เรื่องเล่าอดีตจุฬาฯ คอลัมน์ โลกสองวัย

12.09.17 | 18:34 น.

วันก่อน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตัดคะแนนความประพฤติกรณีถวายสัตย์ คนละ 25 คะแนนของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล คณะรัฐศาสตร์ ประธานสภานิสิตสามัญจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับสมาชิกสภา 4 คนให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติแห่งระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยสโมสรนิสิตฯ พ.ศ.2529

ขณะที่สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าว และเรียกร้องให้คณะกรรมการชี้แจงกระบวนการพิจารณาและข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นิสิตมีเวลารวบรวมพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่ในชั้นอุทธรณ์

เมื่อหลายวันก่อน ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้รับหนังสือ ปาฐกถาอาจารย์ชัยธวัชว์ ไทยง ครั้งที่ 2 ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากคุณพี่ธีระชัย เชมนะสิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคคลและการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นองค์ปาฐก เมื่อ พ.ศ.2556 เพิ่งนำมาจัดพิมพ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 นี้ มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวพันกับกรณีข้างต้นอยู่บ้าง

คุณพี่ธีระชัย ปัจจุบันอายุครบ 75 ปี นักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สำเร็จปริญญาตรีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา เคยเป็นนักเรียนทุน AFS เป็นหัวหน้านิสิตชั้นปีที่ 3 เป็นประธานเชียร์ เป็นนักกิจกรรม เป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมกิจกรรมในมหาวิทยาลัย นายกสมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ 2 สมัย 9 วาระ และ ฯลฯ

ปาฐกถาของคุณพี่ธีระชัยมีลักษณะเล่าเรื่องและประสบการณ์ชีวิตผนวกด้วยทฤษฎีและการปฏิบัติ ทั้งการดำรงชีวิตและหน้าที่การงาน ในหัวข้อ “กิจกรรมนิสิตนักศึกษากับการพัฒนาทักษะชีวิต”

Advertisement

คุณพี่ธีระชัยเคยผจญภัยไฟไหม้เมื่อปี 2540 ระหว่างไปสอนหนังสือที่โรงแรมรอยัลจอมเทียน รีสอร์ท พัทยา ต้องนอนโรงพยาบาล 2 เดือน ไฟไหม้ทั้งตัว มากที่สุดคือหลังมือ ประสิทธิภาพปอดเหลือ 70% ปอดบวมเพราะสูดควันเข้าไปเยอะมาก ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 92 ศพ

“หลังจากไฟไหม้ผมจึงไม่นอนอยู่กับบ้าน ผมยิ่งออกไปทำงานนอกบ้าน ยิ่งสอนหนัก ยิ่งทำงานให้สังคมและประเทศชาติมากขึ้น ผมจะไม่ยอมแพ้ นี่คือหลักการของผม”

คุณพี่ธีระชัยเล่าประสบการณ์ชีวิตว่าเคยถูกลงโทษตัดคะแนนความประพฤติ 20 คะแนน สมัยเป็นหัวหน้าชั้นปี 2 จากศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุวรรณกุล เหตุสไตรค์ไม่เข้าห้องเรียน แต่พอไปสมัครนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ เขาไม่ให้สมัคร บอกว่าเคยถูกลงโทษ แต่อาจารย์เกษมท่านบอกว่าเป็นเรื่องการปกครองภายในของคณะครุศาสตร์ไม่เกี่ยวกัน ให้สมัครได้

วันหนึ่งมีตำรวจเข้าไปที่คณะรัฐศาสตร์ เมื่อปี 2509 ด้วยเหตุที่เสาป้ายถนนอังรีดูนังต์หายไป มีผู้เห็นนิสิตท่าทางจะเมาช่วยกันแบกเข้ามาในคณะรัฐศาสตร์ ตำรวจตามหาจนพบอยู่กลางสนามตะกร้อหน้าตึกกิจกรรม ทีแรกจะเป็นโทษอาญาคือลักทรัพย์ถึงขั้นไล่ออก แต่เราขอให้เป็นเรื่องภายในคือให้ตั้งกรรมการสอบสวนจนเหลือโทษเพียงภาคทัณฑ์ เพราะน้องทั้ง 4 คนเขายังเป็นเด็ก ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ผมเรียนอาจารย์เกษมว่า หากวันนั้นอาจารย์ไล่ทั้ง 4 คนออก วันนี้เราจะเสียศาสตราจารย์ระดับ 11 ของมหาวิทยาลัยมหิดลไปหนึ่งคน เสียผู้ว่าราชการจังหวัดดีเด่นไป 2 คน อีกคนจำไม่ได้ ท่านตกใจบอกว่าตายละวา เกือบทำบาปมหันต์ไปแล้ว

“ที่เล่าให้ฟังอยากจะชี้ให้เห็นว่าเด็กก็คือเด็ก เด็กทำอะไรไปในกรอบ Mindset หรือ Paradigm ของเด็ก ดังนั้นคนดูแลนิสิตต้องเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนิสิตให้ได้” คุณพี่ธีระชัยสรุป

อีกเรื่องคือสมัยก่อนงานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯต้องไปขอยืมพระเกี้ยวจากกรมศิลปากร ซึ่งต้องมีการซ่อมแซมทุกครั้งจึงจะสวยงาม ผมจึงสงสัยว่าทำไมเราต้องเสียค่าซ่อมแซมปีละ 2-3 พันบาท

จึงขอรับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานคืนวันมหาจุฬาลงกรณ์ 23 ตุลาคม 2512 ที่เวทีลีลาศสวนอัมพร ท่านก็เลยพระราชทานพระเกี้ยวจำลองให้เชิญมาประดับไว้ที่สำนักงานอธิการบดี