พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม เนืองแน่นไปด้วยพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศ
พร้อมใจร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัย จากการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9
จึงไม่แปลกที่ภาพปรากฏก่อนหน้าวันงานพระราชพิธีไม่น้อยกว่า 3 วัน มีประชาชนเดินทางมาปักหลักรอบริเวณรอบสนามหลวง เพื่อหวังจะได้เป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ ยังมีคนอีกนับล้านสวมชุดดำออกจากบ้านเพื่อมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ และน้อมแสดงความอาลัยครั้งสุดท้าย
ด้วยพระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศ

สุชาดา ทวีปวรเดช
ประธานกรรมการ บริษัท เอ็ม วี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) ในวัย 62 ปี เล่าย้อนว่า ตอนยังเป็นเด็กคุณย่าสอนมาตั้งแต่จำความได้ ให้รักในหลวงของเรานะ ย่ามักจะบอกว่า พระองค์มีพระเมตตาให้กับเรา ถ้าในหลวงเมืองไทยไม่รับอากง อาม่าเข้ามา พวกเราคงไม่มีชีวิตอย่างทุกวันนี้
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ สุชาดา รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้คือ เมื่อตอนยังเป็นเด็ก บ้านที่อาศัยอยู่แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ขณะนั้นยังไม่มีน้ำประปาใช้
เนื่องจากไม่มีน้ำประปา เราก็เลยต้องหาบน้ำเอง การหาบน้ำเป็นอะไรที่เจ็บมาก จนกระทั่งตอนอายุ 8 ขวบ เรากำลังหาบน้ำอยู่ ในหลวงเสด็จฯผ่านโรงพยาบาลกลาง หลังจากท่านเสด็จผ่านไปทุกอย่างเปลี่ยนไป เราไม่ต้องหาบน้ำเเล้วเพราะน้ำประปาเข้ามาถึง
พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพวกเราชาวไทยมากมายเหลือเกิน ยังมีหลักปรัชญาคำสอนที่ให้พวกเราไว้เป็นหลักในการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องการรู้จักประหยัด รู้จักพอเพียง เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำเป็นเเบบอย่าง เเม้กระทั่งยาสีฟันหลอดเดียวพระองค์ท่านยังทรงใช้อย่างคุ้มค่าจนหยดสุดท้าย หรือรองเท้าของพระองค์ท่านก็ทรงใช้จนพื้นสึก
ความรู้สึกที่มีต่อในหลวงคือรักมาก รักยิ่งกว่าชีวิต ตายเเทนได้ก็ยอม
หลังในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต สุชาดาได้รวมกลุ่มสมาชิกกว่า 20 คน ร่วมทำดีถวายพ่อของเเผ่นดิน เเละมีการแจกกล้วยเเขกร้อยวันให้กับประชาชนที่ท้องสนามหลวงเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2559 และปัจจุบันได้ร่วมซุ้มอาหารพระราชทาน โดยทำอาหารเจบริการประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ทุกวันนี้มาลงมือทำอาหารเจ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แม้เหนื่อยมาก เเม้จะความดันขึ้นเเต่ความที่รักพระองค์ท่านเกินกว่าหัวใจ อยากจะทำด้วยใจถวายพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย เชื่อว่าทุกคนที่นี่เหนื่อยกันหมดแต่เหนื่อยด้วยความปีติ ทุกคนยินดีที่จะทำถวายเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระองค์ท่านเหว่นื่อยกาพวกเราทุกคน

