ย่างเข้าฤดูร้อน นับแต่วันนี้ถึงกลางเดือนพฤษภาคม สำหรับนักเรียนนักศึกษา และต้นเดือนมิถุนายน สำหรับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย มีกิจกรรมหนึ่งที่เริ่มรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ คือกิจกรรมออกค่ายภาคฤดูร้อน
การออกค่ายปิดภาคเรียนฤดูร้อนส่วนมากจะเป็นกิจกรรมของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นปีหนึ่ง หรือน้องใหม่ที่จะขึ้นไปเป็น “ซ็อฟ’หม่อ” ชั้นปีที่สองกับรุ่นพี่ปีสามปีสี่ มักจะจัดกลุ่มออกค่ายฤดูร้อนร่วมกันสิบยี่สิบคนหรือมากกว่านั้น เพื่อไปดำเนินการจัดสร้างอาคารเรียนหรือทำประโยชน์อื่นในหมู่บ้านที่ออกไปสำรวจความต้องการมาแล้ว
ห้วงเวลาที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน “14 ตุลา 16” นอกจากกิจกรรมก่อสร้างอาคารเรียนแล้ว ยังมีกิจกรรมหนึ่งที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตาเป็นพิเศษ คือกิจกรรมเผยแพร่ประชาธิปไตย ในที่สุด เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเห็นว่ากิจกรรมเผยแพร่ประชาธิปไตยในสายตาของเจ้าหน้าที่คือการออกไปปลุกระดมมวลชนของนิสิตนักศึกษา ก่อนเหตุการณ์ “6 ตุลา 19” และหลังจากนั้นอีกหลายปี รัฐบาลเผด็จการขณะนั้นจึงไม่อนุญาตให้นิสิตนักศึกษาออกไปทำกิจกรรมค่ายฤดูร้อน กระทั่งเพิ่งจะมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
การออกค่ายฤดูร้อนมีหลายประเภท ทั้งอาจเป็นกลุ่มย่อย ออกไปช่วยงานสร้างโรงเรือนให้หมู่บ้าน วัด เพื่อให้มีสถานที่เรียน หรือประชุม รวมไปถึงกิจกรรมสอนหนังสือให้นักเรียน
กิจกรรมนี้ปัจจุบันไม่เพียงแต่นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย นักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาก็มีส่วนสำคัญในการออกค่ายเช่นเดียวกัน ด้วยกิจกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะนักศึกษาการช่าง
ขณะที่ยังมีบริษัทขนาดใหญ่ให้ความสำคัญของการช่วยกัน “มาช่วย ด้วยรัก” จัด “สร้างสนามให้เด็กเล่น สร้างคนเก่งให้สังคม”
กิจกรรมนี้ เปิดเผยในหนังสือ “ความรู้คือประทีป” ของ “เอสโซ่” ฉบับปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) อ่านทบทวนหลายครั้ง แถมซุกไว้ในกองหนังสือบนโต๊ะ วันก่อนค้นหาหนังสือบางเล่ม เห็นหนังสือเล่มนี้จึงหยิบขึ้นมาอ่านเรื่องที่ค้างไว้ ขึ้นปกว่า “สนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ BBL (Brain Based Learning)” สนับสนุนโดยโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ ศรีราชา
เรื่องในเล่มชื่อว่า “มาช่วย ด้วยรัก” สร้างสนามให้เด็กเล่น สร้างคนเก่งให้สังคม ผู้เขียนคือ กษมา สัตยาหุรักษ์ ขึ้นต้นเรื่องน่าติดตามว่า
เช้าวันเสาร์ระหว่างที่แสงแดดพากันหลบใต้ก้อนเมฆสีเทา มีเสียงปรบมือดังก้องสนามหญ้าโรงเรียนบ้านห้วยกรุ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังคำกล่าวเปิดงานทิ้งท้ายของ ดร.อดิศักดิ์ แจ้งกมลกุลชัย กรรมการและผู้จัดการโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ศรีราชา จบลงที่ว่า
“โรงกลั่นฯ เน้นให้พนักงานร่วมกันทำความดีบนพื้นฐานความต้องการของชุมชน ซึ่งเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”
งานเริ่มต้นในเช้าวันนั้นที่บรรดาพนักงานพากันเดินแบกอุปกรณ์ไปยังฐานเครื่องเล่นที่มีทั้งหมด 13 ฐาน ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกับการใช้สติปัญญา สนามเด็กเล่นแห่งนี้จึงประกอบขึ้นจากการนำยางรถยนต์หลากหลายขนาดที่ทาสีสันสดใสมาเป็นเครื่องเล่น มีพื้นทรายรองรับเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นฐานราวทรงตัว ปืนตาข่าย ป่ายห่วงยาง โหนบาร์ โหนห่วง ฯลฯ
กิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 ที่เลือกโรงเรียนแห่งนี้ เพราะอาจารย์สำเร็จ สมวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบอกว่า กังวลใจไม่รู้ว่าจะจัดหางบประมาณสร้างสนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างไร เพราะโรงเรียนได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในโรงเรียนโครงการพลิกโฉมอ่านออกเขียนได้ ซึ่งต้องดำเนินการให้เห็นผลในหนึ่งปี
ห้วงปิดภาคเรียนยาวนานถึงสองเดือน หวังว่าน้องหนูนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาคงมีโอกาสออกค่ายฤดูร้อนไปเสริมสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ให้น้องหนูในพื้นที่กันดารสักแห่งสองแห่ง
เพื่อ “สร้างคนเก่งให้สังคม” เช่นเดียวกับน้องหนูที่มีโอกาสเข้าเรียนในระดับสูงขึ้น สูงขึ้น ถึงทุกวันนี้

