หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ นอกลู...

คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : จักรวาลใน “มือถือ”

7.10.17 | 14:31 น.

สําคัญแค่ไหนไม่รู้ รู้แค่ว่าขาด (แทบ) ไม่ได้ ถ้าลืมถ้าหายเรื่องใหญ่ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นทุกสิ่งอย่างของเราตั้งแต่เมื่อไรกัน?

“ไอโฟน” ของแอปเปิล อาจไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่ฉลาดล้ำเลิศที่สุด แต่นับตั้งแต่มันถือกำเนิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนได้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมาย

น่าเสียดายที่ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล และผู้ให้กำเนิด “ไอโฟน” ไม่ได้อยู่ฉลองครบรอบสิบปีของ “ไอโฟน” สมาร์ทโฟนผู้เปลี่ยนแปลงโลก

รายงาน Connected Consumers Report ของบริษัทวิจัยด้านการตลาด “จีเอฟเค” เมื่อปี 2559 ระบุว่า สมาร์ทโฟนจะกลายเป็น “ศูนย์กลางชีวิตของ

ผู้บริโภค” เป็นจุดบรรจบของชีวิตออฟไลน์กับออนไลน์ และได้กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของการช้อปปิ้งออนไลน์ เพราะนอกจากสะดวกแล้วยังมีโปรโมชั่นจูงใจมากมาย

Advertisement

ผลสำรวจ “จีเอฟเค” พบว่า ลูกค้า 45% ซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์โมบายโดยไม่ต้องไปถึงหน้าร้านหรือต่อคิวให้เมื่อย

ไม่ใช่แค่นั้น “สมาร์ทโฟน” ยังมีประโยชน์กับเว็บไซต์ขายของอีคอมเมิร์ซที่ต้องการขยายตัวสู่การขายปลีกแบบดั้งเดิม (Offline)ด้วย มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เช่น Amazon รายงานการเปิดสาขาสำหรับขายหนังสือ 7 แห่ง รวมถึงหน้าร้านขายของชำอีก 2 แห่ง โดย Amazon เลือกใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือในการช่วยให้ลูกค้าเลือกสินค้า และแจ้งผ่านบัญชีผู้ใช้ให้ทราบว่าสินค้าที่สั่งมาถึงร้านสาขาใกล้บ้านแล้ว

ในบ้านเราก็มีแบรนด์อย่าง “BagSpace” ที่ขยายช่องทางการขายจากเดิมอยู่บนออนไลน์มาสู่การมีหน้าร้านแบบดั้งเดิม

ร้านกาแฟแบรนด์ดัง “Starbucks” เป็นอีกตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากสมาร์ทโฟน ด้วยการนำโปรแกรมสิทธิพิเศษมาใช้เพิ่มยอดขาย และสร้างความผูกพันให้แบรนด์ ทำให้ในปีที่ผ่านมา 25% ของธุรกรรมที่สาขาเกิดจากการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน

การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคของ “จีเอฟเค” ในหลายประเทศยังพบด้วยว่า 40% เลือกใช้สมาร์ทโฟนขณะที่อยู่ในร้านค้า เพื่อเปรียบเทียบราคาและติดต่อเพื่อนหรือคนรู้จักเพื่อถามความคิดเห็น ขณะที่ลูกค้า 23% เลือกซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น และอีก 22% สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์

หันมาดูพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตในบ้านเรากันบ้าง จากการสำรวจโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.2560 (ผู้ตอบแบบสอบถาม 25,011 คน) พบว่า Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้อินเตอร์เน็ตต่อวันสูงสุด เฉลี่ย 7.12 ชั่วโมง (ชม.) ในช่วงวันทำงานหรือวันเรียนหนังสือ และมากถึง 7.36 ชม.ในช่วงวันหยุด

ขณะที่ Gen X และ Gen Z ใช้อินเตอร์เน็ตในวันทำงานและวันเรียนหนังสือ เฉลี่ยเท่ากันที่ 5.48 ชม./วัน แต่วันหยุด Gen Z ใช้เพิ่มขึ้นเป็น 7.12 ชม./วัน สวนทาง Gen X ที่ลดลงมาอยู่ที่ 5.18 ชม./วัน

กลุ่ม Baby Boomer ใช้น้อยกว่าที่ 4.54 ชม.ในวันทำงาน และ 4.12 ชม.ในวันหยุด61.1% ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เฉลี่ย 3.06 ชม./วัน30.8% ใช้เท่าเดิม และมีเพียง 8.1% ใช้ลดลงเฉลี่ยที่ 2.24 ชม./วัน

