ยน เพราะคนพิมายไม่ยอมให้เปลี่ยน เนื่องจากเชื่อใจ นี่คือความยั่งยืน” ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์เฉลย พร้อมย้ำว่าสหกรณ์การเกษตรพิมายนับเป็นตัวอย่างหนึ่งของประเทศนี้

(จากซ้าย) นางปาณชญา บวชสันเทียะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด และร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายก อบจ.นครราชสีมา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มอบผลิตภัณฑ์ข้าวทุ่งสัมฤทธิ์แด่นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา


ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด ซึ่งได้รับการพาดพิงถึงการได้รับความยอมรับนับถือจากสมาชิกอย่างมาก ก็คือ ปาณชญา บวชสันเทียะ วัย 57 ปี ผ่านประสบการณ์มากมายตั้งแต่การตลาดในยุคเก่าในวันที่ ‘หอกระจายข่าว’ ตามหมู่บ้านยังมีบทบาทสำคัญ จวบจนวันนี้ที่โซเชียลเน็ตเวิร์กคือโลกทั้งใบของใครหลายคน

“สมัยก่อนได้ไอเดียจากการฟังหอกระจายข่าว เลยคิดว่างั้นขอยืมมือใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสาร ก็ไปคุยกับนายอำเภอ ชาวบ้านได้ฟังทุกวัน ช่วงนั้นให้สมาชิกออมเงินวันละบาท ทุกวันนี้มีเงิน 30 กว่าล้าน เราบอกเขาเสมอว่าถ้าเจอภัยแล้ง น้ำท่วม หรือมีปัญหาอย่าไปกู้เงินนอกระบบ ให้มากู้สหกรณ์ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินกู้ แต่ทุกคนเดินเข้าหาสหกรณ์ในการจับจ่าย เช่น น้ำมันของเราขายดีกว่าในปั๊มใหญ่ๆ สมาชิกมาซื้อและจะได้ปันผล มีการคืนให้ลิตรละ 25 สตางค์ ในหน้าเกี่ยวข้าวมากรอกเป็นถังเลย ส่วนข้าวเราก็อบเอง สีเอง และขายข้างนอกด้วย” ผู้จัดการปาณชญาย้อนเล่าพัฒนาการของสหกรณ์ตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบันอย่างน่าสนใจ

ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ ผลผลิตคุณภาพจากแอ่งโคราช

ไม่ต้องถามว่าสินค้าหลักของสหกรณ์ตอนนี้คืออะไร เพราะ ‘ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์’ นั้น โด่งดังอย่างฉุดไม่อยู่ เป็นที่รับรู้ถึงคุณภาพมานานหลายปี โดยมีหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยื่นมือเข้าช่วยพัฒนาจนได้ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่ ‘หอม นุ่ม อร่อย’

ในรายงานเรื่อง “การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกข้าวเฉพาะพื้นที่ในทุ่งสัมฤทธิ์” โดย ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ระบุว่า ทุ่งสัมฤทธิ์เป็นที่ราบลุ่ม แบ่งตามนิเวศการปลูกข้าวได้เป็น นาดอน นากึ่งลุ่มกึ่งดอน นาลุ่ม และนาน้ำลึก จากการจัดเขตศักยภาพการปลูกข้าว การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินสามารถยกระดับผลผลิตข้าวได้สูงกว่า 550 กิโลกรัมต่อไร่ ได้ในร้อยละ 85 ของพื้นที่ปลูก ผลการสำรวจการใช้เทคโนโลยีปลูกข้าวของเกษตรกรในทุกกลุ่ม พบว่า แปลงของเกษตรกรที่มีผลผลิตข้าวสูง ปลูกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม มีการจัดการน้ำ การดูแลรักษาและกำจัดศัตรูข้าวที่ดี

ส่วนการตั้งชื่อข้าวอิงมาจากท้องทุ่งซึ่งมี “เรื่องเล่า” ว่า เมื่อคราวย่าโมเข้าต่อสู้กับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์จนได้ชัยชนะในบริเวณที่เรียกว่าทุ่งสัมฤทธิ์ในปัจจุบัน มีสตรีผู้กล้าหาญร่วมต่อสู้อีกนางหนึ่งคือ นางสาวบุญเหลือ ผู้พลีชีพด้วยการจุดไฟทำลายเกวียนบรรทุกดินระเบิดจนตัวตาย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2369 กลายเป็นวีรสตรีซึ่งมีการสร้างอนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ เป็นศาลสถิตดวงวิญญาณ “ย่าเหลือ” ของคนโคราช

