
กว่า 6 เดือนของการเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ในส่วนของงานพระเมรุมาศ ไม่เพียงการจัดเตรียมไม้ดอกไม้ประดับเพื่อใช้ในการประดับตกแต่งมณฑลพิธีท้องสนามหลวงให้มีความงดงามดุจสรวงสวรรค์ พื้นที่รอบมณฑลพิธีฝั่งทิศเหนือเริ่มปรากฏเป็นคันนารูปเลข ๙ บ่อน้ำสำหรับทำฝายน้ำ แก้มลิงตามแนวโครงการพระราชดำริ ยังมีพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับเป็นแปลงนา ฯลฯ
นี่คือส่วนหนึ่งของงานภูมิสถาปัตยกรรม แปลกและแตกต่างจากงานพระเมรุมาศครั้งที่ผ่านมา ที่มักจัดเป็นสวนไม้ดอกนานาพรรณสีสันตามสีประจำพระชนมวาร แต่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่มาของโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ

ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิก สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังงานภูมิสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 และเป็นทีมออกแบบงานพระเมรุมาศเมื่อครั้งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เล่าว่า งานพระเมรุมาศครั้งนี้ถือว่าภูมิสถาปัตยกรรมเข้ามามีบทบาทค่อนข้างมาก
ก่อนหน้านี้งานภูมิสถาปัตยกรรมเข้าไปมีส่วนในการออกแบบเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น ออกแบบลวดลายพื้น แต่ครั้งนี้เราได้เข้าไปร่วมงานตั้งแต่ของการวางผัง แนวความคิด การออกแบบสภาพแวดล้อมทั้งข้างในและข้างนอกพระเมรุ โดยที่การทำงานครั้งนี้เป็นการทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่างภูมิสถาปนิก วิศวกร และสถาปนิก ทำถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
“ไม่ใช่งานของกรมศิลปากรทำถวาย แต่เป็นงานส่วนพระองค์ กรมศิลปากรเพียงออกแบบร่างและถวายสมเด็จพระเทพรัตนฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นแม่งานควบคุมดูแล และทรงงานทุกเดือน แบบทุกอย่างจึงผ่านการทอดพระเนตรทุกขั้นตอน”

สนามหลวง ถึงทุ่งพระเมรุ
พื้นที่สนามหลวงใช้ในการก่อสร้างพระเมรุตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งในช่วงรัชกาลที่ 1-4 สนามหลวงมีพื้นที่แค่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ตอนนั้นยังไม่มีถนนราชดำเนิน สนามหลวงใช้เป็นที่ประกอบงานพระเมรุมาศครั้งแรกในสมัยพระบิดาของรัชกาลที่ 1 และหลังจากนั้นใช้มาโดยตลอด
ประเพณีของการสร้างเมรุมาศของกษัตริย์หรือบุคคลสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ ดร.พรธรรมบอกว่า จะมี 2 แบบ ถ้าเป็นบุคคลสำคัญระดับพระมหากษัตริย์จะใช้พื้นที่สนามหลวง ถ้าสำคัญรองลงมาจะใช้พื้นที่สนามตรงวังหน้า ซึ่งพื้นที่ของวังหน้าเต็มรูปแบบตอนที่ยังไม่ถูกรื้อจะล้ำเข้าไปพื้นที่ปัจจุบันที่เป็นสนามหลวง
ครั้งนี้พระเมรุมาศมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของที่ผ่านมา โดยฐานพระเมรุมาศมีขนาด 60X60 เมตร ส่วนบริเวณรั้วราชวัตร 140X230 เมตร จึงครอบคลุมพื้นที่กินไปยังส่วนของวังหน้า
แนวคิดของการวางผังนั้นเป็นการคิดถึงลักษณะการเชื่อมโยงกับบริบทของเมืองด้วย เนื่องจากพระเมรุมาศครั้งก่อนส่วนใหญ่เป็นพระเมรุมาศที่มีขนาดเล็ก และการวางตำแหน่งอาคารไม่ได้มีความสัมพันธ์กับบริบทที่เป็นศาสนสถานในเกาะรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่จะวางโดยการใช้สอย
“ตามประเพณีของการวางผังพระพระเมรุมาศแต่เดิม พระที่นั่งทรงธรรมซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัวจะอยู่ทางทิศใต้ แต่หลังจากรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา จะอยู่ทางทิศตะวันตก แบบเดียวกับที่เคยเห็นในงานพระเมรุมาศสมเด็จย่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ สิริโสภาพัณณวดี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสนามหลวงที่มีพื้นที่กว้างขึ้น ทำให้การเวียนราชรถดูสง่างามกว่า”

พระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช การวางผังจะเน้นให้สัมพันธ์กับบริบทของเมือง กับวังและมุมมองที่สำคัญของเกาะรัตนโกสินทร์
โดยการออกแบบให้แนวแกนเชื่อมโยงกันระหว่างพระเมรุมาศกับเกาะรัตนโกสินทร์ คือ “พระศรีรัตนเจดีย์” เจดีย์สีทองภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ “พระวิหาร” ในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ โดยจุดตัดของทั้งสองแกนนี้คือตำแหน่งของพระเมรุมาศ ทำให้เมื่อมองจากทางทิศเหนือจะเห็นพระศรีรัตนเจดีย์อยู่ตรงกลาง โดยมีพระเมรุซ้อนอยู่
“เราตีความว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ในกรุงรัตนโกสินทร์ ปรัชญาการวางผังตามคติความเชื่อแบบไทยประเพณีถ้าอะไรที่สำคัญ มันมักจะมีแนวแกน ตัวอย่างเช่นนครวัด
เราอยากให้พระพระเมรุมาศสัมพันธ์กับสิ่งที่สำคัญที่มีอยู่ ซึ่งในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเราเลือก ‘พระศรีรัตนเจดีย์’ เป็นเจดีย์สีทองที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วย และ ‘พระวิหาร’ ในวัดมหาธาตุ ซึ่งนอกจากจะเป็นวัดเก่าแก่ ยังขนาบข้างระหว่างวังหลวงกับวังหน้า และเป็นสถานที่สำคัญที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับพระไตรปิฎก
เราตีความว่าพระเจ้าอยู่หัวเหมือนพระโพธิสัตว์ ลงมาช่วยเหลือมนุษย์ พระพระเมรุมาศของท่านจึงสัมพันธ์กับวัด วัง เป็นการสื่อถึงพระโพธิสัตว์ในทางศาสนา”

‘สวนสถาปัตย์’ โครงการพระราชดำริ
พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กำหนดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ระหว่างนี้ผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนต่างเร่งมือเพื่อให้ทันตามกำหนด รวมทั้งงานภูมิสถาปัตย์ที่แม้จะต้องเป็นส่วนท้ายที่สุด แต่มีการเตรียมการอยู่ภายนอกขนานไปกับการดำเนินการของส่วนต่างๆ
สิ่งที่ถือเป็นหัวใจของการออกแบบครั้งนี้คือ “สระอโนดาต” และ “สวนสถาปัตยกรรมโครงการพระราชดำริ”
“เรามี 2 แนวความคิด 1.ปรับปรุงพื้นที่รอบนอก 2.ทางทิศเหนือ เป็นการต่อยอดจากงานสถาปัตยกรรม ซึ่งเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุตรงกลาง การออกแบบองค์ประกอบภูมิทัศน์ เป็นสีทันดรมหาสมุทร สัตตบริภัณฑ์คีรี ป่าหิมพานต์ และลายพื้นเป็นตัวแทนทวีปทั้งสี่ นี่คือการออกแบบเชิงสัญลักษณ์
“ครั้งที่ผ่านมาการออกแบบป่าหิมพานต์ ซึ่งใช้ต้นไม้ ไม้ดัด โขดหิน ประติมากรรม สัตว์หิมพานต์ ครั้งนี้เราก็ทำเช่นกันออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่เป็นป่าหิมพานต์ตรงฐานพระเมรุมาศ แต่ใช้ “น้ำ” เป็นองค์ประกอบหลัก เพราะคิดว่า “น้ำ” สื่อถึงพระองค์ท่านได้มากกว่าองค์ประกอบอื่น
“จึงเป็นที่มาของ “สระอโนดาต” ที่เป็นสระน้ำจริงๆ ทำเป็นบ่อน้ำเลย ก้อนหินที่เห็นในรูปจะลอยอยู่ในบ่อน้ำ รวมทั้งมีสัตว์ป่าหิมพานต์ เพราะเราตีความหมายของพระเจ้าอยู่หัวว่าท่านทรงเกี่ยวข้องกับน้ำ”

