กําลังเป็นวิกฤตใหญ่ของประเทศไทย เมื่อ “สถานการณ์ภัยแล้ง” ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนแทบทุกมิติ
เพราะนอกจากปัญหาการขาดน้ำสำหรับทำเกษตรกรรม สำหรับอุปโภคและบริโภคแล้ว สิ่งที่มาพร้อมกับภัยแล้งยังมีเรื่องของ “ไฟป่า” มหันตภัยที่สร้างความเสียหายจนไม่อาจประเมินค่าได้ ไม่เพียงเท่านั้นหลังไฟมอดดับลงแล้ว สิ่งที่ตกค้างหลงเหลืออย่าง “หมอกควัน” กลับยิ่งทำให้ปัญหากระจายออกไปมากยิ่งขึ้น
เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น หลายจังหวัดที่มีพื้นที่การเกษตรและป่าไม้ ต้องเตรียมมาตรการรับมืออย่างเต็มที่
รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ ที่หลายคนคุ้นเคยกับสภาพอากาศที่ดีในช่วงหน้าหนาว แต่พอถึงหน้าแล้ง มักประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่าเป็นประจำแทบทุกปี

สาเหตุ-ที่มา
ต้นตอปัญหาเกิดจากอะไร?
ภาณุฉัตร สวัสดิชัย ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าปัญหาหมอกควัน-ไฟป่ามักเกิดขึ้นในฤดูแล้ง เพราะช่วงอากาศหนาวจะมีความชื้นสูง โดยช่วงที่สำคัญมากคือตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ ถึง 16 เมษายน จะเป็นช่วง 60 วันระวังอันตรายของจังหวัดเชียงใหม่
โดยสัดส่วนของหมอกควันที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ แต่ประมาณร้อยละ 20-30 มาจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนของควันรถยนต์และสภาพอากาศมีหมอกในช่วงเช้าเพราะความชื้น พอหมอกมารวมกับควันก็แยกออกยาก

ภาณุฉัตรอธิบายว่า สาเหตุของปัญหาหมอกควัน-ไฟป่า ร้อยละ 99 เกิดจากการกระทำของมนุษย์ โอกาสที่เกิดโดยธรรมชาติ เช่น ลมพัดแล้วไม้ไผ่เสียดสีจนไฟไหม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะต้นไม้มีความชื้น ความเสี่ยงที่จะติดไฟจึงน้อย
“หลักๆ เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ประกอบกับที่ผ่านมาเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องการเผาเลย จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถิ่นไปแล้วว่า เมื่อจะเตรียมพื้นที่เพื่อทำการเกษตร วิธีการที่ดีที่สุดคือการเผา จะบอกให้ชาวบ้านไถกลบหลังเก็บเกี่ยวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะการไถกลบยุ่งยากกว่า ใช้เวลามากกว่า มีค่าใช้จ่ายมากกว่า แล้วยังมีปัญหาอีก เพราะการไกกลบมันจะได้แค่ช่วงรวงข้าว แต่ตอซังข้าวมันเหมือนสิ่งมีชีวิต พอมันได้น้ำได้ปุ๋ยที่หว่านมา มันก็จะโตพร้อมกับต้นข้าว ชาวนาก็แยกลำบากระหว่างต้นข้าวกับต้นหญ้า ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้วิธีเผา
“นอกจากการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกแล้ว ยังมีเรื่องการหาของป่าพวกเห็ดหรือผักหวานเพราะเขาเชื่อกันว่าถ้าเผาแล้ว ได้ฝนลงอีกนิดเดียวของพวกนี้จะขึ้นงาม ชาวบ้านเห็นว่ามันเป็นวิธีการที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแล้วก็มีรายได้ เขาก็เลยทำกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็พูดยาก เพราะมันกลายเป็นวัฒนธรรม กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว”
