‘ครีเอเตอร์’ เงินล้าน : คอลัมน์ นอกลู่ในทาง

26.08.17 | 19:59 น.

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ตัวการ์ตูนน่ารักๆ ทะลึ่งทะเล้นดูตลกขำขัน ที่เรามักซื้อเพื่อส่งต่อให้เพื่อนและคนรู้จักภายในแอพพลิเคชั่นแชต “ไลน์” จะมียอดขายรวมกันทั่วโลกในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

สูงถึง 14,500 ล้านบาท และเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย เป็นเงิน ประมาณ 400 ล้านบาท อาจไม่มากถ้าเทียบกับยอดขายรวมทั่วโลก แต่ถือเป็นอันดับสามรองจากญี่ปุ่นและไต้หวัน

“ไลน์” จึงประกาศว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างจำนวนครีเอเตอร์ หรือผู้สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์หน้าใหม่ๆ ในบ้านเราอย่างเต็มที่ โดยถึงกับตั้งเป้าว่าจะทำให้ “ครีเอเตอร์” กลายเป็นอาชีพยอดนิยมสำหรับคนรุ่นใหม่เลยทีเดียว

นาโอโตโมะ วาตานาเบ ผู้จัดการฝ่ายผลิตและวางแผนสติ๊กเกอร์ “ไลน์” ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีจำนวน “ครีเอเตอร์” ที่ผลิต “สติ๊กเกอร์” อยู่ทั่วโลกประมาณ 850,000 ราย และมีการผลิตสติ๊กเกอร์ออกมาจำหน่ายแล้ว 530,000 ชุด

โดยประเทศญี่ปุ่นยังครองแชมป์มีจำนวนครีเอเตอร์มากที่สุด รองลงมาคือประเทศไทย มีจำนวนครีเอเตอร์มากถึง 120,000 ราย และมีสติ๊กเกอร์ออกวางจำหน่ายแล้ว 48,000 ชุด

Advertisement

นอกจากเปิดเผยรายได้รวมทั่วโลกในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว “ไลน์” ยังเปิดเผยรายได้ของ “ครีเอเตอร์” 10 อันดับแรกของโลกด้วยว่า สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 161 ล้านบาทเลยทีเดียว

แม้จะเป็นเพียงแค่ 10 ราย ใน 850,000 ราย ก็ยังถือว่าน่าสนใจมาก

“วาตานาเบ” ย้ำว่า “ไลน์” ต้องการสนับสนุนครีเอเตอร์หน้าใหม่ๆ เพราะเชื่อว่าสามารถทำเป็นอาชีพได้ โดยสร้าง “ครีเอเตอร์ สตูดิโอ” ขึ้นมาช่วยสร้างครีเอเตอร์หน้าใหม่ หลังเปิดตัวไปแล้วในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้มีจำนวนครีเอเตอร์เพิ่มมากขึ้น 4 เท่า และมากกว่าจำนวนที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดการพัฒนางานที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าด้วย

ในเมื่อประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญรองจากญี่ปุ่นและไต้หวัน “ไลน์” จึงส่งเสริมการสร้าง “ครีเอเตอร์” ชาวไทยอย่างเต็มที่ในทุกรูปแบบด้วยเช่นกัน

เริ่มจากการจัดงานประกาศรางวัลผู้สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์เพื่อขอบคุณเจ้าของผลงาน เพื่อทำให้แฟนๆ มีโอกาสพบปะเจ้าของผลงานที่ตนเองชื่นชอบ ร่วมด้วยกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1.การต่อยอดคาแร็กเตอร์ของครีเอเตอร์ที่มีผลงานอยู่แล้วให้พัฒนาเป็น “สินค้า” บน “ไลน์กิฟต์ช็อป” 2.จัดเวิร์กช็อปตามหัวเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ขอนแก่น และภูเก็ต เพื่อให้คนทั่วไปเรียนรู้วิธีทำสติ๊กเกอร์เบื้องต้น

