การพัฒนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวภายใต้เข็มมุ่งการเป็นแบตเตอรี่แห่งอาเซียนนั้น อยู่ที่การก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าเป็นสำคัญ โดยบริษัทวิศวกรรมก่อสร้างจากประเทศไทย
ได้เข้าไปปฏิบัติงานร่วมทุนและรับสัมปทานจากรัฐบาลลาวเป็นส่วนใหญ่ เพราะไทยเป็นประเทศที่รับซื้อไฟฟ้าจากลาวมากที่สุด
เป็นที่ทราบกันว่ากลุ่มบริษัทบ้านปู (BANPU) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและบริหารงานโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่เมืองหงสา แขวง
ไซยะบุลี สปป.ลาว แต่ก่อนหน้าที่กลุ่มบ้านปูจะเข้าไปพัฒนานั้น มีกลุ่มบริษัทได้รับสัมปทานสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ก่อนแล้ว คือกลุ่ม ไทย-ลาวลิกไนต์ ตั้งแต่ปี 1994 ซึ่งการก่อสร้างและพัฒนาโรงไฟฟ้าของกลุ่มดังกล่าวเป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันตามสัญญากับรัฐบาลลาว รัฐบาลลาวจึงสั่งให้บริษัทไทย-ลาว ลิกไนต์ยุติโครงการในปี 2007 และให้กลุ่มบ้านปูเข้าทำการต่อเนื่องแทนจนเปิดใช้งานได้ในปี 2014 ที่ผ่านมา
กลุ่มบริษัทไทย-ลาว ลิกไนต์ จึงได้ฟ้องรัฐบาลลาวต่ออนุญาโตตุลาการ (ลาวเรียก ขะบวนไก่เกี่ย) เพื่อเรียกค่าเสียหายในการยกเลิกสัญญา โดยในปี 2009 อนุญาโตตุลาการที่มาเลเซียตัดสินให้รัฐบาลลาวต้องชดใช้ค่าเสียหายมูลค่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวได้ปฏิเสธคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และนำคดีนี้เข้าสู่ศาลของมาเลเซีย และศาลของมาเลเซียได้กลับคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้ลาวไม่ต้องเสียค่าชดใช้ความเสียหายต่อกลุ่มบริษัทไทย-ลาว ลิกไนต์ และพิพากษาว่าการระงับสัญญาของรัฐบาลลาวนั้นชอบแล้ว
ในวันที่ 17 สิงหาคม 2017 ศาลสูงสุดมาเลเซียได้ยกคำร้องอุทธรณ์ของกลุ่มบริษัทไทย-ลาว ลิกไนต์ ทำให้ข้อพิพาทถึงที่สุด ยุติปัญหาเรื่องโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสา ในส่วนของรัฐบาลลาว และทางสำนักข่าวสารปะเทดลาวได้ตีข่าวว่าเป็นชัยชนะของประเทศ ทำให้ไม่ต้องเสีย “ค่าโง่” จำนวนมหาศาลให้แก่บริษัทที่ไม่ทำตามสัญญา
ในส่วนของ BANPU กลุ่มบริษัทไทย-ลาว ลิกไนต์ ได้ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งไทยในปี 2007 ว่าบริษัทบ้านปูและผู้ถือหุ้นได้เข้าร่วมทำโครงการโดยไม่สุจริตและให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อรัฐบาลลาว จนทำให้รัฐบาลลาวสั่งยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัทดังกล่าว เรียกค่าเสียหาย 56,000 ล้านบาท
ปี 2012 ศาลแพ่งพิพากษาว่าบริษัทบ้านปูไม่มีความผิดในการให้ข้อมูลเท็จต่อรัฐบาลลาว แต่ได้นำข้อมูลในการก่อสร้างและพัฒนาโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินไปใช้ประโยชน์ ให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมดอกเบี้ย 31,740 ล้านบาท บ้านปูอุทธรณ์ ในปี 2014 ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา คาดว่าผลของฎีกาจะอ่านคำพิพากษาในช่วงปีนี้-ปีหน้า
BANPU ไม่ได้บันทึกหนี้จากคำพิพากษาอันอาจเกิดขึ้นไว้ในบัญชี และไม่ได้ตั้งสำรองหนี้ไว้ หากฎีกากลับอุทธรณ์ ยืนตามศาลแพ่ง
ชั้นต้น จะส่งผลต่องบของ BANPU ทางลบอย่างรุนแรงประมาณหุ้นละ 6.1 บาท เมื่อคำนวณจากความเสียหายที่ต้องจ่ายจากที่ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาไว้
อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาผลของคดีที่รัฐบาลลาวชนะในศาลมาเลเซีย น่าจะมีความเกี่ยวพันกับหลักฐานที่ใช้เพื่อพิจารณาคดีของไทย ซึ่งกลุ่มบ้านปูนำไปสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกา และมีความเป็นไปได้สูงว่าในชั้นฎีกาก็จะชนะคดี ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นของบริษัทบ้านปูพ้นจากภาวะกดดันอันเกิดจากคดี และอาจกลับมาสะท้อนผลการประกอบการที่แท้จริง
เนื่องจากบริษัทบ้านปูเป็นบริษัทที่มีมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ไทยสูง อยู่ใน SET50 และ SET100 ผลกระทบต่อราคาหุ้นของ BANPU ย่อมจะกระทบต่อดัชนีหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนและผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงต้องติดตามและสอบถามความคืบหน้าในคดีชั้นศาลฎีกาด้วยใจระทึก

