ตามรอย ‘ท้องพระเมรุ เมืองกรุงเก่า’ เล่า ‘ธรรมเนียมพระบรมศพ’ ต้นทางพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9

27.11.17 | 17:39 น.
พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ในพระราชวังโบราณ ลานด้านหน้าคือส่วนหนึ่งของสนามหน้าจักรวรรดิ

การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน…

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ภาครัฐเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 9 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

จุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีของไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาอันล้ำค่าของไทย ที่มีการสืบทอดและอนุรักษ์ไว้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านพระเมรุมาศ และอาคารประกอบที่จัดสร้างขึ้นอย่างสมพระเกียรติ

อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปดูธรรมเนียมพระบรมศพ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ดร.นนทพร อยู่มั่งมี ผู้เขียน ธรรมเนียมพระบรมศพ และพระศพเจ้านาย และ สู่ฟ้าเสวยสวรรค์ หนังสือพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 บอกว่า ต้องย้อนกลับไปดูในสมัยอยุธยาตอนปลาย

“พระเมรุมาศต้นรัตนโกสินทร์ ได้แบบอย่างมาจากอยุธยา ซึ่งถ้ามองเราต้องมองอยุธยาตอนปลาย เพราะมีสนามที่ตั้งพระเมรุ เรียกว่า “สนามหน้าจักรวรรดิ” ซึ่งเทียบได้กับ “สนามหลวง”

Advertisement

“รูปแบบพระเมรุมาศที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็มาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยปรากฏเอกสารกล่าวว่ามีการสร้างเป็นเมรุทรงพระปรางค์ขนาดใหญ่ มีเมรุทองภายใน มีราชรถ มีพระมหาพิชัยราชรถ รวมทั้งรูปแบบการเก็บอัฐิ เทียบได้กับการเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไปเก็บที่พระบรมมหาราชวัง”

ส่วนที่ตั้งพระโกศพระบรมศพก่อนจะถวายพระเพลิงนั้น ที่ “พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์” มีปรากฏหลักฐานอยู่บ่อยครั้ง ตอนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทก็ใช้แบบจากพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ และมีการตั้งพระบรมศพเหมือนกัน เหล่านี้เป็นธรรมเนียมที่ถ่ายทอดมาจากอยุธยาตอนปลาย และใช้กันเรื่อยมา บางธรรมเนียมก็อยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่นี่จึงให้ภาพที่เห็นถึงธรรมเนียมที่พัฒนาไปสู่ต้นรัตนโกสินทร์ได้อย่างชัดเจน

เป็นที่มาของการตามรอย “ท้องพระเมรุ กลางกรุงศรีอยุธยา” ในครั้งนี้ ที่มติชนอคาเดมี พาบุกกรุงเก่าเจาะลึกธรรมเนียมราชสำนักเรื่องธรรมเนียมพระบรมศพถึงสถานที่จริง ในพระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณ ที่ตั้งพระบรมศพของกษัตริย์สมัยอยุธยา เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ผังแสดงพื้นที่สนามหน้าจักรวรรดิ
ปูนปั้นรูปครุฑ ที่ฐานพระที่นั่งไพชยนต์

บุกพระราชวังโบราณ เล่าธรรมเนียมพระบรมศพบนสถานที่จริง

แน่นอนว่า จุดตั้งต้นของการเปิดฉากย้อนความกลับไปเมื่อครั้งอดีตย่อมเริ่มที่ “พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์” ภายในเขตพระราชวังหลวง หรือพระราชวังโบราณ ทางทิศใต้ของวัดมงคลบพิตร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2175) เป็นสถาปัตยกรรมยอดมณฑปเดียว ประกอบด้วยมุขซ้อน 4 ด้าน เป็นปราสาทโถงมี 3 ชั้น แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงฐานอิฐ แต่ยังมีร่องรอยบางอย่างที่บอกเล่าถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีต

ที่นี่คือสถานที่ซึ่งจดหมายเหตุการพระศพ กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกถึงการอัญเชิญพระบรมศพทางชลมารค แห่ไปตั้งยังพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ เมื่อครบกำหนดจึงเชิญพระศพไปยังท้องพระเมรุ

