คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : เปลี่ยนความเศร้าให้เป็น ‘พลัง’

4.11.17 | 16:32 น.

หลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แม้ความโศกเศร้าจะยังไม่จางหาย เชื่อว่าพวกเราคนไทยคงมีความคิดไม่ต่างกันนักที่จะน้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสมาเป็นสิ่งเตือนใจ เป็นหลักคิด และหลักปฏิบัติต่อไป

พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นคำสอนที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งต่อการดำเนินชีวิต และการประกอบกิจการงานเพื่อตนเอง และเพื่อส่วนรวม

“…การดำเนินชีวิตโดยใช้วิชาการอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องอาศัยความรู้รอบตัว และหลักศีลธรรมประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ดี แต่ขาดความยั้งคิด นำความรู้ไปใช้ในทางมิชอบ ก็เท่ากับเป็นบุคคลที่เป็นภัยแก่สังคมมนุษย์…”

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2504

“…การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้…”

Advertisement

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2506

“…ความเจริญของประเทศชาติเป็นความเจริญส่วนรวม ซึ่งเกิดจากผลงานหรือผลของการกระทำของคนทั้งชาติ ถือได้ว่า ทุกคนแบ่งหน้าที่กันทำประโยชน์ให้แก่ชาติ ตามความถนัดและความสามารถ และต่างคนต่างก็ได้เกื้อกูลกันและกัน ไม่มีผู้ใดจะอยู่ได้และทำงานให้แก่ประเทศชาติได้โดยลำพัง…”

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2513

กลางเดือน พ.ย.2559 ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บรรยายในหัวข้อ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชกับนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย” ในงาน “Global Innovation Talk” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ดร.สุเมธเล่าว่า ได้ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช มา 35 ปี ตั้งแต่ปี 2524 ครั้งแรกที่มีโอกาสถวายงานได้พูดกับพระองค์ท่านว่า ไม่มั่นใจว่าจะถวายพระองค์ท่านได้ แต่พระองค์ท่านทรงตรัสกลับมาว่า “หากไม่รู้เรื่องอะไร ฉันจะสอนเอง”

จากนั้นพระองค์ท่านทรงสอนทุกอย่าง “สอนกระทั่งความเป็นมนุษย์ที่ดี” และทุกครั้งที่ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านจะตรัสเสมอว่า ให้เราฝันก่อน เพราะความฝันไม่มีขอบเขตจำกัด สามารถสร้างจินตนาการได้อย่างเลิศเลอ ส่วนความเป็นจริงจะทำได้แค่ไหนค่อยว่ากัน แต่ต้องฝันให้สูงไว้ก่อน

“สิ่งที่พวกเราควรทำ คือ การทำตามพระองค์ท่าน และด้วยพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทยให้ดีขึ้น เปลี่ยนจากมุ่งนวัตกรรม เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้เป็นประโยชน์สุขทางสังคม”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ธรรมชาติแก้ปัญหาธรรมชาติ พยายามดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเท่าที่จะทำได้ ที่ถูกทำลายไปก็ทรงหาแนวทาง ก่อกำเนิดแนวคิดต่างๆ ให้ “น้ำ ดิน ป่า” กลับคืนสู่สภาพดังเดิม

อาทิ โครงการแกล้งดิน ในการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการใช้นวัตกรรมอย่างแท้จริง เป็นการผสมผสานนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีควบคู่กับนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ จนได้วิธีที่เหมาะสมในการแก้ไขดินเปรี้ยว

ด้านงานทรัพยากรป่าไม้ พระองค์ท่านสอนไว้หลายสิ่ง เช่น พระราชปรัชญา ปลูกต้นไม้ในใจคน ทฤษฎีปลูกป่าในที่สูง ทฤษฎีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ทฤษฎีป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ฝายชะลอความชุ่มชื้น

ส่วนนวัตกรรมด้านการบำบัดน้ำเสีย ทรงใช้ธรรมชาติบำบัด อาทิ โครงการแหลมผักเบี้ย ที่สามารถบำบัดน้ำเสียและขยะได้โดยวิธีธรรมชาติ และยังมีผืนป่าโกงกางที่งอกเพิ่มปีละ 19.5 ไร่ โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลแบบอัดอากาศและดูดน้ำ RX-5C เป็นต้น

ดร.สุเมธยังเล่าถึง “โครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ” เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง และให้ใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง

ด้วยว่า “ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านเคยรับสั่งให้ตนไปดูลิง และป้อนกล้วยให้ลิง ตนก็ไปสังเกตดู ป้อนกล้วยให้ทีละใบ ลิงมันกินปกติ ป้อนไปหลายใบก็ยังไม่เข้าใจว่าพระองค์ท่านรับสั่งให้มาดูอะไร เมื่อจะกลับก็เลยโยนกล้วยทั้งหวีไปให้ลิง เมื่อหันกลับมาดูก็พบว่าลิงอมกล้วยไว้ในแก้มจำนวนมาก”

อันเป็นที่มาแนวคิดของ “โครงการแก้มลิง”

ทุกอย่างที่พระองค์ท่านรับสั่งล้วนมีความหมายทั้งสิ้น พระองค์มีพระราชกระแสอธิบายว่า “ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”

ดร.สุเมธย้ำว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จจากเราไปแล้ว แต่สิ่งที่พระองค์ท่านทรงสอนไว้ยังคงอยู่ โครงการพระราชดำริที่มีกว่าหลายพันโครงการ พวกเราสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ดั่งที่พระองค์ท่านทรงตั้งพระราชหฤทัยให้โครงการเกิดประโยชน์สุขแก่พสกนิกรชาวไทย”

มาเปลี่ยนความเศร้าเป็นพลังทำสิ่งดีๆ ตามรอยคำสอนของพ่อกันเถอะ