ขอแนะนำหนังสือเล่มหนึ่ง
ชื่อว่า “ภารตะ-สยาม? ผี พราหมณ์ พุทธ?”
เป็นหนังสือที่เลือกเอาบทความ เขียนโดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ที่ลงตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์มารวมเป็นเล่ม
มี สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนคำนำเสนอ
แม้หลายคนจะเคยรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ของศาสนาผี ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ มาแล้ว
แต่หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้มีหลายประการ
ประการแรก คือ ตัวผู้เขียน ที่เป็นอาจารย์สอนปรัชญา และมีความเชี่ยวชาญเรื่องอินเดีย
เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการนำเสนอ “สาร” ทาง “สื่อ” ได้ตามยุคสมัย
มีความสามารถทางด้านอาหาร ที่คนรู้จักกันในนาม “เชฟหมี”
เป็นผู้ที่มีความสามารถในการถ่ายทอดสื่อสารในหลายเรื่องราว
ประการที่สองคือ เรื่องของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งคนไทยเราเหมือนจะรู้แต่ไม่รู้
คำถามหลายๆ เรื่อง ยังได้ยินได้ฟังกันรุ่นต่อรุ่น
อาทิ เทพเจ้าของฮินดูมีมากน้อยแค่ไหน?
พอทราบ ถึงกับร้องโอ้โห เพราะเทพเจ้าของฮินดูมีสามสิบล้านองค์
โอ้..ทำไมจึงมากมายขนาดนั้น แต่ละองค์มาจากไหน
พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ ก็พบคำตอบ
เทพเจ้าของฮินดูมาจากแหล่งต่างๆ 3 แหล่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกมาจากคัมภีร์พระเวท
เทพเจ้ากลุ่มที่สองเป็นเทพในปุราณะ นี่ก็คัมภีร์
กลุ่มสุดท้ายเป็นเทพท้องถิ่น เป็นเทวในตำนาน
ยังมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับพราหมณ์ในประเทศไทยอีกว่ามาเช่นไร
ดำรงคงอยู่อย่างไร?
ได้ทราบถึงที่มาการงดรับประทานเนื้อ งดดื่มสุราของพราหมณ์
และทราบว่าทำไมพราหมณ์บางที่จึงยังรับประทานเนื้อ
นอกจากนี้ ยังได้ทราบถึงลักษณะของผี พุทธ และพราหมณ์
อ่านแล้วแยกได้ว่าอะไรคือผี อะไรคือพุทธและพราหมณ์
ประการสุดท้ายที่อ่านแล้วรู้สึกน่าสนใจ คือ การนำเอาข้อมูลความรู้ที่มีไปใช้
ในหนังสือเล่มนี้ ได้ใช้ความรู้ประกอบการแสดงความคิดเห็นต่อปรากฏการณ์ต่างๆ
บอกเล่าเหตุการณ์ และแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล
บางบทอาจจะมีอาการ “ผมคิดว่า” ออกมา
แต่ผู้เขียนก็บอกตรงๆ ว่า เป็นความคิดของเขา ใครจะคิดเป็นอื่นอย่างไรก็ไม่ว่า
แต่สำคัญตรงความรู้ที่เป็นพื้นฐานของการแสดงออก
การใช้ความรู้ไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถือเป็นขั้นแอดวานซ์
คือจากรู้ แล้วก็นำความรู้ไปทำ
ขอยกตัวอย่างบางช่วงของหนังสือที่แสดงถึง “การใช้ความรู้”
เป็นบทในช่วงต้นๆ ของหนังสือที่พูดถึงเทพ ณ สี่แยกราชประสงค์
ในบทนั้นได้กล่าวถึงความเป็นของมาเทพและการสร้างเทพได้อย่างมีข้อมูล
สอดแทรกความรู้เข้าไปให้ผู้อ่านได้ทราบ
ข้อมูลที่ได้รับคือ เรื่องพระพรหมเอราวัณ ความรู้ที่ได้อ่านเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ
มีข้อมูลเรื่องการสร้างพระพรหมเอราวัณที่แยกราชประสงค์
มีข้อมูลเกี่ยวกับเจตนาของผู้สร้าง
จากนั้นเกิดมีพระตรีมูรติ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
และทราบว่าพระตรีมูรติดังกล่าว น่าจะเป็น “พระศิวะห้าพักตร์”
5 พักตร์ประกอบด้วย พระพิฆเนศวร พระวิษณุ พระแม่ลักษมี พระอินทร์ และพระแม่อุมา
สุดท้ายคือได้ฟังความคิดเห็น
นั่นคือเทพเจ้าที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นมิได้อยู่ในเทวสถานตามคติฮินดู
หากแต่มีความพยายามจะให้เทพเจ้าเหล่านั้นทำหน้าที่อื่น
มีการตั้งคำถามกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่แยกราชประสงค์
การตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อหน้าเทพเจ้า
โดยเฉพาะพระพรหมที่หมายถึงความเมตตา กรุณา
การเล่าเรื่องในลักษณะการนำความรู้มาบอกต่อ
แสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานความรู้ดังกล่าว ทำให้ผู้อ่านตาสว่างในหลายเรื่อง
อย่างน้อยก็สามารถแยกศาสนาผี กับ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธได้
อย่างน้อยก็ทำให้ผู้อ่านตระหนักว่า ความรู้สามารถทำให้เราตาสว่าง
มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างมีเหตุมีผล
มองปรากฏการณ์ต่างๆ บนพื้นฐานของความรู้
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ซาบซึ้งในคุณค่าของหนังสือ
ซาบซึ้งในความสำคัญของความรู้
เมื่อได้รู้ก็จะไม่กลัว เมื่อไม่กลัวก็ไม่มีทุกข์
ความรู้จึงเป็นอีกหนทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์
ความรู้ดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะในห้องเรียน หากแต่สามารถแสวงหาได้จากสิ่งรอบตัว
ศึกษาได้จากประสบการณ์ ศึกษาได้จากข่าวสารรอบตัว
ศึกษาได้จากหนังสือ!
ข้อสำคัญคือ เมื่อได้ความรู้มาแล้ว ต้องรู้จักใช้ความรู้
คนที่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ คือคนที่สามารถก้าวไปสู่ขั้นแอดวานซ์ในชีวิต
ใครสามารถก้าวไปถึงขั้นแอดวานซ์ ย่อมมีโอกาสเติบโต
ใครสามารถนำความรู้ไปใช้ในการสอบ ย่อมทำให้การเรียนก้าวหน้า
ใครสามารถนำความรู้ไปใช้ในหน้าที่ ย่อมทำให้การงานก้าวไกล
และใครสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตได้
ย่อมมีความสุข
สุขเพราะรู้ และเข้าใจกับปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นรอบตัว
สุขเพราะมีวิชาไปขจัดอวิชชา
ทำให้รู้จักทุกข์ รู้จักดับทุกข์
และเมื่อไม่มีทุกข์ สุขก็มาเอง

