สัปดาห์ก่อนตะลอนแบ๊กแพคเกอร์อยู่ญี่ปุ่น เปลี่ยนเมืองเยี่ยมเยือนแต่ละทีด้วยรถไฟ รถบัส เรือ ทำให้กระเป๋าใบใหญ่ที่ลากจูงไปไหนต่อไหนด้วยต้องใช้บริการ “ตู้หยอดเหรียญ” รับฝากกระเป๋า-สัมภาระ
ประเทศที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องอัตโนมัติหยอดเหรียญกับหลายกิจกรรมต่างๆ อย่างญี่ปุ่น เราก็พบว่าตามจุดที่เป็นที่รวมผู้คน นักเดินทาง มองหาตู้ฝากกระเป๋าได้ไม่ลำบาก ติดเพียงถ้ากระเป๋าใบใหญ่ บางทำเลตู้ฝากกระเป๋าก็อาจจะเต็ม แต่ไม่ใช่ปัญหา ลากไปเรื่อยๆ ก็มีจุดอื่นให้เราใช้บริการ
ความที่ญี่ปุ่นมีนักเดินทางคลาคล่ำทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนถึงผู้คนในประเทศที่เดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชนจำนวนมาก หากมีข้าวของพะรุงพะรังสามารถใช้บริการตู้หยอดเหรียญฝากกระเป๋าที่ตั้งกระจายตามสถานีรถไฟฟ้า โดยมีทั้งขนาดเล็ก-ใหญ่ ได้ตามสะดวก
ตู้รับฝากสัมภาระไม่ว่าจะอยู่ตามตัวเมือง หรือจุดบริการขนส่งมวลชนในญี่ปุ่น จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คนจำนวนหนึ่งไปแล้ว
มาดูที่บ้านเรา ไม่กี่เดือนมานี้ในกรุงเทพฯ ตามสถานีรถไฟฟ้าเราอาจจะเห็นบริการลักษณะนี้อยู่บ้าง เป็นตู้ล็อกเกอร์สีเหลืองจัด รับฝากสัมภาระเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
แม้จะไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งใหม่ของสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ จากการก่อตั้งของเด็กหนุ่มวัย 25 ปี วิน-อิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทลอคค์ บอกซ์ จำกัด
ถือเป็นบริการตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระอัตโนมัติตามระบบขนส่งมวลชนรายแรกของประเทศไทยก็ว่าได้
ปัจจุบันธุรกิจหน้าใหม่นี้มีกว่า20 แห่ง บน 14 สถานีรถไฟฟ้า
“วิน” เล่าให้ฟังไว้ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ว่า จุดเริ่มต้นของตู้ล็อกเกอร์รับฝากของอัตโนมัตินั้นเกิดจากที่เขาเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง
แต่ละครั้งก็จะคอยมองหา และคิดว่าประเทศไทยยังขาดอะไร และสามารถทำอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง
ธุรกิจตู้ล็อกเกอร์จึงเป็นอีกหนึ่งคำตอบ
ก่อนจะทำธุรกิจนี้ หนุ่มวัย 25 ปี ที่เคยมีประสบการณ์ทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์มาก่อน
ศึกษาและเตรียมการอยู่ 2 ปี จนเปิดตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ช่วงทดลองตลาด กลุ่มคนที่ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 70%
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าธุรกิจนี้ตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่ “วิน” มองว่า คนเมืองต่างหากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
เช่นเดียวกับที่เพิ่งเดินทางไปแบ๊กแพคเบาๆ ที่ญี่ปุ่น พบตรงกันกับที่ “วิน” บอกอย่างหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มเป้าหมายระยะสั้น แต่ระยะยาวเป็นคนเมืองและคนในท้องถิ่น เพราะตู้ที่ตั้งตามระบบขนส่งมวลชนทุกสถานีจะมีเพียงสถานีท่องเที่ยวหลักๆ เท่านั้นที่ผู้ใช้บริการเป็นชาวต่างชาติ
ส่วนสถานีอื่นเป็นคนในพื้นที่ใช้ฝากของสัมภาระ
หลังเปิดให้บริการมาราว 5 เดือน ขณะนี้กลุ่มผู้ใช้บริการตู้ล็อกเกอร์มีสัดส่วนคนไทย และชาวต่างชาติเท่ากันคือ 50%
แน่นอนว่าธุรกิจนี้ตั้งเป้าให้คนไทยใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก
เป็นตัวอย่างของ Business-Lifestyle ที่นับวันจะมีมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้คน