สถานที่ที่นิยมใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดยังเป็นที่ “บ้าน” ที่ 85.6% รองลงมาคือ “ที่ทำงาน” 52.4% ตามด้วยการใช้ระหว่างเดินทาง 24% เพิ่มจาก 14% ในปีก่อน ขณะที่การใช้อินเตอร์เน็ตในสถานศึกษาลดลงจาก 19.7% เหลือ 17.5% ปีนี้

กิจกรรมที่นิยมทำเมื่อใช้อินเตอร์เน็ต 5 อันดับแรก ได้แก่ การใช้โซเชียลมีเดีย (86.9%) การค้นหาข้อมูล (86.5%) การรับส่งอีเมล์ (70.5%) การดูทีวีและฟังเพลงออนไลน์ (60.7%) และการซื้อสินค้าออนไลน์ (50.8%)

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สพธอ.กล่าวว่า กิจกรรมที่คนนิยมทำบนอินเตอร์เน็ตจากการสำรวจในปีนี้ แตกต่างจากปีก่อนๆ ตรงที่การซื้อสินค้าออนไลน์ขึ้นมาติด 1 ใน 5 กิจกรรมยอดฮิตเป็นครั้งแรก

และยังชี้ให้เห็นด้วยว่าคนไทยมีไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเพิ่มขึ้น โดยเปลี่ยนวิธีทำกิจกรรมแบบออฟไลน์มาเป็นออนไลน์มากขึ้น เช่น จองและซื้อตั๋วโดยสาร, จองห้องพักโรงแรม, การฟังเพลง, การดูภาพยนตร์ และบริการรับส่งเอกสาร

โซเชียลมีเดียที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ YouTube (97.1%), Facebook (96.6%), Line (95.8%), Instagram (56%), Pantip (54.7%), Twitter (27.6%) และ WhatsApp (12.1%)

จากการสำรวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ของคนไทย พบว่าผู้บริโภคตัดสินใจเข้าชมเว็บไซต์ขายของออนไลน์จากโฆษณาและสื่อออนไลน์ต่างๆ มากที่สุด 55.9%

ข้อมูลจากการรีวิวและคอมเมนต์ของผู้เคยใช้สินค้า 54.9%

ส่วนลดและของแถม 47.5% และอันดับของเว็บไซต์จากการค้นหาทาง Search Engine 41.9%

ถึงกระนั้น จากการสำรวจยังพบว่า คนส่วนใหญ่ (40.7%) ยังไม่ได้ซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ 38.4% ซื้อเดือนละครั้ง 17.7% ซื้อ 2-5 ครั้ง/เดือน และ 3.2% ซื้อมากกว่า 5 ครั้ง/เดือน

สาเหตุหลักที่คนไทยปฏิเสธการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ เพราะกลัวโดนหลอก (51.1%), ไม่ได้สัมผัสหรือทดลองใช้สินค้าก่อน (39.9%), ไม่พบสินค้าที่ต้องการ (33.9%) และชอบเดินเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง

(31.1%)

ในทางกลับกัน ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ของคนไทยมากที่สุด คือ ขั้นตอนการซื้อที่ง่าย (85%) มีปัจจัยรอง ได้แก่ การได้รับสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว (53.4%), โปรโมชั่นถูกใจผู้ซื้อ (51.4%) และราคาที่ถูกกว่าการซื้อผ่านหน้าร้าน (49.7%)

ส่วนสินค้าและบริการที่คนไทยนิยมซื้อออนไลน์มากที่สุด ประกอบด้วยสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย (44%), สินค้าด้านสุขภาพและความงาม (33.7%), อุปกรณ์ไอที (26.5%), เครื่องใช้ภายในบ้าน (19.5%), บริการสั่งอาหารออนไลน์ (18.7%), บริการเกี่ยวกับการเดินทางและท่องเที่ยว (17.9%) เป็นต้น

หากพิจารณาเรื่องความถี่ พบว่าในระยะ 3 เดือน บริการด้านการเงินและการลงทุนเป็นประเภทบริการที่คนไทยเลือกใช้ซ้ำมากที่สุด 4.8 ครั้ง รองลงมาคือบริการดาวน์โหลด 4 ครั้ง สินค้าบริการด้านความบันเทิงและด้านการเดินทางท่องเที่ยวเท่ากันที่ 2.5 ครั้ง ตามด้วยสินค้ากลุ่มแฟชั่นและบริการสั่งอาหาร เท่ากันที่ 2.4 ครั้ง

สินค้าและบริการในเกือบทุกกลุ่มที่คนไทยนิยมซื้อทางออนไลน์มากที่สุดจะอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 1,000 บาท ยกเว้นบริการด้านการเงินและการลงทุนที่ส่วนใหญ่มีมูลค่ามากกว่า 10,000 บาท

จะซื้อหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่น “สมาร์ทโฟน” ยังเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในการช้อปปิ้งออนไลน์