โอกาสในอากาศ คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน สาโรจน์ มณีรัตน์

26.11.17 | 17:49 น.

จริงๆ แล้วเรื่องของความเปลี่ยนแปลง เราเคยได้ยินมาสมัยหนึ่ง ตอนที่ “บารัค โอบามา” ใช้กลยุทธ์ “Change” ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยก่อน

จนกระทั่งประสบความสำเร็จ

ต่อจากนั้นคำว่า “Change” ก็ถูกพูดถึงในวงกว้าง จนทำให้หลายคนมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่เฉพาะแต่เรื่องความคิด พฤติกรรม นโยบายการบริหารสำหรับการขับเคลื่อนทางการเมืองเท่านั้น
หากความเปลี่ยนแปลงยังนำมาปรับใช้กับการพัฒนาบุคลากรและองค์กรอีกด้วย สำหรับบางส่วนอาจนำเรื่องของความเปลี่ยนมาปรับโมดูลธุรกิจเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ ตามมา

ผ่านมาไม่กี่ปี ดูเหมือนคำว่า “Change” กำลังหายไป พร้อมกับมีคำใหม่ขึ้นมาแทน ดั่งที่คนสมัยนี้เรียกว่า “Transformation” หรือ “การเปลี่ยนแปลง” เช่นกัน

เพียงแต่คำคำนี้ส่วนใหญ่มักใช้กับการปรับโครงสร้างองค์กร

Advertisement

หรือการปรับเปลี่ยนโมดูลเพื่อสร้างธุรกิจใหม่

โดยเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ “คน” ให้ลงตัว ทั้งยังพร้อมพัฒนาศักยภาพของ “คน” เพื่อไปสร้างโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่แตกต่าง

ผ่านมาหลายองค์กรในต่างประเทศ และประเทศไทยมีการนำเรื่องของ “Transformation” ไปใช้ในองค์กรของตัวเองค่อนข้างเยอะ

บางแห่งประสบความสำเร็จ

บางแห่งทำอย่างไม่เข้าใจ

เพราะกระแสขณะนั้นยังไม่รุนแรงเท่ากับปัจจุบัน แต่เมื่อ 1-2 ปีให้หลัง เราเริ่มได้ยินกับคำว่า
“Disruption” หรือ “การหยุดชะงัก”

ถามว่าการหยุดชะงักเกี่ยวข้องกับอะไร?

คำตอบคือ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไอที สื่อสิ่งพิมพ์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อุตสาหกรรมต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่กระนั้น ต้องถามต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะทำอย่างไร?

เราจะปรับตัวอย่างไร?

มันน่ากลัวอย่างที่เขาพูดกันจริงหรือเปล่า?

ในมุมมองของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Change, Transformation หรือ Disruption จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้ถูกพูดมาจากฝั่งตะวันตก

ฝั่งตะวันตกเป็นคนทำให้ฝั่งตะวันออกตกใจ

ตกใจที่ทำไมถึงดำเนินธุรกิจย่ำอยู่กับที่

ระวังนะ คุณไม่เปลี่ยน เขาจะเปลี่ยนตัวคุณ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามองในแง่ดี ถือเป็นการรับรู้รับฟังเพื่อนำไปปรับตัว แต่ถ้ามองอย่างไม่ตกใจ เราจะรู้ว่า ไม่ว่าใครก็ตาม อาจเป็นมนุษย์เดินดิน กินข้าวแกง ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน พันล้าน สักวันหนึ่งเขาจะเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของตัวเอง

ภาษาบ้านๆ คือ ทำอยู่ทุกวันก็รู้

รู้ว่าเราทำอะไร ต้องไม่ย่ำอยู่กับที่ ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

เพียงแต่คำประดิษฐ์เหล่านี้ทำให้หลายคนตกใจ

ยิ่งมีตัวอย่างให้เห็นจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างชาติ ธนาคารจากประเทศญี่ปุ่น หรืออีกหลายๆ องค์กรที่ถูกกระแสโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง

