มิตรในโลกออนไลน์ : คอลัมน์เดินไปในเงาฝัน

3.09.17 | 17:11 น.
(FILES) / AFP PHOTO / Justin TALLIS

บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าวิวัฒนาการของโลกไร้พรมแดนมันดีจริงๆ หรือ เพราะยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มนุษย์บนโลกใบนี้ติดต่อกันได้สะดวกขึ้น
ห่วงหาอาทรกันมากขึ้น
แสดงทรรศนะอะไรบางอย่างง่ายขึ้น ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
ขณะเดียวกันก็จะทำให้เกิดความบาดหมางเร็วขึ้นเช่นกัน และไม่เฉพาะแต่ในสังคมแคบๆ เท่านั้น หากบางทียังถูกขยายไปในสังคมอื่นๆ ที่ไม่รู้จักกันด้วย
จนทำให้ “ทรรศนะ” หรือ “ความคิด” ถูกตีความไปต่างๆ นานา และผู้ที่ตอบโต้ อาจไม่รู้จักคนคนนั้นโดยตรงเลย แต่ตัดสินจากความคิดที่ถูกถ่ายทอดออกมาเพียงไม่กี่ประโยค
ไม่กี่คำ
จนถูกผลักให้ไปยืนอยู่คนละข้างเสียแล้ว
ยิ่งถ้าข้อความดังกล่าวเป็นความเรียงของคนที่มีชื่อเสียง บุคคลสาธารณะ ศิลปิน ดารา นักร้อง หรือใครก็ตามที่คนในประเทศรู้จัก แล้วดันไปเขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนในแวดวงการเมือง
ก็จะมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยทันที
ประเภทนั่งบนภูดูหมากัดกันก็มีอีกจำนวนไม่น้อย
ผมถึงมานั่งคิดว่า การที่เราจะเขียนอะไรลงไปในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ อินสตาแกรม หรืออะไรก็ดี จะต้องมีสติกำกับทุกครั้ง
เพราะหากเขียนโดยไม่คิดอะไร และดันไปเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม อันเป็นบุคคลสาธารณะ เราจะถูกโลกของนักเลงคีย์บอร์ดโจมตีอย่างสาดเสียเทเสียได้
ทั้งๆ ที่เราไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเลย
แค่มองความจริงขณะนั้น
แค่รู้สึกกับสัมผัสแรก
จึงถ่ายทอดออกมา แต่เมื่อความเรียงถูกเล่าผ่านพื้นที่สาธารณะในโลกออนไลน์ เรื่องที่ถูกเขียนก็ไม่สามารถที่จะอยู่กับตัวเราได้อีกต่อไป เพราะเรื่องดังกล่าวถูกแชร์ไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ถามว่าจากใคร?
ก็จากเพื่อนพี่น้องของคุณที่รับแอดเขามาทั้งสิ้น ผมถึงมีความเชื่อส่วนตัวว่า ในโลกเสมือนจริงมีมิตรเพียงบางส่วนเท่านั้น
นอกนั้นเป็นมิตรเทียมทั้งสิ้น
แต่ที่เขาอยากเป็นเพื่อน เพราะเราอาจมีชื่อเสียง หรือเพราะเราอาจสนองตอบต่อผลประโยชน์อะไรบางอย่างให้เขา ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมได้ เขาจึงอยากเป็นเพื่อนกับเรา
หรือไม่ก็เพราะอยากรู้ไลฟ์สไตล์
กระบวนความคิดอ่าน
หรืออื่นๆ
สำหรับบางคน อาจชอบที่มีแฟนคลับมากมายที่คอยติดตาม เพราะโพสต์อะไร ก็จะมีแฟนคลับแห่มากดไลค์เป็นจำนวนมาก
เพราะนอกจากจะทำให้อิ่มเอมใจว่าสิ่งที่โพสต์ลงไปได้รับการตอบสนองอย่างท่วมท้น ยิ่งถ้ามีคอมเมนต์กำกับด้วย ก็ยิ่งจะทำให้คนโพสต์รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นทวีคูณ