จำลองโครงการพระราชดำริ สดุดีพระเกียรติ
ที่พิเศษมากกว่าทุกครั้งและไม่เคยทำมาก่อนเลย นักภูมิสถาปัตย์คนเดียวกันนี้บอกว่า คือพื้นที่ด้านหน้าทางทิศเหนือที่เป็นทุ่งนา และเป็นคันดินเลข ๙
“เป็นการสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ อย่างวังสวนจิตรลดาของพระองค์ท่านก็มีทั้งทุ่งนา มีโรงสี นี่คือแลนด์สเคปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราจึงออกแบบเป็นรูปนาข้าว และมีต้นไม้ องค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริ ซึ่งเมื่อกราบทูลแนวคิดนี้ให้สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงวินิจฉัย ทรงมีพระราชดำริว่า ให้ใส่กังหันชัยพัฒนาเข้าไปด้วย จึงนำแบบมาต่อยอด โดยทำงานร่วมกับกรมการข้าว หรือแม้กระทั่งโครงการชั่งหัวมัน เพราะมีทั้งมีฝายน้ำล้น มีหญ้าแฝก แก้มลิง ฯลฯ
“จริงๆ งานภูมิสถาปัตยกรรมเป็นงานปิดท้าย เหมือนเป็นตัวประดับให้สวยงาม แต่แม้จะปิดท้าย เราก็ทำเตรียมไว้ข้างนอก พร้อมที่จะติดตั้งได้เลย เช่น นาข้าว เราเตรียมเป็นแปลงนา เป็นคันนาไว้ ทดลองระบบน้ำเรียบร้อย พอใกล้ถึงวันพระราชพิธีก็จะเอาต้นข้าวซึ่งอยู่ในกระถาง โดยกรมการข้าว มาวางเรียงๆ กันเป็นแถวๆ เติมน้ำให้เต็มก็เป็นนาข้าวเลย”

ความลับของ ‘สระอโนดาต’
แน่นอนว่าการนำน้ำจริงๆ เข้ามาใช้ในงานออกแบบ ซึ่งสระอโนดาตนี้จะต้องอยู่กลางท้องสนามหลวงอย่างน้อย 3 เดือน จึงต้องออกแบบระบบน้ำเข้ามารองรับด้วย
“น้ำเวลาอยู่นิ่งๆ อาจเน่าได้ เราต้องคิดวางระบบด้วย”
ดร.พรธรรมบอก และอธิบายเพิ่มเติมว่า อย่างน้ำที่สระอโนดาตเราคิดระบบแฝงไว้ เป็นระบบสระว่ายน้ำ เป็นน้ำวนไหลเข้ามามากรองแล้วไหลกลับเข้าไปใหม่
ในส่วนของ “สระอโนดาต” จะแยกเป็นโครงสร้างหลัก เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อขึ้นมาเป็นบ่อเลย ไม่ได้ถมดินปูพื้น แต่หล่อเป็นบ่อตื้นๆ ตามที่เราคิด และจะมีระบบท่อดูดน้ำ พ่นออกมา เพื่อให้ไม่เน่า รวมทั้งมีน้ำล้นอีกด้วย
ขณะที่ ระบบน้ำด้านหน้าที่เป็น “แก้มลิง” เป็นระบบน้ำธรรมชาติ เก็บน้ำได้จริง เป็นบ่อน้ำลึก แล้วสามารถใช้ประโยชน์ได้ คือใช้น้ำในแก้มลิงรดน้ำต้นไม้ ไม่ต้องต่อน้ำประปามารดเป็นการลดการสิ้นเปลือง เป็นระบบพอเพียง
ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ระบบน้ำในสระอโนดาตตรวจเช็กและทดลองแล้ว ส่วนโครงบ่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือคือเตรียมเช็กระบบน้ำในส่วนของแก้มลิง

ไม่แค่สวยงาม ต่อยอดความรู้ประชาชนได้ด้วย
การนำภูมิสถาปัตยกรรมเข้ามาใช้ร่วมในงานออกแบบก็เพื่อให้พระเมรุมาศดูงดงาม สมพระเกียรติอย่างถึงที่สุด โดยสื่อถึงพระอัจฉริยภาพ การทรงงานมาตลอดพระชนม์ชีพเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับพสกนิกรของพระองค์ ขณะเดียวกันทุกงานออกแบบที่หยิบเข้ามาจัดแต่งเป็นสวนสถาปัตยกรรมครั้งนี้ ดร.พรธรรมย้ำว่าต้องเป็นประโยชน์ด้วย
“พูดถึงในแง่ที่เป็นประโยชน์ เรามองเป็น 2 อย่าง หนึ่ง แลนด์สเคปนาข้าวด้านหน้า เราหวังว่าประชาชนที่มาเห็น รวมทั้งแขกพระเจ้าอยู่หัวที่มาร่วมพระราชพิธี ได้ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงทำอะไรให้เราบ้าง และหลังเสร็จจากพระราชพิธีจะเปิดให้ประชาชนเข้า มีการจัดแสดง ตรงนี้เป็นโอกาสให้คนที่มาได้เรียนรู้ อาจจะได้แนวความคิดไปคิดต่อ ก็จะได้ในเรื่องขององค์ความรู้ที่เรานำมานำเสนอ ส่วนของที่เรามาปลูก สุดท้ายน่าจะแจกเป็นมงคลแก่ประชาชน” นักภูมิสถาปัตย์คนเดียวกันบอก และย้ำว่า
“ซึ่งมุมที่เราเล็งเห็นมากที่สุดคือ องค์ความรู้จากแนวพระราชดำริและเรานำมาต่อยอด”

