“เสด็จสู่แดนสรวง” 19 บทความจากความอาลัย

9.10.17 | 16:23 น.
ภาพวาดราชรถปืนใหญ่อัญเชอญพระโกศสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์

การจากพรากด้วยความตาย นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้คน

ไม่เพียงความทุกข์ทน โศกเศร้า อาลัย หากแต่ความตายนั้น นำมาซึ่งพิธีกรรมแต่ละยุคสมัย สะท้อนสังคม ระบบความคิด ความเชื่อ

หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความทุกข์โศกอย่างแสนสาหัสเข้าปกคลุมหัวใจคนไทยทั้งประเทศ

ผศ. พิพัฒน์ กระแจะจันทน์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้แปรเปลี่ยนความรู้สึกนั้นเป็นพลังเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกร โดยรวบรวมนักวิชาการมากมายร่วมค้นคว้าข้อมูลวิชาการอันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดย การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการสพฐ.ขานรับด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์อันยาวนานและยิ่งใหญ่ของงานพระราชพิธีสำคัญ จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือความหนากว่า 400 หน้าในชื่อ ‘เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ’ ร่วมสนับสนุนโดย มิวเซียมสยาม

Advertisement

ประกอบด้วยบทความในหลากหลายแง่มุมที่ช่วยให้เข้าใจพัฒนาการของวัฒนธรรมความตายที่แฝงไว้ด้วยสัญลักษณ์อันลึกซึ้งด้วยความหมาย สืบทอดผ่านกาลเวลามาสู่ยุคปัจจุบัน

คนตาย ขวัญไม่ตาย พิธีศพสืบทอดนับพันปี

“งานศพเป็นพิธีกรรมสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์ทั้งโลก” ประโยคแรกจากบทความของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งมีถ้อยความอธิบายในรายละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับความเชื่อของผู้คนในภูมิภาคอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า คนตายก็เพราะขวัญหาย หลงทางออกจากร่าง ต้องทำพิธีเรียกขวัญนานหลายวัน ถ้ากลับได้ ก็ฟื้น งานศพในปัจจุบันสืบทอดจากหลายพันปีก่อน ดังจะเห็นได้ว่าประเพณีไทยมีงานศพต่อเนื่องหลายคืน มีมหรสพร้องรำทำเพลงครึกครื้น

สำหรับแหล่งฝังศพในอดีตอยู่ใต้ถุนเรือนและลานกลางบ้าน เครื่องประโคมงานศพมีปี่ ฆ้อง กลอง ต้นแบบปี่พาทย์ เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว การส่งขวัญขึ้นเมืองฟ้าต้องไปทางน้ำ ปรากฏหลักฐานรูปเรือศักดิ์สิทธิ์บนไหสัมฤทธิ์ใส่กระดูกคนตายเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว พบที่เวียดนาม สอดคล้องกับการเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์ยุคต้นกรุงศรีอยุธยามีหลักฐานในเอกสารชาวยุโรปว่ามีการใช้ขบวนเรือไปขึ้นบกที่วัดแห่งหนึ่ง เช่นเดียวกับการอัญเชิญพระบรมศพกษัตริย์เวียดนามในอดีต ก็ใช้กระบวนเรือ

ลายเส้นภาพเขียนบนผนังถ้ำลายแทง บ้านผาสามยอด อ.ภูกระดึง จ.เลย เชื่อว่าเป็นพิธีศพราว 2,500 ปีมาแล้ว

สรุปคือ งานศพในปัจจุบันสืบทอดจากพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว แต่มีการปรับเปลี่ยนส่วนปลีกย่อยให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไป

“เมื่อมีคนตาย ญาติพี่น้องต้องเชิญหมอผี หมอขวัญขับลำคำคล้องจองทำพิธีเรียกขวัญหลายวันหลายคืน ชุมชนตีเกราะเคาะไม้ประโคมร้องรำทำเพลงฟ้อนสนุกสนานเฮฮา ส่งเสียงให้ขวัญได้ยิน จะได้กลับถูกทางแล้วคืนร่าง การละเล่นเรียกขวัญเป็นต้นแบบพิธีศพปัจจุบัน เช่น พระสงฆ์สวดอภิธรรม ชาวบ้านสวดคฤหัสถ์ และมหรสพดนตรี”

ปี่พาทย์ประโคมงานศพ (ภาพจากหนังสือแม่ไม้เพลงกลอง งานพระราชทานเพลิงศพ นายมนัส ขาวปลื้ม ณ เมรุวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพฯ 10 มิ.ย.2541)

ไว้ทุกข์ และธรรมเนียมตะวันตกในพระราชพิธีพระบรมศพ

จากในอดีตย้อนไปไกลโพ้นที่ผู้คนรำฟ้อนสนุกสนานตามตำรับการเรียกขวัญในความเชื่อดั้งเดิม เมื่อมาสู่ยุคสมัยรัฐจารีต ได้มีธรรมเนียม ‘การไว้ทุกข์’

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกุล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง ระบุว่า นับแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เหล่าเจ้านาย ข้าราชบริพาร และไพร่ จะแต่งกายด้วยชุดสีขาวรวมถึงโกนผม ต่อมา เมื่อรับอิทธิพลตะวันตก จึงมีการกำหนดสีเสื้อผ้าขึ้นใหม่ คือ หากผู้ตายมีตำแหน่งทางสังคมสูงกว่า ให้ไว้ทุกข์ด้วยชุดสีขาว หากเป็นตรงกันข้ามให้ไว้ทุกข์ด้วยชุดสีดำ

อย่างไรก็ตาม หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เครื่องแต่งกายสีดำ กลายเป็นสีมาตรฐานของการไว้ทุกข์

ราษฎรแต่งขาวไว้ทุกข์ เข้าถวายบังคมพระบรมศพ รัชกาลที่ 5 ด้านหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

การสวมชุดดำไว้ทุกข์นี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงมีพระวินิจฉัยอย่างชัดเจนใน สาส์นสมเด็จ ตอนหนึ่งว่า

“ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ เราเอาตามอย่างต่างประเทศมาทั้งนั้น ของเราเองไม่มี”

สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียในฉลองพระองค์ไว้ทุกข์สีดำ

อิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก ไม่เพียงมีผลต่อสีของเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ แต่ยังปรากฏในธรรมเนียมอีกหลายอย่าง เช่น การยิงสลุต การใช้ราชรถปืนใหญ่ การย่อพิธีการให้เล็กลง แต่ทันสมัย รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

วสิน ทับวงษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏสงขลา ระบุว่า คำว่า สลุต มีรากศัพท์จาก ‘Salutio’ แปลว่าการทำความเคารพ เป็นธรรมเนียมของทหารเรือระหว่างชาติ การยิงสลุตถวายความเคารพแด่พระบรมศพ ในไทยมีครั้งแรกในพระราชพิธีพระบรมศพรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา กระทั่งในระหว่างถวายน้ำสรงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2559 กองทัพไทยได้จัดปืนใหญ่ยิงสลุตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในฐานะจอมทัพไทย

“นับตั้งแต่พระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ราชสำนักสยามปรับเปลี่ยนรูปแบบพระราชพิธีพระบรมศพและพระศพจากแบบแผนธรรมเนียมโบราณผสมผสานกับความเป็นสากลมากขึ้น โดยมีต้นแบบสำคัญจากราชสำนักอังกฤษโดยเฉพาะสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย

อาจกล่าวได้ว่าการปรับเปลี่ยนแบบแผนโดยสอดแทรกธรรมเนียมตะวันตกเข้าไปนั้น สะท้อนว่าสยามต้องการเป็นชาติที่ดูทันสมัย สอดคล้องกับรสนิยมใหม่ของชนชั้นนำสยามเอง แต่ยังต้องการคงอัตลักษณ์ของตนเองไว้ผ่านพิธีกรรม ซึ่งได้ใช้จนกระทั่งกลายเป็นแบบแผนสืบมาถึงปัจจุบัน”

รถปืนใหญ่รางเกวียนประดิษฐานพระโกศพระบรมศพรัชกาลที่ 6 ขณะเวียนอัตราวัฏรอบพระเมรุมาศ

เมรุปลงศพ ไม่เคยพบในอินเดีย

สถาปัตยกรรมสำคัญในงานพระบรมศพที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ พลังศรัทธา และอารยธรรมที่รุ่งโรจน์ก็คือ พระเมรุมาศ และพระเมรุ ซึ่งถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดอันเกี่ยวเนื่องกับ ‘เขาพระสุเมรุ’ ภูเขาใจกลางจักรวาล บนยอดเขาเป็นที่ประทับของเทพยดาทั้งปวง สะท้อนความเชื่อว่ากษัตริย์คือเทพเจ้า พระบรมศพในพระบรมโกศซึ่งตั้งในพระเมรุสื่อถึงการเสด็จสู่สรวงสวรรค์ โดยเป็น ‘สถานที่สุดท้ายในโลกมนุษย์ที่พระบรมศพจะประทับอยู่’

