จากวินมอ’ไซค์ สู่นักสร้างสรรค์ ‘หุ่น’ และพัพเพ็ต วิลเลจ

24.08.17 | 13:20 น.
งานเทศกาลหุ่นที่ภูเก็ต ปี 2556

ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ เพื่อกรุยทางให้ “หุ่นสาย” ได้ส่งเสียงเป็นที่รู้จักของผู้ดูผู้ชมทั่วไปทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เช่น การไปสร้างชื่อเสียงนับตั้งแต่งานเทศกาลหุ่นโลกครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อน ที่สาธารณรัฐเช็ก ได้รับรางวัลเกียรติยศกลับมาทุกครั้ง รวมทั้งได้รับการยอมรับให้เป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลหุ่นโลกที่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2557

ล่าสุด มูลนิธิหุ่นสายเสมา ศิลปะเพื่อสังคม พา 3 เด็กน้อยจาก “คณะหุ่นสายช่อชะคราม” ตัวแทนเครือข่ายหุ่นเยาวชนไทย จากโรงเรียนวัดเขายี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมกับหุ่นจำนวนหนึ่ง เชิญชวนแขกเหรื่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่แวะเวียนเข้าไปร่วมงานรวมพลังสื่อสร้างสรรค์สังคมไทย จัดโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการ ได้ลองเล่นชักเชิดหุ่น

มากกว่าแค่ความบันเทิง

พูดถึง “หุ่นสาย” คนส่วนมากมักมองว่าเป็นเรื่องของมหรสพความบันเทิง ทว่า ในความเป็นจริง “หุ่นสาย” ที่มูลนิธิหุ่นสายเสมาลงพื้นที่ไปส่งเสริมให้เด็กๆ ในโรงเรียนต่างๆ ได้เรียนรู้การทำหุ่น พัฒนาหุ่น และชักเชิดเป็น ก่อตั้งจนเป็นคณะหุ่นต่างๆ ที่ปัจจุบันกลายเป็นเครือข่าย มีภารกิจสำคัญคือ การเป็นสื่อส่งผ่านจากเด็กๆ ไปยังผู้ใหญ่ไปยังชุมชนสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

เด็กเองก็ได้เรียนรู้การทำกิจกรรมร่วมกัน เรียนรู้การเป็นจิตอาสา เช่น คณะหุ่นสายช่อชะคราม โรงเรียนวัดเขายี่สาร ซึ่งนอกจากการใช้หุ่นเป็นสื่อในการรณรงค์ดูแลสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ป่าโกงกางแล้ว เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คุณครูพาเด็กๆ ลงไปทำกิจกรรมเปิดหมวกชักหุ่นสาย 3 วัน ได้เงินบริจาคช่วยน้ำท่วมแสนกว่าบาท

รชดา สกุลธรรมารมณ์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิหุ่นสายเสมา เล่าถึงการคัดเลือกโรงเรียน/ชุมชนที่จะลงไปสอนการทำหุ่นว่า จะเลือกพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ

Advertisement

“คณะหุ่นสายช่อชะคราม จ.สมุทรสงคราม เป็นคณะแรกๆ ที่เราลงไปดูแล สอนการใช้หุ่นสาย ตั้งแต่การสร้างหุ่น การผูกเชือก สร้างตัวละคร เราใช้เวลา 3 วัน สอนเขียนบท เขียนเรื่องราว สอนทำหุ่น เชิดหุ่น คณะนี้ 10 ปีแล้วค่ะ

เรื่องที่หยิบมาแต่งก็จะเป็นเรื่องเล่าในชุมชน อย่างที่บุรีรัมย์จะเป็นเรื่อง “ตำนานตำน้ำกิน” เมื่อก่อนบุรีรัมย์แห้งแล้งมาก เขาจะเอาดินมาใส่ในครกตำก็จะได้น้ำออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่บางทีชุมชนไม่รู้แล้ว การใช้สื่อมาเล่าเรื่องจะดึงความสนใจได้มาก โดยเฉพาะกับเด็ก เราจะเข้าไปคุยกับชุมชน ถามน้องๆ ว่าเรื่องเล่าที่รู้จักมีอะไร เอาเรื่องมาเขียนบท บางเรื่องจะเป็นการพากย์สด โดยเด็กๆ ที่สอนมีตั้งแต่ ป.3-6 เพราะถ้าเด็กเล็กมากคุณครูต้องทำให้หมด แต่ถ้ามีพี่โตหน่อย พี่จะทำได้ ทั้งหุ่นและเสื้อผ้า และสอนน้องๆ ได้ด้วย”

