คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน : รักกันอาจไม่ใช่แค่ยังไม่เลิกกัน

1.10.17 | 16:42 น.

ไม่นานมานี้คุณสุภาพสตรีคนหนึ่งแวะมาเล่าเรื่องชีวิตรักให้ฟังซึ่งถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีที่เพิ่งมีผู้ชายมาจีบอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก คุณสุภาพสตรีท่านนี้เคยมีความรักตอนอายุยังน้อยแต่โชคร้ายที่คบกับคนไม่ดีนักจนต้องเลิกราไปในเวลาไม่นาน หลังจากนั้นก็ดูแลแม่ที่อายุมากแล้วและไปวัดกับแม่เป็นประจำ เมื่อแม่เสียชีวิต เพื่อนที่วัดจึงแนะนำชายหนุ่มคนหนึ่งให้ เป็นหนุ่มโสดอายุไล่เลี่ยกันและฐานะดี ปัญหาที่หนุ่มคนนี้ยังไม่ได้แต่งงานคาดว่ามาจากแม่ฝ่ายชายที่เข้มงวดมาก

“ดิฉันว่าจะเลิก (คบหาดูใจกับฝ่ายชาย) แล้วล่ะค่ะ ผู้ชายเขาเหมือนไม่ไว้ใจเรา”

ไม่ไว้ใจในที่นี้น่าจะหมายถึงไม่ไว้ใจว่าเธอจะยอมคบหาด้วยอย่างจริงจัง เธอตีความเอาจากที่ไปกินข้าวกับฝ่ายชายกี่ครั้งก็หารสองตลอด ที่จริงเธอเต็มใจหารแต่ก็คิดว่าผู้ชายไม่เคยแสดงความใจสปอร์ตเลี้ยงข้าวเลยสักครั้ง ในแต่ละวันก็มักจะส่งข้อความหาหลายๆ รอบโดยเนื้อหาถามว่าเธออยู่ที่ไหนอยู่กับใครเหมือนระแวง เวลาเจอหน้าแล้วคุยกันก็มักจะคุยเรื่องค้าขายเพราะบ้านฝ่ายชายทำธุรกิจ พอคุยถึงเรื่องที่ฝ่ายชายชำนาญก็พาลจะขายของให้ฝ่ายหญิงตลอด บอกว่าจะลดราคาให้เป็นพิเศษ เธอก็ซื้อมาแบบงงๆ จนเพื่อนคนอื่นเตือนว่าฝ่ายชายจะมาหลอกให้ซื้อสินค้ามากกว่ามาจีบหรือเปล่า แต่เพื่อนที่แนะนำฝ่ายชายมาก็ยืนยันว่าเขาไม่ได้หลอกขายของหรอก เขาแค่อยากนำเสนอสิ่งดีๆ ให้ฝ่ายหญิง (ด้วยการขายของให้ในราคาทุน) มากกว่า และอย่าได้ถามถึงที่มาของสินค้าบ้านฝ่ายชายเชียว เขาจะแสดงท่าทีปิดบังไม่อยากบอกเหมือนกลัวจะไปรู้ความลับทางธุรกิจของเขา ฟังดูแล้วไม่ค่อยเหมือนความรักของเด็กวัยรุ่นหรือความรักในนิยายโรแมนติกเท่าไร แต่เราจะไปกะเกณฑ์ว่าความรักควรจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ก็คงไม่ได้เพราะบริบทของแต่ละคนแตกต่างกันค่ะ อย่างเช่นแอนิเมชั่นเรื่องนี้

แอนิเมชั่นกึ่งสารคดีกึ่งโรแมนติกที่ฉายในปี 2016 กล่าวถึงความรักในยุคข้าวยากหมากแพงให้เราเปิดมุมมองของความรักอีกแบบหนึ่งได้อย่างน่าสนใจค่ะ “In This Corner of the World” กล่าวถึงญี่ปุ่นราวปี 1930s-1940s คือราว 10 ปีก่อนที่ระเบิดนิวเคลียร์จะลงที่ฮิโรชิมา เล่าถึง “ซุสุ” เด็กหญิงที่เกิดในครอบครัวคนเก็บสาหร่ายในฮิโรชิมา เมื่อซุสุโตขึ้น ชายหนุ่มจากเมืองคุเระมาสู่ขอเธอไปเป็นเจ้าสาวด้วยเหตุผลคือแม่ของฝ่ายชายสุขภาพไม่ดีจึงจำเป็นต้องมีลูกสะใภ้ไปช่วยทำงานบ้าน แอนิเมชั่นไม่นำเสนอ “ความรัก” มากนักในช่วงต้นเรื่องเหมือนจงใจให้คนดูเข้าใจไปว่าซุสุแต่งงานเข้ามาเป็นคนรับใช้เสียมากกว่าแต่มีเหตุการณ์พลิกล็อกในตอนท้ายค่ะ “เท็ตสุ” เพื่อนวัยเด็กของซุสุซึ่งปัจจุบันเป็นทหารในเรือรบอาโอบะมาเยี่ยมซุสุที่บ้าน สามีของซุสุทราบดีว่าเท็ตสุกำลังจะไปปฏิบัติภารกิจที่ไม่มีทางรอดชีวิตกลับมา เขาอนุญาตให้เท็ตสุค้างกับซุสุในเรือนเก็บของข้างบ้านเพื่อ “คุยความหลังกันถึงเช้า” แต่ซุสุก็เอ่ยปากขอโทษเท็ตสุ เธอบอกว่าเธอรอเท็ตสุมาตลอด หลังแต่งงานแล้วก็ยังรอแต่ไม่ใช่ในตอนนี้ซึ่งเวลาล่วงเลยมาจนซุสุรักสามีและครอบครัวสามีมาก เท็ตสุเข้าใจและยอมจากไปโดยไม่รอถึงเช้า