รศ. ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ระบุว่า แนวคิดนี้ปรากฏในวัฒนธรรมเขมรโบราณสมัยเมืองพระนคร และแน่นอนว่าศิลปวัฒนธรรมเขมรส่งอิทธิพลต่อกรุงศรีอยุธยาอย่างมาก

การสร้างพระเมรุในสยามถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในยุคกรุงศรีอยุธยา เป็นพระเมรุยอดปรางค์ซึ่งแสดงถึงการตกตะกอนของวัฒนธรรมเขมรในไทย สืบมาจนสมัยรัตนโกสินทร์ กระทั่งรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างพระเมรุขนาดเล็กลง โดยเป็นพระเมรุมาศยอดมณฑปเรื่อยมาจนถึงพระเมรุมาศรัชกาลที่ 8

แม้แนวคิดเขาพระสุเมรุจะมาจากชมพูทวีป แต่ ‘เมรุ’ ในอินเดีย ไม่เกี่ยวข้องกับความตาย หรือการปลงศพ

ผศ.ดร.ชานป์วิชช์ ทัดแก้ว อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า เมื่อเปรียบเทียบกับธรรมเนียมการปลงศพในอินเดีย จะทราบว่าสถานที่ปลงศพนั้นเรียกแตกต่างออกไป และไม่เคยปรากฏว่าใช้คำว่าเมรุอย่างไทย ดังนั้นการสร้างพระเมรุ น่าจะเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พระเมรุพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระเมรุยอดปรางค์

งานพระบรมศพกษัตริย์ล้านช้าง-เขมร-พม่า

ไม่เพียงสยามที่มีพิธีกรรมยิ่งใหญ่ในการพระบรมศพพระมหากษัตริย์ หากแต่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีโบราณราชประเพณีที่งดงามสมพระเกียรติ

ธีรวัฒน์ แสนคำ อาจารย์คณะมนุษศาสตร์ ม.ราชภัฏเลย ค้นคว้าพบว่า งานศพเจ้ามหาชีวิต มีการถวายพระเพลิงยิ่งใหญ่ พระเมรุวิจิตร สร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิ เป็นการเฉพาะพระองค์ เพื่อให้ราษฎรสักการะ นอกจากนี้ยังมีการสร้างวัดคร่อมบริเวณที่สร้างพระเมรุถวายพระเพลิง เช่น พระเจ้าล้านคำแดง สร้างวัดสวนแถนคร่อมพระอัฐิพระเจ้าสามแสนไท

“งานพระศพสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น สร้างราชรถนาคต่างหีบพระศพ เนื่องจากเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านช้างนับถือ ที่น่าสนใจคือปัจจุบันมีความพยายามฟื้นฟูรูปแบบงานพระศพกษัตริย์ล้านช้างขึ้นมาใหม่ในงานศพพระสงฆ์และบุคคลสำคัญในลาวและภาคอีสานของไทย โดยเฉพาะปราสาทนกหัสดีลิงค์”

 

ข้าราชการและประชาชนทั่วไปกำลังเข้าถวายบังคมพระบรมศพเจ้ามหาชีวิตสีสะหว่างวง

สำหรับพระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์กัมพูชา ซีร็อง เลง นักศึกษาชาวกัมพูชา หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ม.ศิลปากร และ อ.ณัฐพล จันทร์งาม คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เปิดเผยว่ายังไม่มีการศึกษาเรื่องดังกล่าวในยุคเขมรโบราณจนถึงสมัยกลางอย่างจริงจัง เพราะขาดข้อมูลที่ชัดเจน แต่เมื่อครั้นตกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสมีเอกสารที่บ่งชี้ว่าแต่ละรัชกาลยึดธรรมเนียมปฏิบัติคล้ายคลึงกันโดยเมื่อ ‘เสวยทิวงคต’ จะมีการประดิษฐานพระบรมโฏศเหนือแท่นพระมหาปัญจาในพระที่นั่งมณเทียร แล้วมีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล มีการสร้าง ‘พระบรมเมรุ’ บริเวณทุ่งพระเมรุทางทิศเหนือของพระบรมราชวัง กรุงพนมเปญ หลังพระราชพิธีถวายพระเพลิง มีการเก็บและอัญเชิญพระบรมอัฐิลง ‘พระโกศเพชร’

พราหมณ์ราชสำนักกัมพูชาจัดเตรียม “ลอด” (พระโกศโลหะชั้นใน) และพระบรมโกศสำหรับทรงพระบรมศพพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์จอมจักรพงศ์ พระบรมราชานุโกฏฐ์ พ.ศ.2470