สามเด็กน้อยนักเชิดจาก “หุ่นสายช่อชะคราม”

ไม่เพียงแต่การสอนทำ สอนชักเชิดหุ่น หาเวทีให้แสดง แต่ต้องมีการพัฒนาต่อยอด และเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพราะนั่นหมายถึงความยั่งยืน

“มูลนิธิเราทำหน้าที่นี้มา 13 ปีแล้ว ปัจจุบันมีเครือข่ายเยาวชนจาก 23 โรงเรียน เพื่อสนับสนุนให้ไปสู่เวทีต่างๆ อย่างในงานเทศกาลหุ่นโลกเมื่อปี 2557 เป็นความภาคภูมิใจของน้องๆ ที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ซึ่งเมื่อก่อนคนในชุมชนอาจจะไม่ได้สนใจ พอน้องๆ ผ่านเวทีมาแล้วและได้รับคำชื่นชม ชุมชนเริ่มกระตือรือร้นช่วยเหลือ ทำให้การพัฒนาชุมชนเคลื่อนไปด้วย”

ขณะที่ในทรรศนะของชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะจากคณะหุ่นด้วยกัน เมื่อเห็นการแสดงของคณะหุ่นเยาวชนของไทย สิ่งที่สะท้อนกลับมา รชดาบอกว่า “ชื่นชอบมาก”

“ทึ่งที่เราสอนหุ่นให้กับเยาวชน เพราะเขาจะสอนเฉพาะกับลูกหลานเท่านั้น พอเขากลับไปก็เริ่มสอนในพื้นที่ในชุมชนของเขาบ้าง เขารู้สึกดีที่ได้เห็นเด็กๆ ชักเชิดหุ่นได้”

‘พัพเพ็ต วิลเลจ’
หุ่นสร้างชุมชน ชุมชนดูแลหุ่น

ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่า ภารกิจของ “หุ่น” คือการเป็นสื่อ เช่น ที่โรงเรียนวัดเขายี่สาร ที่ส่งเสริมเด็กนักเรียนให้ทำหุ่น เริ่มจากการรณรงค์ในโครงการลดละเลิกเหล้า

จากนั้นต่อยอดรณรงค์ร่วมกับสาธารณสุขบ้าง เช่น เรื่องไข้หวัดนก มะเร็งเต้านม ฯลฯ รวมทั้งรณรงค์ให้เด็กๆ และชาวบ้านดูแลสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งก็คือป่าโกงกาง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยพักพิงของสัตว์อีกมากมาย

จากแสดงภายในโรงเรียน ในชุมชน จนถึงเดินสายไปตามต่างจังหวัด พอมีรายได้บ้างก็ใช้เป็นทุนการศึกษานักเรียน

“เมื่อดึงเด็กออกมาสู่สาธารณะทำให้เราเห็นว่าเด็กมีศักยภาพที่จะสื่อสารวัฒนธรรม สื่อสารชุมชน” เจ้าหน้าที่มูลนิธิหุ่นสายเสมาบอก

“อย่างที่มหาสารคาม เป็น คณะหุ่นเด็กเทวดา ทำจากกระติ๊บข้าว จะเล่นเหมือนหุ่นละครเล็ก คือชักเชิด 3 คน เราเข้าไปช่วยอัตลักษณ์ต่างๆ การเล่าเรื่อง และพาสู่เทศกาลระดับโลก ต่างชาติให้ความสนใจเพราะเป็นเรื่องของวัสดุท้องถิ่นที่น่าสนใจ ซึ่งมหาสารคามวัสดุที่เด่นคือ เครื่องจักสาน มหาสารคามเองแต่เดิมก็มีหุ่นเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นกระติ๊บข้าวแบบนี้ แต่ทำจากขี้ควายปั้น”