แม้ว่าสามีจะเดาใจภรรยาผิดไปหน่อยโดยคิดไปว่าสองคนที่เคยรักกันคงดีใจที่ได้อยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายแต่ก็เป็นการทำไปด้วยความปรารถนาดีค่ะ ประกอบกับคุณความดีที่เท็ตสุและครอบครัวมีให้ซุสุก็มากเกินกว่าที่จะเอาเหตุการณ์เดียวมาเป็นต้นเหตุให้ขาดจากกัน พูดง่ายๆ คือซุสุโกรธสามีแต่เธอก็ให้อภัยสามีได้ นี่อาจจะเป็นความลับของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของคู่รักก็ได้ค่ะ ดร.ไบรอัน โอโกลสกี้ จากมหาวิทยาลัยแห่งอิลลินอยส์ได้ทบทวนการศึกษา 1,149 ชิ้น ว่าอะไร “ได้ผล” ในการคงความสัมพันธ์โรแมนติกของคู่รัก ที่ผ่านมาหลายคู่เลือกใช้วิธี “ป้องกันไม่ให้เลิกกัน” เท่านั้นในเวลาที่มีปัญหากันแต่แท้จริงแล้วนอกจากวิธีแรก เราต้องการ “การเสริมสร้างความสัมพันธ์” มาใช้ในเวลาที่ดีต่อกันด้วย

Advertisement

การป้องกันไม่ให้เลิกกันหรือ “threat mitigation techniques” (เทคนิคบรรเทาสิ่งคุกคาม) ทำได้โดยรู้จักปล่อยวางความระแวงที่คิดว่ามีใครบางคนจะสร้างปัญหาให้ความสัมพันธ์ของเรา (เช่น แม่สามีหรือแฟนเก่า) และลองมองแฟนเราให้ดีแบบอุดมคติดูบ้าง ดร.โอโกลสกี้กล่าวว่าการหลอกตัวเองในทางดีแบบนี้ เช่น เชื่อว่าเรารักกันมากกว่าความเป็นจริงหรือแฟนเราดีกว่าที่เราเห็นด้วยตาอาจจะได้ผลในการทำให้ความสัมพันธ์มั่นคงขึ้นและให้อภัยพฤติกรรมไม่ดีบางอย่างของเขาได้

ส่วนการเสริมสร้างความสัมพันธ์หรือ “relationship-enhancing strategies” (กลยุทธ์การเสริมสร้างความสัมพันธ์) คือการระลึกถึงความช่วยเหลือและความเอื้อเฟื้อของอีกฝ่าย การให้และรับความช่วยเหลือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวและทำให้อีกฝ่ายสนุกรื่นเริง นอกจากนั้น ยังต้องหาวิธีจัดการเมื่อมีความเห็นขัดแย้งกันให้ได้และรู้จักให้อภัยเมื่ออีกฝ่ายทำผิดด้วย

สำหรับคุณสุภาพสตรีที่มาปรึกษา หากยังอยากคงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพื่อศึกษาดูใจก่อนแต่งงานอาจจะลองใช้เทคนิคเหล่านี้ได้ค่ะ แทนที่จะมองว่าฝ่ายชายหลอกขายของก็ลองเชื่อตามเพื่อนว่าเขาต้องการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้เท่านั้นเอง ให้อภัยเขาบ้างเวลาเขาพูดจาไม่ถูกหูตอนถามเรื่องต้นทุนสินค้า และหากต้องการให้ความสัมพันธ์คืบหน้าไปอีกนิดก็อาจจะลองคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เขาเคยช่วยแล้วระลึกถึงความใจดีของเขาเสมอๆ ลองให้และรับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายบ้าง ลองพูดคุยในเรื่องที่ทำให้บันเทิงใจบ้าง (การไปดูหนังหรือกินข้าวด้วยกันอาจช่วยให้หาประเด็นคุยได้) และหากอีกฝ่ายทำผิดไปบ้างอย่างเช่นมาสายตอนนัดไปเที่ยวก็ลองให้อภัยเขาดูค่ะ ไม่ใช่ให้อภัยแบบไม่โกรธวันนี้แต่อีกสิบปีก็ไม่ลืมนะคะ ลองให้อภัยโดยคิดว่าเขามาตรงเวลาตั้ง 9 ครั้งจะสายสัก 1 ครั้งด้วยเหตุสุดวิสัยจะเป็นไรไป

อย่างไรก็ตาม การมองผ่านแว่นสีกุหลาบแล้วเห็นอีกฝ่ายดีอย่างอุดมคติเป็นผลการศึกษาในคนที่ “แต่งงานกันแล้ว” และต้องการให้ความสัมพันธ์ยืนยาวนะคะ ถ้าเป็นระหว่างดูใจและมีตัวเลือกอีกหลายคน การมองอีกฝ่ายตามความเป็นจริงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกมากกว่าค่ะ