การอพยพของเหยี่ยวและนกอินทรี เริ่มขึ้นแล้ว ทัพหน้าของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนเดินทางผ่านเขาเรดาร์ และภาคใต้หลายพันตัว (ดูผลการสำรวจเหยี่ยวอพยพ ที่ www.facebook.com.ThaiRaptorGroup.TRG) รวมทั้งเหยี่ยวผึ้ง เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่นและเหยี่ยวนกเขาชิครา 4 ชนิดหลัก เหลือแต่เหยี่ยวหน้าเทาและเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ที่จะเดินทางมาถึงภาคใต้ตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป
นับว่าฤดูกาลเหยี่ยวอพยพเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อฝูงนักล่าตัวเล็กๆ จากภาคกลางและภาคใต้ของประเทศจีนยกทัพกันมาแบบนี้ แม้ความอลังการของจำนวนจะทำให้นักดูนกตื่นตาตื่นใจ แต่มีนกนักล่าตัวใหญ่อีกกลุ่มที่มีจำนวนน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเหยี่ยวอพยพ 6 ชนิดหลัก ได้แก่ นกอินทรีแท้ อาทิ นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป นกอินทรีปีกลาย นกอินทรีหัวไหล่ขาว และ นกอินทรีเล็ก บินร่อนผ่านลานนับเหยี่ยวคราใด ส่องเห็นได้แต่ไกล และถ้ามีลมส่งท้ายหนุนตัวมาด้วย นกแทบจะไม่ต้องกระพือปีกเลย เพราะปีกที่กว้างและยาวนั้น ช่วยรองรับน้ำหนักตัวของนกที่หนักกว่า 1 กิโลกรัม ได้สบายๆ จากแรงหนุนของลมร้อนและลมส่งท้าย
ส่วนนกนักล่าขนาดเล็กที่มีจุดแยกสำคัญต่างจากนักล่าที่กล่าวมาข้างต้น คือ เหยี่ยวปีกแหลมอพยพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว พลิกแพลง แล่นปรู๊ดปร๊าด ถ้าไม่เพ่งกันจริงๆ อาจพลาดมองไม่เห็น เพราะแค่เสี้ยววินาที เหยี่ยวปีกแหลมพวกนี้ อาทิ เหยี่ยวเพเรกริน เหยี่ยวเคสเตรล เหยี่ยวฮ็อบบี้พันธุ์ยุโรป และมหาเทพอย่าง เหยี่ยวตีนแดง กระพือปีกบินผ่านลานนับไปซะแล้ว
ในอดีต นักล่าขาใหญ่เช่นนกอินทรีจะเดินทางมาช้ากว่าเหยี่ยวอพยพ แต่นกบางตัวที่ทำรังวางไข่ในแดนเหนือเขตหนาวและอบอุ่น ที่ไซบีเรีย ก็มีรายงานเริ่มเดินทางลงใต้มาแล้ว เช่น นกอินทรีเล็ก และนกอินทรีหัวไหล่ขาวที่อาศัยอยู่ในป่าสนรอบทะเลสาบไบคาล รอยต่อระหว่างประเทศรัสเซียและมองโกเลีย ก็ทิ้งถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว รายงานการพบนกอินทรีในประเทศไทย เป็นนกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป วัยเด็ก บินผ่านผาอินทรี บนเขาดินสอ ไปวันที่ 2 ตุลาคม
นับเป็นรายงานที่เร็วมาก เพราะส่วนใหญ่การพบนกอินทรีขนาดใหญ่ในประเทศไทย จะพบพวกอพยพผ่านตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม พวกนี้จะผ่านมาแล้วก็ผ่านไปต่อ มีเป้าหมายที่ประเทศมาเลเซีย ส่วนพวกที่จะมาบ้านเรา และอาศัยอยู่ตลอดฤดูหนาว จะอพยพมาช้ากว่าพวกผ่าน เป็นไปตามทฤษฎี กบกระโดด หรือ leap frog migration ที่ระบุว่า นกที่อาศัยใกล้ขั้วโลกเหนือเท่าไหร่ ยิ่งอพยพไกลลงไปทางใต้มากเท่านั้น และจะอพยพเร็วกว่าตัวที่อาศัยอยู่ทางใต้ลงมาในเขตอบอุ่น ซึ่งสมเหตุสมผลไม่น้อยเพราะยิ่งทางไกล ยิ่งเดินทางเร็วก็ได้เปรียบที่จะไปเลือกจับจองตำแหน่งแห่งที่ใช้เป็นถิ่นอาศัยในฤดูหนาว แม้ว่านักล่าขาใหญ่เช่น พญาอินทรีเหล่านี้ จะมีคู่แข่งน้อย เพราะคงหานกนักล่าตัวเล็กกว่าที่จะกล้าหือน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่ยังคงมีการแก่งแย่งพื้นที่การล่าเหยื่อ ภายในชนิดเดียวกัน และระหว่างนกอินทรีในสกุลเดียวกันที่ขนาดไล่เลี่ยกัน ซึ่งถ้าต้องปะทะกันก็คงพอฟัดพอเหวี่ยง ไม่เสียเปรียบกันสักเท่าไหร่
ด้วยเหตุนี้ นกอินทรีวัยเด็กจะมารวมกัน บางครั้งเกิน 10 ตัว ตามทุ่งนาที่มีหนูเยอะ เช่น เมืองเพชรบุรี ร่อนหาหนูที่เผลอโผล่ขึ้นมาวิ่งพล่านบนแผ่นดิน เพื่อกินข้าวเปลือกที่ร่วงหล่นจากการเก็บเกี่ยวของชาวนา ทุ่งนาแล้ง จะกลายเป็น “ทุ่งสังหาร” เมื่อนักล่าขาใหญ่ล่าหนูนา ซึ่งมีทั้งแย่งกันเอง หรือแย่งจากเหยี่ยวดำ เหยี่ยวแดง ที่ดูเหมือนจะจับหนูเก่งกว่านกอินทรี เพราะตัวเล็กช่วยให้คล่องแคล่วว่องไวกว่า เป็นฉากชีวิตของนักล่า