น้องกี อายุ 8 ขวบ สอนพี่ๆ ลองชักหุ่น

ซึ่งการนำกระติ๊บข้าวเข้ามาประยุกต์เป็นหุ่น เป็นชิ้นงานที่ระลึก เป็นหนึ่งในกระบวนการต่อยอดเพื่อนำไปสู่การทำ “พัพเพ็ต วิลเลจ” หรือหมู่บ้านหุ่นสาย คือให้ “หุ่นสร้างชุมชน ชุมชนดูแลหุ่น”

เรามีแนวคิดว่าในส่วนของชุมชนมีจักสานอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรจะทำให้นักท่องเที่ยวเมื่อลงไปในพื้นที่แล้วมีเส้นทางท่องเที่ยว เช่น ไปดูพื้นที่ในการจักสาน แสดงหุ่นให้ดู มีของที่ระลึกสำหรับจำหน่าย เป็นการให้ “หุ่น” สร้างกิจกรรม คนในชุมชนก็สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยว เป็นการเชื่อมร้อยหุ่นกับชุมชนเข้าด้วยกัน

ล่าสุด ที่โรงเรียนบ้านหนองโน จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของหุ่นคณะเด็กเทวดา โดยความร่วมมือของผู้ใหญ่ในชุมชน มีการจัดทำเป็นโฮมสเตย์บ้านหนองโน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแล้วเป็นการพัฒนาให้หุ่นเข้าไปสู่ในชุมชนและสามารถอยู่กับชุมชนได้

จากวินมอ’ไซค์
สู่นักสร้างสรรค์หุ่น

นอกจากการสื่อสารข้อความจากเด็กสู่ชุมชน จากชุมชนสู่ประชาชนทั่วไป และเกิดเป็นหมู่บ้านหุ่นสายเพื่อการท่องเที่ยว

ระหว่างกระบวนการเหล่านี้ ยังช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับใครหลายๆ คน หนึ่งในนั้นคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างหุ่นแต่ละตัว

เชิดชัย ขะบูญรัมย์ หรือพี่เต่า เจ้าของหนวดงาม นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เฝ้ามองลูกศิษย์รุ่นที่ 10 จากโรงเรียนวัดเขายี่สาร สาธิตการเชิดหุ่น และชวนคนที่แวะเข้ามาดูงานที่บูธลองชักเชิดหุ่นสาย

เขาเป็นครูที่แสนใจดีสอนเด็กๆ ให้รู้จักหุ่นตั้งแต่ยังเป็นไม้แค่ท่อนเดียว ยังเป็นคนสร้างหุ่นหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งหุ่นผีตาโขนที่สร้างความฮือฮาให้กับคนอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยมาแล้ว

เชิดชัย กับหุ่นผีตาโขนอารมณ์ดี

อดีตคนขับวินมอเตอร์ไซค์ จบเพียง ม.3 แต่มีใจรักด้านศิลปะ เล่าว่าหลังจากได้เห็นการชักเชิดหุ่นครั้งแรกก็ประทับใจในกลไกเบื้องหลังเส้นสายที่กำกับหุ่น และเมื่อได้ลองเชิด ได้เข้าเวิร์กช็อปก็หลงรักแบบถอนตัวไม่ขึ้น กลายเป็นสมาชิกหนึ่งในทีมหุ่นสายเสมา

“ผมสงสัยว่ามันเชิดยังไง หุ่นมันยืนได้ยังไง จ้องอยู่นาน พี่ที่โรงละครหุ่นสายเสมา (วิภาวดี 58) จึงชวนให้ลองทำเวิร์กช็อป ลองแล้วก็ติดใจเพราะผมชอบทางด้านวาดรูปอยู่แล้ว”

ทำหุ่นมาเกือบ 10 ปีแล้วครับ เริ่มจากเรียนรู้การเชิดหุ่นก่อน แล้วจึงค่อยลองสร้างโดยใช้จินตนาการจากสิ่งที่พบเห็นมา แล้วสร้างขึ้นเป็นชิ้นงาน ค่อยๆ ปรับแก้ไปเรื่อยๆ