จนทำให้ธุรกิจเหล่านั้นต้องปิดตัวลง ยิ่งทำให้ใครหลายคนต่างกังวล ต่างมุ่งไปหาที่ปรึกษาเพื่อเตรียมตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังถาโถมเข้ามา

สำหรับประเทศไทยเอง อาจมีตัวอย่างให้เห็นจากวงการแม็กกาซีนหลายแห่งที่ทยอยปิดตัวลงตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คำถามคือ เป็นเพราะกระแสของโลกดิจิทัลจริงหรือ

คนอ่านหนังสือในสมาร์ทโฟนกันทั้งหมดหรือ

ผมว่าไม่น่าจะใช่

ผมว่าเป็นเพราะคนที่ซื้อหนังสืออ่านค่อยๆ หายไปจากตลาดด้วยวัยของตัวเอง กลุ่มคนเหล่านี้เมื่อก่อนเป็นลูกค้าหลัก แต่เมื่อเขาอายุมากขึ้น จึงหันไปดูแลสุขภาพตัวเอง

ทำให้อ่านหนังสือน้อยลง

ยิ่งเดี๋ยวนี้โลกของการเสพสื่อง่ายกว่าเมื่อก่อน

เขาจึงไม่ค่อยซื้อหนังสือ

เราต้องมองพฤติกรรมการซื้อหนังสือด้วย เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าของตัวเอง เมื่อก่อนอาจซื้อหนังสือพิมพ์ นิตยสาร พ็อกเก็ตบุ๊กในคราวเดียวกันหลายเล่ม

แต่เมื่อเงินในกระเป๋ามีจำนวนจำกัด เขาจึงต้องเลือกซื้อในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ

อาจไม่ใช่หนังสืออีกต่อไป

ขณะที่คนรุ่นหลังมองว่า การเสพข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นเรื่องไม่จำเป็น ทุกอย่างมีอยู่ในสมาร์ทโฟนทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง หรือการอ่านข่าวสารบ้านเมือง

เรื่องอะไรจะต้องมาเสียเงินซื้อโดยไม่จำเป็น

ฉะนั้น ถ้าพูดให้ตรงๆ คือ พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเองก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะกระแสของโลกยุคดิจิทัลอย่างเดียวหรอกที่ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง

แต่เป็นเพราะเราไม่เข้าใจกลุ่มลูกค้าที่แท้จริงต่างหาก

ทำไมเฟซบุ๊กถึงได้รับความนิยม ทั้งๆ ที่เปิดลงทะเบียนฟรี ทำไมแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีถึงได้รับความนิยม จนทำให้เกิดมูลค่าธุรกิจมหาศาล

ตรงนี้เป็นเรื่องน่าคิด

เป็นคำตอบของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนที่มองเห็นโอกาสในอากาศ ทั้งๆ ที่เขาไม่ต้องเข้าไปบริหารจัดการเลย ยกตัวอย่างแอพพลิเคชั่น Airbnb ที่ให้ลูกค้าดาวน์โหลดฟรีเพื่อจองที่พักจากทั่วโลก
เขาไม่มีห้องพักอยู่ในมือสักห้องเดียว

แต่อาศัยนักท่องเที่ยวดาวน์โหลดจากแอพพลิเคชั่นเพื่อจองห้องพักในที่ต่างๆ ที่เขาอยากไป เท่านั้นเขาก็ได้เปอร์เซ็นต์จากเจ้าของห้องพักไปโดยปริยาย

ทุกอย่างอยู่ที่วิธีคิด

อยู่ที่วิธีการปรับตัวเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ในเชิงธุรกิจ

ฉะนั้น อย่าไปตกใจกับกระแสของโลกดิจิทัลที่กำลังถาโถมเข้ามา ตั้งสติดีๆ เชื่อมั่นว่าเรามีของดี เรามีของขาย และเรามีวิธีพลิกแพลงธุรกิจของเรา

เราก็จะสู้กับโอกาสในอากาศได้อย่างไม่ยากเย็น