3.มีแอพพลิเคชั่น “ไลน์ ครีเอเตอร์ สตูดิโอ” ให้ทดลองทำสติ๊กเกอร์ได้ง่ายๆ และ 4.จัด “ไลน์ สติ๊กเกอร์ ครีเอเตอร์ คอนเทสต์” ในหัวข้อ Express Your Love via LINE ชิงรางวัลไปศึกษาดูงานครีเอเตอร์ที่ญี่ปุ่น เป็นต้น

ทั้งหมดก็เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้อาชีพ “ครีเอเตอร์” ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ตามเป้าหมายที่ต้องการ

สำหรับสติ๊กเกอร์ไลน์ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรก เรียกว่า “สปอนเซอร์สติ๊กเกอร์” ที่ให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ซึ่ง “ไลน์” จะทำร่วมกับแบรนด์ต่างๆ และอีกประเภทเป็น “สติ๊กเกอร์สำหรับจำหน่าย” โดยในส่วนนี้จะมีการแบ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในอัตราส่วน 50:50 ระหว่างบริษัทกับครีเอเตอร์

กณพ ศุภมานพ หัวหน้าธุรกิจสติ๊กเกอร์ไลน์ประเทศไทย ย้ำว่า ไลน์ต้องการส่งเสริมให้ตลาดครีเอเตอร์ในประเทศไทยเติบโตมากขึ้นเพื่อให้มีการสร้างสรรค์ผลงานออกมาจำหน่ายมากขึ้น และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคจึงมีการพัฒนาช่องทางการชำระเงินให้เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือไปจากผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์และไลน์สโตร์ https://store.line.me/ แล้ว ยังชำระเงินผ่านค่ายมือถือทั้งในระบบเติมเงินและแบบรายเดือนได้ด้วย

โดยนอกจากมีการทำตลาดร่วมกับค่ายมือถือทั้ง 3 รายแล้ว ยังร่วมกับพันธมิตรเพื่อเปิดให้มีการซื้อสติ๊กเกอร์ด้วยเงินสดผ่านตู้เติมเงินได้อีกด้วย

“เราต้องการส่งเสริมให้ครีเอเตอร์เป็นอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้จริงจัง โดยพร้อมสนับสนุนครีเอเตอร์รายเดิมและสร้างให้เกิดรายใหม่ๆ โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มจำนวนครีเอเตอร์ให้ถึง 1.5 แสนรายภายในสิ้นปีนี้ ส่วนยอดขายสติ๊กเกอร์ในปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้น 15% จากหลายปัจจัยด้วยกัน และการส่งเสริมให้จำนวนครีเอเตอร์เพิ่มขึ้นก็มีส่วนทำให้ตลาดโตขึ้นด้วย”

“ไลน์” ยังเปิดเผยด้วยว่า ตั้งแต่ต้นปีพบว่าผู้ชายเริ่มหันมาซื้อ “สติ๊กเกอร์” มากขึ้น โดยสติ๊กเกอร์รูปแบบตลกๆ กวนๆ จะได้รับความนิยม ทั้งยังพบด้วยว่ารูปแบบสติ๊กเกอร์ที่กำลังเป็นที่ชื่นชอบเพิ่มมากขึ้นใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา เป็นสติ๊กเกอร์ที่มีแค่ “ตัวหนังสือ” จึงช่วยตอกย้ำว่า แม้จะไม่มีฝีมือทางศิลปะ แต่ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์ก็สามารถเป็น “ครีเอเตอร์ทำเงินได้” เช่นกัน

ย้ำกันอีกครั้ง ตลาด “ไลน์สติ๊กเกอร์” ในบ้านเราในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่า 400 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 100 กว่าล้านบาท ถือว่าไม่น้อยเลย ยิ่งเมื่อคิดถึงฐานคนใช้แอพพลิเคชั่น “ไลน์” ในบ้านเราในปัจจุบันที่มีถึงกว่า 40 ล้านรายด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนใจทีเดียว