วันนี้อยากแนะนำคำศัพท์เท่ๆ ว่าด้วย pain point
แบบว่าเขากำลังฮิตมว้าก มว้ากกกก ในวงการอสังหาริมทรัพย์
อยากรู้จักอยากทำความเข้าใจต้องโยงไปหาธุรกิจสร้างเถ้าแก่เกิดใหม่ เรียกแบบนี้ (เถ้าแก่)
มันเช้ยเชย ก็เลยเรียกว่า “สตาร์ต-อัพ? (Start Up)
คำว่าสตาร์ต-อัพ แท้จริงแล้วก็คือผู้ประกอบการตัวจิ๊บตัวจ้อย จะเรียกเอสเอ็มอีก็ได้ไม่ผิด
กติกา ตอนนี้ทุกคนกำลังเห่อมากกับคำว่าสตาร์ต-อัพ
ตัวอย่างจากเรื่องใกล้ตัวก็แล้วกัน พี่คนขับแท็กซี่เพิ่งลุกขึ้นมาประท้วงการที่มีแอพพลิเคชั่น
ที่ชื่อว่า Uber ก็ดี Grab ก็ดี สร้างเครือข่ายบนโลกออนไลน์ ชักชวนให้ “รถบ้าน? หมายถึงประชาชนทั่วไปที่มีรถยนต์เป็นของตนเอง เอามาทำการค้าด้วยการขับรับส่งผู้โดยสาร
เรื่องนี้ยังฝุ่นตลบอยู่เลย ยังไม่ทันจะออกหัวออกก้อย พี่แท็กซี่ก็มีข้อเสนอขึ้นมาอีกว่ารัฐบาลควรตั้งราคาค่าโดยสาร 2 ราคา ถ้าเขตนอกเมืองก็ถูกหน่อย ในเมืองก็สูงขึ้นมาอีกจิ๊ดนึง
เหตุผลเพื่อแก้ปัญหาที่ผู้โดยสารชอบโวยกันดีนักว่าแท็กซี่หายากในชั่วโมงเร่งด่วน หรือชั่วโมงที่มีคนต้องการใช้เยอะๆ เช่น ดูคอนเสิร์ตเพิ่งจบ เดินออกมากวักมือเรียกแท็กซี่ก็ไม่ไป หรือตามย่านโรงแรมที่มีแขกต่างชาติพักเยอะๆ พอเห็นคนไทยกวักมือเรียก ตาฝ้าฟางมองไม่เห็นขึ้นมาซะงั้น
(อันนี้แจมแบบเนียนๆ เจอด้วยตัวเอง)
รวมทั้งแก้ปัญหาที่ผู้โดยสารมักอ้างกันว่า
พี่แท็กซี่ชอบปฏิเสธผู้โดยสาร
กรณีแบบนี้ เจ้าของรถบ้านที่นำรถตัวเองมาขับรับส่งผู้โดยสาร จะเรียกว่าเป็นสตาร์ต-อัพได้ไหมเอ่ย ?
ซึ่งจะได้หรือไม่ได้ไม่รู้ล่ะ แต่ที่แน่ๆ การใช้บริการรถแท็กซี่ทำให้มีช่องว่างเกิดขึ้น ทำให้
ผู้โดยสารมี pain point เกิดขึ้น นั่นคือได้รับความทุกข์ทรมานทางใจและกาย จากการไม่สามารถใช้รถแท็กซี่ในเวลาที่ดีมานด์สูง แถมเรียกแล้วจอดแล้วบางทีก็ไม่ยอมไปส่ง ไม่ยอมให้ขึ้นรถอีกต่างหาก
การใช้บริการโดยสารรถบ้านผ่าน Uber หรือ Grab จึงแก้ pain point ได้ตรงจุดที่ซู้ด
วกเข้ามาหาธุรกิจอสังหาฯ มีเจ้าของบริษัทยี่ห้อหนึ่ง อยากเขียนถึงเพราะเป็นหนุ่มหล่อ ชื่อ “คุณโก้-ชานนท์ เรืองกฤตยา” ซีอีโออนันดาดีเวลลอปเม้นท์ เจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ไอดิโอ ยูนิโอ้ ที่มีอยู่เต็มเมืองในตอนนี้
ทั่นบอกว่าโมเดลธุรกิจบริษัทชัดเจนมากที่สุดกว่าใครในจักรวาล เรียกว่าทฤษฎี “ระฆังคว่ำ” หมายความว่าได้ไปสำรวจความต้องการซื้อ
คอนโดฯแล้วพบว่าผู้บริโภคมีความต้องการ
ซื้อในทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวกสบาย
ที่สุด ยุคนี้ก็หนีไม่พ้นต้องเป็นคอนโดฯแนวรถไฟฟ้า
พอเห็นภาพใหญ่อย่างนี้ จำเป็นต้องทำการบ้านให้ลึกถึงภาพย่อยว่า แนวรถไฟฟ้าแบบไหน ราคายังไงที่จะโดนใจ ก็ไปพบว่ายิ่งไกลสถานีรถไฟฟ้าความต้องการราบเรียบปกติ แต่ถ้าอยู่ใกล้สถานีมากเท่าไหร่ ดัชนีความต้องการซื้อจะสูงโด่งขึ้นมา หน้าตาเส้นกราฟที่ออกมาก็เลยเหมือนรูประฆังคว่ำนั่นเอง
