ตั้งข้อสังเกตกันมานานถึงเหตุผลที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยชะลอตัว เหลือเพียงร้อยละ 3.5 ต่อปี เป็นเพราะประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางหรืออย่างไร
ประเทศไทยประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทุกอย่างมีคำว่า “สมาร์ท” นำหน้า ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี, สมาร์ทแบงกิ้ง, สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ฯลฯ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่างเต็มสูบ เพื่อส่งเสริมให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ทว่าเมื่อหันมามองด้านแรงงานของไทย กลับพบว่าร้อยละ 75 ของผู้ประกอบการไทยยังใช้เทคโนโลยีต่ำกว่าระดับ 2.5 โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย
ล่าสุดโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จัดทำวิจัยเชิงลึกศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค รวมถึงแนวทางยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมให้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับภาครัฐ
เราให้ความสำคัญกับอาชีวะน้อยไปไหม
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเป็นสิ่งที่พูดถึงกันมานาน โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
แม้ว่าจะมีการพัฒนาทักษะ ขีดความสามารถของช่างฝีมือแรงงานของไทย ทั้งมีความร่วมมือในระดับทวิภาคีทั้งในส่วนของสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการภาคธุรกิจ หลายต่อหลายโครงการ มีการส่งช่างฝีมือแรงงานไปแข่งขันในระดับประเทศและคว้ารางวัลกลับมาทุกครั้ง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีหลัง
แต่ทว่าเมื่อพิจารณาตลาดความต้องการแรงงานในระดับโลก พบว่าอยู่ในภาวะขาดแคลนช่างเทคนิค โดยเฉพาะด้านแมคคาทรอนิกส์และเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศต่างๆ เริ่มสร้างบุคลากรที่มีทักษะพร้อมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 รวมทั้งประเทศรอบบ้านของไทย อย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฯลฯ
อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด บอกว่า เมื่อพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญคือเรื่องการศึกษา ที่ผ่านมาบ้านเราให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาน้อยไปนิด

ภายใต้โครงการฯ จะมีการพัฒนาทั้งในส่วนของนักเรียนสายสามัญและสายวิชาชีพซึ่งคือสายอาชีวะ โดยในส่วนการพัฒนาด้านอาชีวะ ทางโครงการฯเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะมีส่วนในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ถ้าหากเราสามารถพัฒนาศักยภาพกลุ่มนี้ไปสู่แรงงานวิชาชีพที่มีทักษะฝีมือและพื้นฐานด้านสะเต็ม (STEM) ที่สามารถต่อยอดกระบวนการคิด วิเคราะห์ ให้มีแนวคิดด้านนวัตกรรมมากขึ้น ก็จะนำไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ 4.0
“งานวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว โดยมุ่งพัฒนาครูผู้สอนและบุคลากรสายอาชีพ ด้วยการเติมพื้นฐานด้านสะเต็มผ่านศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ (TVET Hub) เพราะบุคลากรเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต”
ช่างเทคนิคพันธุ์ใหม่ อาชีพที่กำลังเนื้อหอม
ทางด้าน แพทริค โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชิสโฮล์ม ประเทศออสเตรเลีย พูดถึงการวิจัยเชิงนโยบายว่ามุ่งไปที่ความต้องการพัฒนาช่างเทคนิครุ่นใหม่ เพื่ออุตสาหกรรมรุ่นใหม่ ที่เป็นสายการผลิต ใช้อุปกรณ์ ดูแลระบบในโรงงานอุตสาหกรรม ว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่ ต้องให้ได้เปรียบและหนีกับดักปัญหาอุตสาหกรรมให้ได้ จำเป็นต้องสร้างช่างเทคนิคพันธุ์ใหม่ มีความรู้ในเชิงไอที สามารถมีความรู้ข้ามสายได้ และต้องมีความเชี่ยวชาญรอบด้าน รวมทั้งระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันในโรงงาน
ผมได้คุยกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทราบว่า 75% ของภาคการผลิตของไทยยังต่ำกว่า 3.0 สภาอุตสาหกรรมว่าเราต้องเข้ามาช่วยเหลือให้ก้าวข้ามจาก 2.0 ไป 3.0 และในอุตสาหกรรมยังใช้หุ่นยนต์น้อยกว่าอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้านด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของสภาอุตสาหกรรม จากผลการสำรวจความพร้อมของระดับอุตสาหกรรมทั่วโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 63 จาก 138 ประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก คาดว่าในปี 2563 ตลาดงานเกือบ 1 ใน 3 ของโลกต้องการบุคคลที่มีทักษะในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
สิ่งที่น่าสนใจคือ การประชุมนี้คาดการณ์ไว้ด้วยว่า ทักษะที่เกี่ยวกับระบบการคิดซึ่งรวมทั้งการใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ การสร้างภาพ และการใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุมีผลจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น อีกทั้งทักษะเกี่ยวกับระบบ ทักษะด้านองค์ความรู้ และทักษะเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน ซึ่งรวมถึงความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการตัดสินใจ การวิเคราะห์ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ทักษะการสื่อสาร และทักษะการคิดวิเคราะห์
รวมทั้งทักษะการจัดการการแก้ปัญหาก็เป็นเทคนิคที่สำคัญ การส่งเสริมให้มีการพัฒนาทักษะให้เกิดช่างเทคนิคพันธุ์ใหม่ ซึ่งตรงนี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
รัฐต้องปรับยุทธวิธี
จากเชิงปริมาณเป็นคุณภาพ
จากภาคเอกชน หันมาฟังประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เจน นำชัยศิริ บอกว่า สภาอุตสาหกรรมเริ่มพูดถึงอุตสาหกรรม 4.0 เมื่อ 3 ปีมาแล้ว ถามว่าเป็นเรื่องเดียวกับตอนนี้มั้ย คนละเรื่องกันเลย เพราะดิจิทัลทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“ทั้งนี้ เรื่องของไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่มาพ้องกันนั้น เพราะว่ารัฐบาลมีการพัฒนาปรับปรุงประเทศอยู่ 3-4 โมเดล และตอนนี้ก็น่าจะมีการเปลี่ยนบริบท เปลี่ยนยุทธวิธีในการผลักดันประเทศ จากเดิมที่เคยพูดกันถึงว่า เราจะมีการขยายการผลิต ขยายการส่งออกไปทั่วโลก ปรากฏว่ายิ่งเราส่งออกมากเท่าไหร่เรายิ่งได้กลับมาน้อยเท่านั้น ขณะเดียวกันเราก็ต้องแข่งขันกับต่างประเทศที่ทำเหมือนๆ กัน แต่ปรากฏว่าค่าเงินมันต่างกัน ค่าครองชีพ ค่าแรงก็ต่างกัน

“ฉะนั้น แข่งแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าเรามีจุดอ่อนให้โจมตีได้ตลอดเวลา จึงกลายมาเป็นโมเดลในการพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 คือ อย่าทำมากแล้วได้น้อย แต่ให้ทำน้อยแล้วได้มาก สอดคล้องกับเรื่องของการพัฒนาทักษะแรงงาน และสอดคล้องกับเรื่องของ STEM”
ถามถึงสถานการณ์การขาดแคลนกำลังคนในปัจจุบัน ประธานสภาอุตสาหกรรมบอกว่า ปัจจุบันขาดแคลนมากอยู่ ส่วนใหญ่จะติดเรื่องนี้ ถ้าเราขยายการลงทุนจะหาคนไม่ได้ แล้วถ้าเราจะหาใครมาลงทุนใน อีอีซี หลายคนถามว่าจะหาคนมาได้อย่างไร
แม้ว่าทางสภาอุตสาหกรรมจะมีการเข้าไปช่วยในสถาบันการศึกษา เข้าไปร่วมด้วยในด้านความร่วมมือแบบทวิภาคี แต่สิ่งที่เป็นกังวลส่วนหนึ่งเป็นเรื่องอาชีวศึกษา
“ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่า ‘แบรนดิ้ง (Branding)’ ของอาชีวศึกษาไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะฉะนั้น การที่ ดร.ประชาคม (ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) พูดถึงการรีแบรนด์ภายใต้โครงการประชารัฐ ก็ดำเนินไประยะหนึ่ง และรู้สึกว่าตอนนี้จะชะงักไปหน่อยเพราะว่าไม่มีงบประมาณ การรีแบรนด์ต้องใช้งบประมาณ เพราะว่าการที่จะทำให้ประชาชนมีความตระหนัก จะต้องมีเรื่องของการสื่อการโปรโมตต่างๆ จึงอยากให้มีการทำต่อเนื่อง”
ขณะเดียวกันเรื่องของรายได้ ผลตอบแทนอะไรต่างๆ ประธานสภาอุตสาหกรรมบอกว่า ได้มีการพูดคุยกันในสมาชิกสภาอุตสาหกรรมว่ามันควรจะใกล้เคียงกับปริญญาตรี