พาสิฏฐี วัฒนะพงษ์
ข้าราชการครูเกษียณ วัย 60 ปี เล่าว่า บ่ายโมงตรงของวันที่ 23 ตุลาคม ได้เดินทางมาจากบ้านพักใน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ทันทีที่มาถึง ได้ปักหลักจับจองพื้นที่หน้าจุดคัดกรองที่ 5 ถนนกัลยาณไมตรี ทันที เพื่อให้ได้เข้าไปในพื้นที่สนามหลวง และร่วมเป็นหนึ่งในไม่กี่หมื่นคนตามที่สำนักพระราชวังได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ
ก่อนหน้านี้ เคยได้เดินทางมากราบพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้วจำนวน 7 ครั้ง และตื้นตันใจทุกครั้งที่ได้เห็นพระบรมโกศอย่างใกล้ชิด บางครั้งแม้ต้องรอเป็นเวลานานก็ไม่ยอมแพ้ ส่วนการเดินทางมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพครั้งนี้ ก็ได้เห็นถึงความรักและความสามัคคีของคนไทย ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่อำนวยความสะดวก รวมถึงห้างร้านละแวกใกล้เคียงที่นำผ้าเต็นท์มาไว้กันแดดและฝนมาแจกจ่ายแก่ประชาชนฟรี
พาสิฏฐีบอกอีกว่า สำหรับการมาร่วมพระราชพิธีครั้งนี้ได้เตรียมสิ่งของจำเป็นและเต็นท์นอนชั่วคราวขนาดเล็กมาจากบ้าน ส่วนการเตรียมความพร้อมของตัวเองคือ พยายามดูแลไม่ให้ป่วยไข้ หากฝนตกจะวิ่งหลบฝนตามอาคารพาณิชย์ ต่อมาคือนอนหลับให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากสิ่งของจำเป็นยังมีสิ่งพิเศษอีกอย่างที่พาสิฏฐีพกพามาด้วย
ได้เตรียมอินทผลัมติดตัวมาด้วยจำนวนหนึ่ง เพราะเคยอ่านเจอในหนังสือเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยคนใกล้ชิดพระองค์เผยว่า ท่านจะทานอินทผลัมขณะทรงงาน เพื่อลดอาการอ่อนเพลียและทำให้ไม่หิว ก็ได้นำมาปฏิบัติตามและพกติดตัวมาด้วยวันนี้
นอกจากเรื่องอินทผลัม พาสิฏฐีก็ยังได้นำเรื่องความพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน จากเดิมเป็นคนใช้เงินเก่ง ตอนนี้ก็ได้เรียนรู้คำสอนของท่านและพบว่าเป็นแนวทางที่นำมาใช้ในชีวิตได้จริง
พาสิฏฐีทิ้งท้ายอีกว่า การมาครั้งนี้แม้จะต้องรอเป็นเวลานานแต่ก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพราะเทียบกับสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ปวงชนชาวไทยนั้นเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้

จุฑาทิพย์ แซ่โง้ว
การทำดีไม่เคยจำกัดด้วยวัยและระยะทาง โดยเฉพาะเพื่อน้อมถวายแด่พ่อหลวงเป็นครั้งสุดท้าย เช่น ยายจุฑาทิพย์ แซ่โง้ว ในวัย 84 ปี ซึ่งอาศัยรถโดยสาร ขสมก. เดินทางเป็นระยะทางไกลหลายกิโลเมตร เพื่อมาเป็นจิตอาสาแจกยาหม่องที่บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม
ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่ทยอยเดินทางเข้าจับจองพื้นที่ริมถนนราชดำเนิน ตั้งแต่เช้าของวันที่ 24 ตุลาคม โดยมีจิตอาสาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน แจกน้ำดื่ม เสื้อกันฝน และของใช้ที่จำเป็นอื่นๆ หนึ่งในนั้นคือ จุฑาทิพย์ เดินแจกยาดม ยาหม่อง แอมโมเนีย และกระดาษทิชชูสำหรับซับเหงื่อ
จุฑาทิพย์บอกว่า เดินทางจากบ้านย่านพระราม 2 บางขุนเทียน กรุงเทพฯ โดยใช้บริการรถเมล์ฟรี แล้วนั่งรถจักยานยนต์รับจ้าง จากนั้นเดินเท้าต่อมาจนถึงท่าพระจันทร์ สนามหลวง และถนนราชดำเนิน เพื่อแจกยาดม ยาหม่อง และอื่นๆ โดยใช้เงินส่วนตัวและเงินที่ลูกชายมอบให้ทุกเดือนมาซื้อยกโหลเพื่อแจกประชาชนที่เดินทางรอเข้าร่วมวางดอกไม้จันทน์
“ยายแจกมา 20 กว่าครั้งแล้วตั้งแต่ตอนที่มีการเปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ รวมแล้วหลายร้อยโหล ซื้อเองหมด ขนขึ้นรถเมล์ฟรี ต่อมอเตอร์ไซค์แล้วเดินมา”
ถามว่าอายุ 84 แล้วการที่ต้องเดินไกลถึงเพียงนี้เป็นอย่างไรบ้าง
“ต้องบอกว่าในหลวงท่านเดินไกลกว่า ไปในถิ่นทุรกันดาร ยังทำเพื่อประชาชนได้ ท่านรักประชาชน ยายเดินแค่นี้ไม่เหนื่อยเลย” จุฑาทิพย์กล่าวทั้งน้ำตา