โดยจุดพีคของทำเลคือ อยู่ในรัศมี 100-300 เมตร ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า
วิธีคิดแบบนี้เพราะมองว่าผู้บริโภคมี pain point จากการอาศัยอยู่นอกเมือง แต่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองแล้วมีสารพัดปัญหา ค่าใช้จ่ายสูง เสียเวลาวันละ 2-3 ชั่วโมง ตัวเลขที่ยกตัวอย่างบ่อยๆ คือคนกรุงเทพฯ สูญเสียเวลาไปกับการ
เดินทางเนื่องจากปัญหารถติดถึงปีละ 45 วัน
หันมามองใกล้ตัว เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้น pain point ของผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์มีอะไรอีกบ้าง ในฐานะที่เป็นเจ้าของห้องชุดวิมานรูหนู ไซซ์ 32 ตารางเมตร พบว่า pain point ประการหนึ่งของสุภาพสตรีเรื่องแรกสุดคืองานช่างทั้งหลาย
โถ! พ่อคุณ ผ้าม่านหน้าต่างก็อยากได้ลายสวยๆ แต่ติดตั้งไม่เป็นอ่ะ เดิมทีต้องพึ่งช่างอาคาร ตอนนี้มีทางเลือกใช้บริการจากสตาร์ต-อัพที่มีตั้งหลายยี่ห้อในปัจจุบัน
บริการแม่บ้านก็เป็น pain point อีกเรื่อง พอดีว่าอยู่ในกลุ่มไลน์หลายกลุ่มมาก ข้อมูลที่ขอแชร์เข้ามาบ่อยๆ ก็คืออยากได้แม่บ้านทำความสะอาดห้อง กับอีกเรื่องก็งานซักรีดเสื้อผ้า
แล้วถ้าคอนโดฯดันอยู่ไกลสถานีรถไฟฟ้าล่ะ
ผู้บริโภคมี pain point ว่าไม่สะดวก ดีเวลอปเปอร์เขาก็ช่างคิด หาทางออกด้วยการทำรถรับส่งที่เรียกว่ารถชัตเติลบัสขึ้นมาซะเลย ปกติหน้าตาจะออกมาเป็นรถตู้ธรรมดาๆ นี่แหละ
จะเห็นได้ว่าคำศัพท์ pain point ไม่ใช่เรื่องใหม่พิสดารอะไรเลย แปลงร่างมาจากการใช้ชีวิตประจำวันมีข้อจำกัดในเรื่องอะไร คนทำธุรกิจก็หาทางทลายข้อจำกัด และสร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้นมาจากเรื่องนั้นๆ
ยกตัวอย่าง ดีเวลอปเปอร์มี pain point ในเรื่องหาที่ดินยากลำบากในเขตเมือง ก็แก้ปัญหา
ซื้อตึกแถวมั่ง ปั๊มน้ำมันมั่ง ทุบทิ้งแล้วสร้าง
คอนโดฯแทน
อีกตัวอย่างก็แล้วกัน เจ้าของโชว์รูมค้าวัสดุก่อสร้างใหญ่โตในเมืองแม่สอด บอกว่าตอนนี้ลูกค้าพม่าจากเมืองเมียวดี มะละแหม่ง เมืองพะอัน
ติดใจบริการทั่นมากเพราะลูกค้ามี pain point คือไม่รู้เรื่องวัสดุเลย
ก่อนหน้านี้จะสร้างบ้านสักหลัง เดินเข้าร้านวัสดุเห็นปูนซิเมนต์มี 3 ชนิดก็หอบซื้อมาอย่างละถุง แต่เกินจำเป็นเพราะปูนบางอย่างไม่ได้ใช้
ทั่นแค่แตะบ่าแตะไหล่บอกไปตรงๆ ว่า คุณลูกค้าครับ ซื้อปูนผมชนิดเดียวก็พอ ปูนบางอย่างราคาแพงและเกินจำเป็น ปรากฏว่าตอนนี้ทำการค้าขายดีเทน้ำเทท่า
สรุปเลยละกัน pain point ของผู้บริโภคเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ แต่ต้องทำควบคู่ระบบคุณธรรมด้วยถึงจะยั่งยืน
ธรรมะสวัสดีค่ะ