ข้าวทุ่งสัมฤทธิ์ ตั้งชื่อตามท้องทุ่งประวัติศาสตร์ซึ่งมี “คำบอกเล่า”เกี่ยวกับวีรกรรมของ “ย่าเหลือ” ปัจจุบันมีการสร้างอนุสาวรีย์เป็นที่สักการะของชาวโคราชและประชาชนทั่วไป


ย้อนมาคุยกับ ผู้จัดการปาณชญา วีรสตรีแห่งสหกรณ์การเกษตรพิมาย ซึ่งเล่าต่อว่า มีการเชื่อมโยงและบูรณาการในภาคส่วนต่างๆ ดูแลกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ และทำทุกวิถีทางที่จะได้มาซึ่งข้าวเปลือกคุณภาพดีสู่โรงสีของสหกรณ์

“ในส่วนของโรงสี เราก็ทำระบบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น จีเอ็มพี เอชเอซีซีพี ไอเอสโอ และ อย. ทุกอย่างขอหมด จุดแข็งที่สำคัญที่สุดก็คือคุณภาพซึ่งต้องดูแลและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ก่อนออกสู่ตลาดถึงบ้านลูกค้า ต้องชิมดูก่อน”

มุ่งมั่นขนาดนี้ สมกับที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมาแล้ว

นอกเหนือจากข้าว ยังมีการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งช่วงแรกๆ ชาวบ้านยังไม่ยอมรับเพราะกลัวข้าวไม่โต จึงลองใช้วิธีทำปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมีก่อน กระทั่งทุกวันนี้กลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าขายดี เพราะใช้แล้วได้ผล

กลยุทธ์การแลกเปลี่ยนผลผลิตกับสหกรณ์ทั่วประเทศ จากภาพคือการพูดคุยกับสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด ที่เดินทางเข้าหารือเมื่อเดือน เม.ย.

ของแลกของ ใจแลกใจ เรียบง่าย แต่แหลมคม

มาถึงประเด็นในด้านการตลาด ผู้จัดการกล่าวว่า ทางสหกรณ์มีการจัดจำหน่ายข้าวให้กับห้างสรรพสินค้า และมีลูกค้าหลักคือ บริษัทแอมเวย์ ประเทศไทย ซึ่งส่งมานานถึง 17 ปี นอกจากนี้ยัง เชื่อมโยงสหกรณ์ต่างภูมิภาค ด้วยวิธีการ ‘แลกเปลี่ยน’ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การพึ่งพาที่ดูเรียบง่าย ทว่าแหลมคมอย่างยิ่ง

“เราไปเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนกันโดยเอาข้าวสารไปส่ง แล้วไปเอากาแฟเขาทะลุจากภาคใต้มาครั้งละ 200 หรือ 500 ลัง เอาน้ำปลาจากระยองมา 600 ลัง บ้านแพ้ว สมุทรสาคร ก็เอาน้ำดื่มมา ใครมีสินค้าอะไรรับหมด ช่วยกันคนละเล็กละน้อย เป็นการช่วยสนับสนุนสหกรณ์อื่น และเมื่อได้เชื่อมโยงกับสหกรณ์ด้วยกัน เลยไม่ต้องพึ่งห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ซึ่งเครดิตเทอมยาว และแผนงานไม่แน่นอน แต่การช่วยกันซื้อช่วยกันขายทำให้เราอยู่ได้ ใครมีความสามารถด้านไหนก็ช่วยซื้อ เช่น น้ำมันพืช เราก็สั่งจากสหกรณ์ตราด และสหกรณ์สิงห์บุรี ซึ่งเขาสั่งจากเครือสหพัฒน์ครั้งละมากๆ

ส่วนพิมายอยู่ใกล้โรงงานน้ำตาลวังขนาย เราไปขอโควต้าได้มา 500-700 ตัน ก็ไปแบ่งกระจายให้สหกรณ์ในโคราชทั้งหมด รวมถึงสหกรณ์อื่นด้วย กลายเป็นการทำศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค ระดับจังหวัดส่งขายเชื่อมโยงกัน ทำให้สินค้าของเราได้หมุนเวียน ได้ระบายออก การที่ไม่ต้องผ่านคนกลาง ราคาก็ไม่สูง พอได้ของมา ก็ไปขายให้สมาชิก เราบอกเขาว่าถ้าอยากได้ข้าวเปลือกราคาดี ต้องช่วยกันซื้อ เพราะเราเอาข้าวสารไปแลกมา”

 

สินค้าหลักของสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด คือข้าวทุ่งสัมฤทธิ์คุณภาพดี มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ


ปรับกลยุทธ์สู่โลกออนไลน์ คลิกซื้อได้เพียงปลายนิ้ว

นอกเหนือจากการค้าขายและเปลี่ยนตามวิถีที่เคยมีมา เมื่อโลกเปลี่ยน สหกรณ์แห่งนี้ก็ขยับตามเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของผู้คนโดยการหาช่องทางการตลาดผ่านเว็บไซต์ดังอย่าง ‘ลาซาด้า’ ซึ่งผู้จัดการปาณชญาบอกว่า ‘ไปได้ด้วยดี’

ถามว่าโลกพลิก หมุน ตะแคง เปลี่ยนแปลงด้วยความไวระดับนี้ มีการศึกษาเพื่อปรับตัวอย่างไร

“ศึกษาด้วยตัวเอง ลองดูช่องทางต่างๆ และไปอบรมด้วย เพราะหลายๆ คนรวมถึงทางราชการบอกแนวทางว่าต่อไปลูกค้าจะไม่เดินมาช้อปปิ้งด้วยตนเองแล้ว แต่จะซื้อทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ผู้บริโภคไม่หิ้วของหนัก หรือคนที่อยู่ไกลบ้าน ก็สั่งสินค้าผ่านออนไลน์ให้พ่อแม่ สังคมผู้สูงอายุเยอะ เราก็ไม่คิดว่าจะขายได้ แต่ปรากฏว่ามีลูกค้าสั่งมาเรื่อยๆ” ผู้จัดการเล่าพร้อมรอยยิ้ม

มุ่งเทรนด์สุขภาพ จากข้าวจีเอพี สู่ ‘ข้าวอินทรีย์’

ไม่ถามไม่ได้ สำหรับแนวทางในอนาคต ซึ่งเชื่อว่ามีคำตอบน่าสนใจอย่างแน่นอน

‘เทรนด์รักสุขภาพ’ คือคำตอบจากปากผู้จัดการซึ่งคาดหวังการผลิต ‘ข้าวอินทรีย์’ ทว่ายังติดปัญหาบางประการ

“ตอนนี้ทำข้าวจีเอพี เตรียมจะทำข้าวอินทรีย์เพื่อขายลูกค้าที่รักสุขภาพ คิดว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งจับคู่กับต่างประเทศเพื่อที่จะส่งข้าวคุณภาพดีไป ถ้าเริ่มอินทรีย์ได้เมื่อไหร่จะไปได้โลด เพราะตอนนี้ลูกค้าต้องการเยอะ แต่ยังผลิตไม่ได้ สาเหตุเพราะข้อจำกัดด้านพื้นที่ เช่น เราอยู่ในเขตชลประทาน น้ำปนเปื้อน”

สำหรับข้าวจีเอพี (GAP : Good Agricultural Practice) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าวเพื่อให้ผลผลิตข้าวเปลือกมีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อาทิ แหล่งน้ำสะอาด ไม่ปนเปื้อน พื้นที่เพาะปลูกไร้สารพิษตกค้าง ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายตามเกณฑ์ มีการจัดการดูแลคุณภาพข้าว เก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงการเก็บรักษาที่ได้มาตรฐาน บันทึกข้อมูลอย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ

ในขณะที่ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) ต้องมีระบบการผลิตถูกตามหลักเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ได้ข้าวปลอดสารพิษ โดยมีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจนในขั้นตอนสำคัญตั้งแต่การผลิต ซึ่งจะมีการตรวจเข้มงวดตั้งแต่ในไร่นาว่าถูกต้องตามหลักเกษตรอินทรีย์หรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบรับรองคุณภาพผลผลิตในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้แน่ใจว่าผลผลิตมีคุณภาพดี ปลอดสารพิษ สอดคล้องมาตรฐานที่กำหนด โดยจะมีการออกใบรับรองอย่างเป็นทางการ

ดังนั้น ปมที่ภาครัฐน่าจะต้องยื่นมือเข้ามาดูแลก็คือการแก้ไขปัญหาเรื่อง ‘พื้นที่’ เพื่อสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าผลผลิต

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวอันน่าทึ่งของสหกรณ์การเกษตรพิมายภายใต้การดูแลของหญิงเก่งและแกร่งแห่งแอ่งโคราชที่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนจากนี้สู่อนาคตที่ยังอีกยาวไกล

 


ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 12,000 ครอบครัวโดยมีนายโชค โจ้พิมาย ดำรงตำแหน่งประธานคนล่าสุด

สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด

67 หมู่ 6 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา

โทร 0-4447-1128

http://www.coopthai.com/pimy/

เฟซบุ๊ก : สหกรณ์การเกษตรพิมาย

 

 

สแกนคิวอาร์โค้ดรับข้อมูลข่าวสารได้ที่นี่