“เพราะว่าบางครั้งเราไม่ต้องการปริญญาตรี ต้องการฝีมือช่างที่ดี ซึ่งถ้ามีประสบการณ์ มีฝีมือดีจริงๆ ผลตอบแทนเขาต้องไม่ต่างจากปริญญาตรี เรามีการพูดคุยกันว่า ตรงนี้จะมีการทำให้มันเป็นมาตรฐานอย่างไร”
สอศ.ชู เรียนอาชีวะ มีรายได้ มีงานทำ
ทางด้าน ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการ สอศ. เปิดเผยว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยสะท้อนปัญหาภาคอุตสาหกรรมและอาชีวศึกษาของไทย ขณะเดียวกันยังตอบโจทย์การทำงานของ สอศ.ในการพัฒนาหลักสูตรสร้างบุคลากรสายวิชาชีพให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0
ทั้งนี้ สอศ.ได้จัดทำยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อยกระดับอาชีวศึกษาของไทยสู่การเป็นอาชีวะระดับสากล ภายใต้หลักการสำคัญ อาทิ การผลิตและพัฒนาคนที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการจัดการอาชีวศึกษา ส่งเสริมสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงผลิตและพัฒนาครูอาชีวศึกษาให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับสิ่งที่โครงการ Chevron Enjoy Science ดำเนินการอยู่หลายเรื่อง”

ดร.ประชาคมบอกอีกว่า ประเด็นของการขาดกำลังครูผู้สอน จากที่ขณะนี้มีอยู่ 1,600 คน เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เรียนนับว่ายังขาดครูอีกเท่าตัวนั้น ขณะนี้จัดการโดยร่วมกับสถานประกอบการ ใช้ครูที่อยู่ในสถานประกอบการมาช่วยในการเรียนการสอน โดยเป็นการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด
ส่วนประเด็นของการ “รีแบรนด์” อาชีวศึกษา รองเลขาธิการ สอศ.บอกว่า เราก็พยายามให้ข้อคิดกับลูกศิษย์ว่าต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองในทุกมิติ คือไม่ใช่มาเรียนช่างแล้วจะได้แต่มิติของทักษะวิชาชีพอย่างเดียว มิติของความดีก็ต้องให้เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่สถานประกอบการต้องการคือการมีวินัย ไม่ใช่เฉพาะวินัยในสังคม แต่ทั้งต้องมีวินัยที่เกิดจากแรงผลักดันภายในที่จะทำงานให้บรรลุผล นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ คนที่มีวินัยก็จะทำให้เกิดความสำเร็จในวิชาชีพก็จะมุ่งตัวนี้
สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง ดร.ประชาคมบอกว่า “ทาง สอศ.เริ่มจากการให้ความมั่นใจกับผู้ปกครองว่า เด็กที่จบอาชีวะแล้วจะมีงานทำ มีรายได้ เพื่อจะเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้
“และที่สำคัญคือ ต่อไปที่จะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น คนที่อยู่ในวิชาชีพจะต้องมีรายได้ที่มากขึ้น เพื่อดูแลนอกจากตัวเอง ครอบครัว ยังรวมไปถึงดูแลปู่ย่าตายาย นี่คือสิ่งที่ต้องกระตุ้นให้เด็กพัฒนาสมรรถนะ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น”
ปฏิรูปการศึกษาคือคำตอบ
ประธาน ส.อ.ท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความเชื่อมั่นและความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ด้วยนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ การนำเสนอพื้นที่ทางเศรษฐกิจอย่างพื้นที่โครงการอีอีซี อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะยังคงเป็นอุปสรรค ซึ่งหากเรายังไม่สามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อาจส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนได้
ดังนั้น ภาครัฐจึงควรประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเร่งปฏิรูประบบการศึกษา โดยเฉพาะการผลิตแรงงานวิชาชีพรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายให้เท่าทันและเพียงพอต่อความต้องการ
ทั้งนี้ จะส่งมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับนี้แก่หน่วยงานภาครัฐที่ขับเคลื่อนทางด้านการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดหลักสูตรพัฒนาทักษะบุคลากรที่มีคุณภาพสู่ตลาดแรงงานในอนาคต พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างยั่งยืน