“ผมไม่ได้สเกตช์รูปเหมือนคนอื่น จะมาจากหัวเลย แล้วก็ทำคันบังคับ เพราะหุ่นสำคัญที่คันบังคับด้วย เราจะเชิดส่วนไหนต้องเติมส่วนนั้น เป็นการเรียนรู้จากงานเลย อย่างเทวดาก็ต้องเหาะได้ เราก็ต้องตีโจทย์ว่าจะติดสายอย่างไรไม่ให้ติดชฎา

“ตัวแรกที่ทำไปเล่นที่อังกฤษ เป็นเซตเทวดา-นางฟ้า 4 ตัว ผลตอบรับดี ตั้งแต่นั้นก็พัฒนาบุคลิกของหุ่นให้แปลกใหม่ไปเรื่อยๆ ได้พัฒนาตัวเองด้วย ได้พัฒนาน้องด้วย ได้สอนน้องด้วย” เชิดชัยบอก และว่า

ปัจจุบันมีหุ่นเป็นร้อยตัวสารพันรูปแบบ แม้กระทั่งจะให้หุ่นตีลังกาก็ทำได้

“เวลาจะทำตัวละครก็ต้องดูว่าจะเล่าเรื่องอะไร อย่างวัฒนธรรมเมืองเลย ไม่มีหุ่นสาย มีแต่ผีตาโขน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ เราก็ต้องหาวิธีทำให้หุ่นมันเต้นได้เหมือนผีตาโขน โดยเพิ่มเส้นเพิ่มสายเข้าไป ปรากฏว่าวันงานเอาหุ่นผีตาโขนลงไปเลย คนถ่ายรูปกันใหญ่แบบไม่เคยพบเจอ (หัวเราะ) เพราะปกติเขาใส่คน และนี่ใส่สายเต้น”

แล้วถ้าให้เต้นแข่งกับผีตาโขน?

“แข่งได้ครับ” เชิดชัยบอก “จะทำตัวโตกว่านี้ก็ได้ ไซซ์ขนาดเด็กโต”

ครอบครัวหุ่นสาย
ไปไหนไปกัน

ไม่ใช่แค่เชิดชัยที่ชีวิตเปลี่ยนเมื่อได้รู้จักกับหุ่นสาย

ถ้าจำกันได้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ข่าวเด็กชายอายุเพียง 6 ขวบ เจ้าของรางวัล “นักเชิดหุ่นที่อายุน้อยที่สุด” จากเทศกาลหุ่นโลกที่ประเทศอินโดนีเซีย

ภูริณัฐ ขะบูญรัมย์ หรือน้องติ๊ด เด็กน้อยมหัศจรรย์ คือลูกชายของเชิดชัย ที่โตมากับหุ่นของพ่อ

น้องติ๊ด นักเชิดอายุน้อยที่สุดในโลก ในเทศกาลหุ่นโลกที่อินโดนีเซีย

ปัจจุบัน น้องติ๊ดอยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนเพชราวุธวิทยา เวลามีงานหรือวันเสาร์-อาทิตย์ ทางเครือข่ายจะเชิญไปสอนเชิดหุ่น เล่มเกม ฯลฯ

“เพราะเขาอยู่กับหุ่นตั้งแต่ตัวเล็กๆ ผมจะทำหุ่นให้เขาเล่นด้วย”

“เขารู้ฟังก์ชั่นทุกข้อต่อ ทุกวันนี้จะสอนพ่อแล้ว แต่ใช้เครื่องมือหนักไม่ได้ เวลาผมทำเสร็จจะถามว่าอันนี้โอเคมั้ย เดินได้มั้ย พี่ติ๊ดเล่นให้พ่อดูหน่อย เขาก็จะเล่นแล้วบอกอันนี้ติดนะพ่อ ใส่ตรงนี้หน่อย เราลองไอเดียเขา ฟังเขามั่ง ของเรามั่ง แลกเปลี่ยนกัน”

ขณะที่ศรีภรรยา สุขุมา แจรมย์รัมย์ แน่นอนว่าเป็นอีกสมาชิกของทีมเช่นกัน โดยทำหน้าที่สร้างสรรค์เสื้อผ้าหุ่นควบนักเชิดหุ่นอีก 1 ตำแหน่ง

ไม่เพียงการร่วมกันต่อความฝันสร้างจินตนาการให้เด็กน้อย ยังเป็นการสืบทอดเรื่องราวจากภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่าน “หุ่นสาย” อีกด้วย