ปิดท้ายด้วยงานพระบรมศพกษัตริย์เมียนม่า ซึ่งเรียกว่า ‘ตีงโจ่ห์ด่อ’ หมายถึง พิธีอัญเชิญพระบรมศพไปถวายพระเพลิงและบรรจุยังสุสาน โดยเมื่อสวรรคตจะอัญเชิญพระบรมศพไปถวายน้ำสรง และกระทำตามขั้นตอนต่างๆ

สิทธิพร เนตรนิยม นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ม.มหิดล วิเคราะห์ว่าพม่ากับไทยมีความแตกต่างกันคือ ไทยใช้โกศเป็นสำคัญ ส่วนพม่าใช้หีบซึ่งเรียกว่า ‘ปญิ่ง’หมายถึงไม้กระดาน

พระเมรุและผ้าพิดานขึงเหนือจิตกาธานในวัฒนธรรมพม่า

สำหรับพระเมรุ พม่าเรียกว่า ‘แงะก์-เช-กาน-ตะซาวง์’ แปลว่า ‘อาคารรับมูลนก’ เพราะนอกจากใช้บอกตำแหน่งปริมณฑลพระบรมศพแล้ว ยังใช้ป้องกันสิ่งปฏิกูลโดยเฉพาะมูลนกไม่ให้ตกลงมาต้องศพด้วย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลวิชาการอันสะท้อนพัฒนาการและความยิ่งใหญ่ของพระราชพิธีพระบรมศพซึ่งก่อเกิดจากความศรัทธาที่ราษฎรมีต่อพระมหากษัตริย์ในทุกยุคสมัยนับแต่อดีตจวบจนทุกวันนี้.

หีบพระบรมศพกษัตริย์พม่า

“เสด็จสู่แดนสรวง” จัดพิมพ์โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม  ประกอบด้วย 19 บทความหลากหลายแง่มุมจากนักวิชาการทั้งไทยและเพื่อนบ้าน  ได้แก่

  1. คนตายเพราะขวัญหาย ต้องทำพิธีเรียกขวัญนานหลายวัน : งานศพปัจจุบันสืบทอดพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
  2. พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์โดยสังเขป โดย ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์
  3. การสรงน้ำและประดิษฐานพระบรมศพ โดย อ.ธนโชติ เกียรติณภัทร
  4. ศิลปะและคติความเชื่อในเครื่องประกอบพระราชพิธีพระบรมศพ โดย อ. ธนกฤต ลออสุวรรณ
  5. ดนตรีในพระราชพิธีพระบรมศพ โดย อ.ดร.สายป่าน ปุริวรรณชนะ
  6. พัฒนาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาททางสังคม โดย ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
  7. ธรรมเนียมตะวันตกในพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์สยาม โดย อ. วสิน ทับวงษ์
  8. พื้นที่ของพระ ผี ฤาษี และบาทหลวงในพิธีกรรมสังคมไทยจากฉากงานพระศพ โดย ผศ. ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล
  9. พิธีกงเต๊กในราชสำนักไทย โดย รศ.ดร.สุรสิทธิ์ อมรวณิชศักดิ์
  10. เมรุในศิลปะอินเดีย โดย รศ. ดร. เชษฐ์ ติงสัญชลี
  11. สุเมรุบรรพตในจักรวาลวิทยาอินเดียและสยาม โดย ผศ. ดร.ชานป์วิชช์ ทัดแก้ว
  12. สืบย้อนความสัมพันธ์ของปราสาทเขมร พระปรางค์ไทย และพระเมรุยอดพระปรางค์ โดย รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง
  13. ข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับภาพงานพระเมรุสมเด็จพระเพทราชาที่ค้นพบใหม่ โดย ผศ.พิชญา สุ่มจินดา
  14. ธรรมเนียมสร้างวัดบนที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพในสมัยอยุธยา เรืองจริงหรือเรื่องแต่ง โดย ผศ. ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร
  15. กระบวนทัศน์ที่แปรเปลี่ยนในการออกแบบพนะเมรุในสมัยรัตนโกสินทร์ โดย อ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ
  16. ราชรถในงานพระบรมศพสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดย ยุทธนาวรากร แสงอร่าม
  17. งานพระศพกษัตริย์ล้านช้างในสมัยรัฐจารีต โดย อ.ธีระวัฒน์ แสนคำ
  18. พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์กัมพูชา โดย ซีร็อง เลง และอ.ณัฐพล จันทร์งาม
  19. ตีงโจ่ห์ด่อ : งานพระบรมศพของกษัตริย์เมียนม่ามีงตยาจี โดย สิทธิพร เนตรนิยม

มีฉบับอีบุ๊กให้ดาวน์โหลดผ่านเวปไซต์ สพฐ. http://academic.obec.go.th/