บุญธรรม รุ่งเรือง
เป็นอีกผู้หนึ่งที่ด้วยความรักและเทิดทูนศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น ทำให้อดีตครูวัย 77 ปี เดินทางมาร่วมพิธีตัวคนเดียว หวังทดแทนพระคุณ
เย็นวันที่ 24 ตุลาคม ณ บริเวณจุดคัดกรองที่ 9 สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า มีประชาชนจำนวนหนึ่งได้เดินทางมารอที่จุดนี้เพื่อเตรียมที่จะเข้าร่วมพระราชพิธี รวมทั้ง บุญธรรม รุ่งเรือง วัย 77 ปี
อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านสระบัวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี บอกว่า เดินทางจากจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อมาร่วมพิธี โดยมาถึงเมื่อเช้าที่ผ่านมา ตอนแรกได้เดินทางเข้าไปรอตรงบริเวณหน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเริ่มปิดพื้นที่เลยต้องขยับมารอตรงจุดคัดกรองที่ 9 นี้
บุญธรรมเล่าถึงความตั้งใจในการเดินทางมาครั้งนี้ว่า แม้จะมาเพียงคนเดียวก็ต้องมา เพราะว่าอยากตอบแทนพระคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีพระคุณอย่างยิ่งกับประชาชนไทย และเคยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมาภรณ์ช้างเผือก เข้ารับราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 เมื่อใดก็ตามที่พระองค์ท่านเสด็จฯไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะไปรับเสด็จพระองค์ท่านเสมอ
“การมาครั้งนี้เข้าใจว่ามีความยากลำบาก อย่างในครอบครัวหลายคนก็ไม่ได้เดินทางมาด้วย เพราะว่าเดินเหินไม่สะดวก หรือมีความกังวลเกรงว่าจะสร้างความลำบากแก่ผู้อื่น เช่น การเข้าห้องน้ำหรืออาหารการกิน แต่เมื่อคิดว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตและเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้ทำถวายพระองค์ท่าน จึงเลือกที่จะเดินทางมาเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณของพระองค์ท่านให้ได้” บุญธรรมบอก
ด.ญ.พรปวีร์ ฝูงสกุลวณิชย์
จากลุงป้าน้าอา รุ่นใหญ่วัยเก๋า ไปพูดคุยกับจิตอาสาตัวน้อยนิด และเป็นจิตอาสาตัวจิ๋วที่สุด ในวัยเพียง 2 ปี 4 เดือน ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 11.30 น.โดยประมาณ ที่ได้พบจิตอาสารุ่นจิ๋ว น้องพริ้มเพรา หรือ ด.ญ.พรปวีร์ ฝูงสกุลวณิชย์ พร้อมด้วยคุณแม่วัย 29 ปี ว่าที่ ร.ต.ญ.พรทิพย์ ไชยจันทร์ดี มาร่วมกันเป็นจิตอาสาแจกสิ่งของอำนวยความสะดวก ทั้งยาดม ผ้าเย็น น้ำ และอื่นๆ ให้กับประชาชนที่มาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ว่าที่ ร.ต.หญิง พรทิพย์ ไชยจันทร์ดี เล่าว่า ส่วนตัวมาเป็นจิตอาสาในกลุ่มงานประเภทประชาสัมพันธ์ และตั้งใจนำน้องพริ้มเพรามาร่วมเป็นจิตอาสาในครั้งนี้ โดยการร่วมแจกสิ่งของต่างๆ ให้กับประชาชน เนื่องจากอยากให้มีส่วนร่วมในการเป็นจิตอาสาทำดีเพื่อพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 และเป็นการช่วยปลูกฝังให้น้องพริ้มเพราทำดีเพื่อสังคมอีกด้วย
“พาน้องพริ้มเพรามาเป็นจิตอาสาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเขาก็รู้สึกชอบที่ได้ร่วมทำกิจกรรมเป็นจิตอาสา ซึ่งที่ผ่านมาได้พาไปกราบสักการะแสดงความอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแล้วด้วย โดยในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม) ก็จะพาเขาเดินทางมามีส่วนร่วมในการเป็นจิตอาสา ซึ่งเท่าที่ดูเขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แต่สนุก และชอบในการทำกิจกรรมด้วย” ว่าที่ ร.ต.หญิง พรทิพย์บอกพร้อมยิ้มบางๆ

ฌอง ฌากซ์ บราวน์
ไม่เพียงพสกนิกรชาวไทยที่ร่วมจิตร่วมใจกันมาถวายอาลัยในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ที่บริเวณหน้าหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หนุ่มฝรั่งเศสนายหนึ่งชื่อ ฌอง ฌากซ์ บราวน์ นักธุรกิจวัย 57 ปี ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งผ่านจุดคัดกรองและได้จับจองพื้นที่บริเวณหน้าวัดโพธิ์ เพื่อรอเข้าร่วมพระราชพิธี
มิสเตอร์บราวน์เล่าว่า เข้ามาทำงานในประเทศไทยนานกว่า 30 ปีแล้ว มีความประทับใจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นอย่างมาก เพราะว่าไม่เคยเห็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่ทรงพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้าน ทุ่มเทพระวรกายเพื่อประชาชนของพระองค์ท่านเสมอมา และเป็นที่รักของประชาชนเช่นนี้มาก่อน
บราวน์บอกอีกว่า ด้วยความศรัทธาในพระจริยวัตรของพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้บวชเพื่อพระองค์ท่านเป็นเวลา 9 วันด้วยกัน ส่วนการมาร่วมพิธีในครั้งนี้เพราะต้องการร่วมกับประชาชนชาวไทยทุกคนในการแสดงความอาลัยแด่พระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย โดยเริ่มวางแผนจองที่พักตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาหลังจากทราบกำหนดวันที่ชัดเจน

