หนทางที่สาม : คอลัมน์ เริงโลกด้วยจิตรื่น

3.09.17 | 17:02 น.

อาทิตย์ที่แล้วชวนกันคุยชวนกันคิดไปว่า การสัมผัสสัมพันธ์กับโลกแวดล้อมรอบตัวเรา ทุกสิ่งทุกอย่าง เราทำด้วย 2 วิธีหลักคือ

หนึ่ง บังคับจัดการให้ทุกอย่างมาตอบสนองความต้องการของเรา อยากให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนั้น ก็หาวิธีบังคับจัดการเอา ให้ได้ให้เป็นอย่างที่อยาก ที่ต้องการ

เมื่อได้สมอยาก สมต้องการ ก็มีความสุข ไม่ได้ก็มีความทุกข์

สอง ฝึกฝน จัดการตัวเองให้กลมกลืน ลื่นไหว สอดคล้องกับเรื่องราวต่างๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่อย่างต้องเสียดทานกับสิ่งที่ต้องเข้าไปสัมผัส สัมพันธ์

ทำได้ก็เป็นสุขเพราะชีวิตราบรื่น ทำไม่ได้ก็เป็นทุกข์เพราะเกิดแรงกดดัน เสียดทาน เป็นชีวิตที่ไม่สอดคล้องกลมกลืน

Advertisement

ก่อนที่จะจบได้ทิ้งท้ายเป็นข้อเสนอให้ไปขบคิดกันต่อว่า มีอีกหนทางที่สามารถไปสู่จุดหมายเดียวกันคือ ชีวิตกับโลกแวดล้อมสอดคล้องกลมกลืนกันอันแป็นความสุขได้

และขอมาคุยให้ละเอียดขึ้นในวันอาทิตย์นี้

วิถีที่สามนี้ ต้องเริ่มจากการมองให้เห็นว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่มาเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กับชีวิตเรา กับความรู้สึกนึกคิดของเรานั้น แยกกัน

สิ่งนั้น เรื่องนั้น ดำเนินไปตามสภาวะที่เกิดจากปัจจัยประกอบของเรื่องนั้นๆ เป็นไปอย่างนั้นเอง

ขณะที่สิ่งนั้น เรื่องนั้น ในความรู้สึกนึกคิดของเรา แยกออกมา

สิ่งนั้นเรื่องนั้นในความรู้สึกนึกคิดเรา เกิดจากข้อมูล ทรรศนะ ความชอบ ไม่ชอบ ความคาดหวังอยากจะให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ของเรา

มันมีความสุขหากเรื่องนั้น สิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เราพอใจ และยิ่งดำเนินไปตามที่เราคาดหวัง

และไม่สบอารมณ์หากเป็นสิ่งเป็นเรื่องที่ไม่พอใจ เดือดเนื้อร้อนใจหากไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง

หากแยกอย่างนี้ได้ และรู้ว่าสิ่งนั้น เรื่องนั้น ก็เป็นอย่างหนึ่ง ที่แยกออกจากสิ่งนั้น เรื่องนั้นที่อยู่ในใจของเรา
คนคนหนึ่งเขาเป็นของเขาอย่างนั้น ขณะที่คนนั้นในความรู้สึกนึกคิดของเราเป็นอย่างหนึ่ง หากตรงกันก็ดีไป หากไม่ตรง ไม่เหมือนกัน ก็กลายเป็นความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด ทำให้ผิดพลาดในความคาดหวังต่างๆ
เป็นเรื่องยุ่งยากมากที่จะได้จัดการให้คนคนนั้นเป็นอย่างที่เราต้องการ หรือจัดการให้เรามีความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อคนคนนั้น

เหตุของความยุ่งยากนั้น เกิดจากทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากปัจจัยที่มาประกอบเปลี่ยนไปเป็นปกติ ไม่มีปัจจัยไหนที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะทุกปัจจัยมีปัจจัยย่อยๆ ที่ย่อยลงไปเรื่อยๆ ทุกปัจจัยย่อยนั้นเกิดขึ้นและเสื่อมสูญไปตลอดเวลา ไม่คงทนอยู่ได้

ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปเอง อย่างยากเย็นยิ่งที่จะเห็นความเปลี่ยนไปนั้นได้ทั้งหมด

ดังนั้น วิถีนี้คือทำใจให้อยู่แค่เห็นความเป็นจริงในความเปลี่ยนไปของสิ่งนั้น เรื่องนั้น คนนั้น

หากจะต้องทำใจ ฝึกฝนใจของตัวเอง ต้องฝึกเพื่อให้ปล่อยให้ยอมรับความเปลี่ยนแปลง แปรไปของสรรพสิ่ง ขจัดความคิดว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ซึ่งเป็นการยึดถือที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

เห็นความเปลี่ยนแปลงแปรไป และรู้ว่าเราอยากให้เป็นอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่ต้องหาวิธีจัดการปัจจัยที่มาประกอบให้ไปในทางที่เราอยากให้เห็น โดยเข้าใจด้วยว่าปัจจัยที่เราเข้าไปจัดการตามความอยากให้เป็นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่มาประกอบ ซึ่งเกิดจากคนอื่น สิ่งอื่น หรือเคลื่อนไปตามปกติของกฎธรรมชาติด้วย ไม่ใช่จัดการแล้วจะเป็นไปอย่างที่เราต้องการเสมอ

ทำใจให้เห็น และยอมรับความจริงนี้ เป็นอีกวิถีที่ไม่ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกแวดล้อมกลายเป็นแรงเสียดทาน กดดันให้เราต้องเดือดเนื้อร้อนใจ