แต่กระนั้น เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขากดไลค์ สิ่งที่เขาคอมเมนต์ เป็นเรื่องที่เขายินดีจริงๆ สำหรับมิตรใกล้ชิดเราอาจรู้ แต่สำหรับมิตรเทียม เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เขาตอบสนองอย่างรวดเร็วนั้นเขาชอบจริงๆ
หรือเห็นด้วยจริงๆ
ที่สำคัญ ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเราเขียนอะไรที่มีเนื้อหาสาระและมีมุมมองตกกระทบอะไรบางอย่างที่ไปเกี่ยวข้องกับผู้คน สถานที่ และการเมืองบ้าง
แทบจะไม่มีคนไลค์เลย
เรื่องคอมเมนต์ไม่ต้องพูดถึง…น้อยมาก
แต่ถ้าเขียนเกี่ยวกับเรื่องอาหาร เรื่องตลกโปกฮา สถานที่สวยงาม ทั้งไลค์และคอมเมนต์จะหลั่งไหลเข้ามามากมาย จนทำให้รู้สึกว่าชีวิตต้องไร้สาระถึงจะดี
ถึงจะมีคนชอบ
เพราะฉะนั้น จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะในแวดวงนักเขียน แวดวงดารา และแวดวงสื่อสารมวลชน ต่างทำให้เราพบเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า โลกใบนี้มีคนอยู่สองประเภทคือ คนที่ชอบเรา กับคนที่เกลียดเรา
เราประสบความสำเร็จในชีวิต
เราทำงานดี
ทำงานเก่ง
พิสูจน์ตัวเองจากศูนย์กว่าจะขึ้นมาเป็นสิบ
เวลาผิดพลาดอะไร ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เขาก็ยังชอบเรา และพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างเราเสมอ ไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข
ถึงไม่มีโอกาสพบหน้า ก็จะส่งข้อความปรารถนาดีมาเป็นกำลังใจ
แต่สำหรับคนที่เกลียดเรา ต่อให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต มีครอบครัวที่น่ารัก ฐานะทางการงาน การเงินดี ชีวิตมีแต่เจริญในวันข้างหน้า เขาก็เกลียดเรา
และมักจะนำความเกลียดชังเหล่านี้ใส่สมองคนอื่นๆ ว่าเราไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ที่มันประสบความสำเร็จเพราะ 1-2-3 หรือที่มันร่ำรวยขึ้นมาก็เพราะ 1-2-3
แล้วแต่เขาจะสรรหามา
เคยมีคนคนหนึ่งถามผมว่า…ทำไมคนคนนี้ถึงเลว
ผมจึงถามเขากลับไปว่า…ใครบอก
เขาเอ่ยชื่อให้ผมฟัง
ผมจึงบอกเขาไปว่า…ถ้าเราคุยกับคนที่เขาเกลียดคนคนนั้น คนคนนั้นก็จะกลายเป็นคนเลวอย่างที่คุณถามผม เพราะมันไม่ชอบกัน มันรังเกียจกัน เรื่องอะไรมันจะบอกว่าดี
แต่ถ้าคุณไปคุยกับคนที่เขาไม่รังเกียจคนคนนั้น คำตอบก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง และก็ไม่ได้เลวอย่างที่คนคนนั้นกล่าวหา
คำตอบง่ายๆ คือ เรื่องบางเรื่องเราต้องรู้ด้วยว่าควรคุยกับใคร
หรือไม่ควรคุยกับใคร
ก็เหมือนวิวัฒนาการของโลกไร้พรมแดน จริงๆ แล้วมีคุณประโยชน์มากกว่าโทษ เพียงแต่บางคนใช้เป็น บางคนใช้ไม่เป็น ก็เท่านั้นเอง
เราจะเลือกแบบไหนล่ะ?
เพราะโลกอยู่ในมือคุณแล้ว แค่เพียง Enter เท่านั้น โลกก็เปลี่ยนทันที