“เนื่องจากการเผากลายเป็นวิถีชีวิต การแก้ปัญหาจึงยากเพราะมีโครงสร้างซับซ้อน ไม่เหมือนปัญหาอื่นที่พอเห็นต้นเหตุก็สามารถแก้ไขได้ที่จุดเริ่มเลย ถ้าจะให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือโดยที่เขาไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแถมรู้สึกเหมือนเสียประโยชน์เขาก็จะไม่ทำ ทางหนึ่งเราต้องพยายามเปลี่ยนความคิดความเชื่อชาวบ้านให้เขาเข้าใจ อีกทางหนึ่งถ้าเรามีการดำเนินการทางกฎหมายน่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ ล่าสุดเราจึงมีมาตรการป้องกันและควบคุมด้วยการจับกุมดำเนินคดีมากกว่า 4 รายแล้วในปีนี้ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมีการจับกุมเลย
“หมอกควัน-ไฟป่า”
วิกฤตปัญหา และทางแก้
ขณะที่พ่อเมืองอย่าง ปวิณ ชํานิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อธิบายว่าปัญหาหมอกควันและไฟป่าเกิดขึ้นต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว เพียงแต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบทั้งเรื่องสุขภาพ การท่องเที่ยว และการเดินทาง
จังหวัดเชียงใหม่จึงต้องหามาตรการเตรียมพร้อมป้องกันไว้ทุกด้าน
ที่เห็นชัดที่สุดคือการ “ตั้งศูนย์สั่งการ” ที่รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยมานั่งเป็นหน่วยปฏิบัติการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ GISTDA ในการสแกนหาสถานที่จุดที่เกิดความร้อนหรือเรียกว่าฮอตสปอตแล้วทางภาคพื้นดิน ก็จะทำการเช็กในพื้นที่ว่าฮอตสปอตนั้นเกิดจากไฟป่าหรือไม่ หรือเกิดจากความร้อนของหลังคาโรงงานขนาดใหญ่ต่างๆ ถ้าพบว่าเป็นไฟป่า เจ้าหน้าที่จะต้องหาทางดับไฟป่านั้น เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ที่จะแก้ปัญหาหมอกควันให้ได้มากที่สุด
“เป้าหมายของเรานอกจากจะต้องลดปริมาณหมอกควันแล้ว ยังมีเรื่องของการเเก้ปัญหาเฉพาะด้าน เนื่องจากเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว หากค่าหมอกควันเกิน 17 วัน ก็จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย
ดังนั้น เบื้องต้นเราจึงต้องทำทุกวิถีทางให้อากาศกลับมาดีให้ได้ ด้วยการพยายามเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ ทั้งการฉีดละอองน้ำ การทำความสะอาดถนนโดยเทศบาลต่างๆ และการร่วมมือกันทุกฝ่าย เพื่อให้ค่าอากาศไม่เกินมาตรฐาน ทำให้การท่องเที่ยวดำเนินไปอย่างปกติ

“ยังมีการกำหนดมาตรการป้องกัน ด้วยชุดลาดตระเวนเข้าไปตรวจสอบเพื่อจะไปบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงกับการเผาป่า รวมถึงโครงการ ‘ปั่นตรวจไฟด้วยหัวใจรักหวงแหนป่า’ โดยอาสาสมัครกลุ่มจักรยานกว่า 1,000 คนในจังหวัดเชียงใหม่ตรวจไฟป่าในช่วงหน้าแล้ง โดยจะใช้มาตรการป้องกันควบคู่กับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกและจัดระบบการแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้ชาวบ้านอยู่กับป่าได้ และใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างเหมาะสม เป็นการสร้างความยั่งยืนร่วมกันในทุกมิติ แล้วปัญหาหมอกควันก็จะหมดไปในที่สุด”
เเต่มาตรการทั้งหมดจะเห็นผลได้ถ้าทุกคนทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ปวิณบอกว่า ต้องมองเรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนรวม เพราะปัญหาหมอกควัน-ไฟป่าไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง จะบอกว่าเกิดจากเกษตรกรฝ่ายเดียวก็ไม่ใช่ และเมื่อเกิดปัญหาแล้วทุกคนได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน
“ปัจจุบันมีความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา เอ็นจีโอ เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งทำให้จุดฮอตสปอตลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ และปริมาณหมอกควันลดลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับปีนี้ตั้งเป้าว่าจะลดปริมาณหมอกควันลงให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับอำเภอที่มีปัญหาการเผา
“แต่ที่เราต้องการความร่วมมือมากที่สุดคือภาคประชาชน ต้องพยายามให้เขาลดการเผาลง แต่การเผาเป็นเรื่องวิถีชีวิต เรื่องความเชื่อ ความไม่รู้ ความสะดวก การแก้ไขเลยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องหาทางออกที่ประชาชนได้ประโยชน์ ช่วยสร้างอาชีพที่ยั่งยืน อย่างกรณีเศษวัสดุทางการเกษตร หลายๆ พื้นที่เปลี่ยนมาเป็นเงินด้วยการทำเป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ยหมัก หรือถ่าน และพลังงานทดแทน โดยได้รับความร่วมมือจากภาคการศึกษามาให้ความรู้ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนเรื่องการเอาเศษวัสดุมาอัดแท่งโดยเครื่องมือไม่ยากนักกลายเป็นถ่านพลังงาน นอกเหนือจากส่งเสริมให้เขาทำเป็นอาหารสัตว์” ปวิณทิ้งท้าย
ปั่นตรวจไฟป่า
อาสาแก้ปัญหาหมอกควัน
หลังพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดถึงแนวทางการป้องกันปัญหาหมอกควัน-ไฟป่า มีโอกาสได้พบกับกลุ่มอาสาสมัครนักปั่นจักรยานจากชมรมต่างๆ ในจังหวัด

เถาวัลย์ แก้วกันทา ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพเชียงใหม่ ตัวแทนกลุ่มนักปั่น ในโครงการ “ปั่นตรวจไฟด้วยหัวใจรักหวงแหนป่า” ในวัย 62 เล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่า เกิดจากความร่วมมือของจังหวัดเชียงใหม่และกรมป่าไม้ ที่มองเห็นว่ากลุ่มนักปั่นเป็นกลุ่มที่มีโอกาสพบกับไฟป่าได้เสมอ
“สำหรับกลุ่มนักปั่นจักรยาน ส่วนใหญ่จะชอบปั่นจักรยานลัดเลาะเข้าไปในป่า ชมธรรมชาติ ทางราชการมองว่าเราน่าจะช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ สมมุตินักปั่นเข้าป่าแล้วเจอการเผาทำลายบุกรุกหรือเกิดไฟไหม้ป่าให้แจ้ง 1362 เป็นศูนย์รับเรื่องราวไฟป่า ทันทีที่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ก็จะตรวจเช็กจากฮอตสปอต เพื่อดูว่าไฟป่าบริเวณดังกล่าวมีความรุนแรงแค่ไหน ครอบคลุมพื้นที่เท่าไหร่ จากนั้นจะเข้ามาดับไฟป่าได้ทันที
“หลังจากทางกลุ่มทราบข่าวโครงการนี้ ต่างก็เต็มใจจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เพราะเราก็มองเห็นแล้วว่าภัยจากไฟป่าในเชียงใหม่มีความรุนแรง ปีที่แล้วหมอกควันหนาแน่นทำให้สุขภาพของคนในจังหวัดย่ำแย่ ในปีนี้ภาครัฐได้กระตุ้นเตือนว่าภัยแล้งจะรุนแรงกว่าทุกปี การที่กลุ่มนักปั่นจะสามารถช่วยป้องกันและช่วยแก้ปัญหาได้ เราก็รู้สึกดีใจและภูมิใจ ที่ในฐานะภาคประชาชนได้มีโอกาสเข้ามาช่วย เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาให้กับคนทั้งจังหวัด”
เถาวัลย์อธิบายอีกว่า ในส่วนของนักปั่นที่เข้าร่วมโครงการเป็นนักปั่นจากกลุ่มชมรมจักรยานต่างๆ ในจังหวัด มีจำนวนมากกว่า 1,000 คน โดยมีอายุน้อยที่สุด 10 ปี และมากที่สุดประมาณ 70 ปี นอกจากจะแจ้งเวลาเจอไฟป่าแล้ว เรายังช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยว่า การที่เราได้รับผลกระทบจากหมอกควันส่งผลต่อร่างกายต่อปอด ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ ก็อาจจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจกันได้
เป็นอีกมาตรการของจังหวัดเชียงใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาหมอกควัน เพื่อให้อากาศในเชียงใหม่กลับมาดีอีกครั้ง