บริเวณลานด้านหน้าพระที่นั่งคือส่วนหนึ่งของสนามที่ใช้ในการทำถวายพระเพลิง เรียกว่า “สนามหน้าจักรวรรดิ” เพราะมีพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ตั้งอยู่ เป็นลานสำหรับเดินสวนสนามของทหารกระบวนอิสริยยศ กระบวนทหารในสมัยพระเจ้าปราสาททอง

“เรามาที่นี่ เพราะเคยปรากฏหลักฐานในเอกสารชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า “กฏหมายพระบรมศพ” เป็นจดหมายเหตุกรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาองค์เดียวในสมเด็จพระนารายณ์ ในนี้บรรยายอย่างละเอียดว่าตั้งพระศพอย่างไร สร้างพระเมรุขนาดเท่าไร อย่างไร มีกระบวนแห่ไปวัดอย่างไร ใช้พระราชยานอะไร มีมหรสพอะไร ตอนกี่โมง บอกหมด เป็นเอกสารที่ระบุถึงงานพระเมรุอย่างชัดเจนที่สุด เราจึงต้องเริ่มที่พระที่นั่งองค์นี้”

ลักษณะการใช้งานสนามหน้าจักรวรรดิ ดร.นนทพร บอกว่า คล้ายกับสนามหลวงปัจจุบัน คือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยครอบคลุมพื้นที่เป็นแนวจากหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ไปจนถึงแนวหน้าพระวิหารมงคลบพิตร

วัดวรเชษฐ์ เชื่อว่าเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนเรศวร

ไขคำตอบ…ทำไมอยุธยาเต็มไปด้วยวัดและเจดีย์

สิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะสำคัญเมื่อมาเยือนเมืองเก่าอยุธยา นอกจากความเป็นเมืองโบราณที่มีซากปรักของโบราณสถานมากมาย โดยเฉพาะวัดและเจดีย์ นั่นเป็นเพราะคติเดิมของการพระศพนับที่มีธรรมเนียมว่า สถานที่ใดที่มีการถวายพระเพลิงกษัตริย์และพระราชวงศ์จะมีการสร้างวัด สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิ

เช่น ที่ วัดพระราม เชื่อกันว่าเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าอู่ทอง

ซึ่งถ้าพิจารณาถึงผังของวัดแต่ละวัด จะเห็นว่าสะท้อนคติเขาพระสุเมรุ ยิ่งเป็นรูปแบบพระปรางค์จะเห็นชัด เห็นความสมมาตร การสร้างเป็นแกนประธาน และเจดีย์ทิศ ซึ่งอาจจะแทนทวีปทั้งสี่ หรือแทนเรื่องสัตบริภัณฑ์ ระเบียงคตแทนความเป็นขอบของจักรวาล

ดังนั้นเวลาไปดูวัดที่อยุธยา ผังวัดจะบ่งบอกความเชื่อทั้งนั้น แต่จะให้ความสำคัญมากน้อยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง บางวัดอาจจะมีโบสถ์กับพระเจดีย์เป็นประธาน แต่อาจจะใช้วิธีแสดงขอบเขตด้วยการขุดน้ำล้อมรอบ แทนมหานทีสีทันดร ยิ่งวัดรอบนอกอยุธยามีจำนวนมากมายที่ราษฎรสร้าง บางแห่งมีการขุดน้ำรอบนอก เรียกว่า “นทีสีมา” คือใช้น้ำเป็นขอบเขตของศาสนสถานแทน ซึ่งบ่งบอกถึงคตินี้ คือเป็นเสมือนมหานทีสีทันดร และตัววัดเหมือนเขาพระสุเมรุ เพียงแต่จะเน้นองค์ประกอบมากน้อยขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ หรือการให้ความสำคัญกับความเชื่อ หรือฐานันดรของผู้สร้างด้วย

“ก่อนหน้าสมัยพระเจ้าปราสาททอง จะมีธรรมเนียมการสร้างวัดทับบริเวณถวายพระเพลิง อย่างในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เวลาทำศพเจ้านายจะให้ขุดขึ้นมาเผาและทำพิธี ตรงไหนทำพิธีก็ให้สร้างวัด เช่น โปรดให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้าไทย ซึ่งเป็นอหิวาต์ ถวายพระเพลิงเสร็จก็สร้างเป็นวัดป่าแก้ว ซึ่งก็คือวัดใหญ่ชัยมงคล

บริเวณละแวกนั้นจึงเต็มไปด้วยวัดและเจดีย์มากมาย สุดท้ายในสมัยพระเจ้าปราสาททอง โปรดฯให้มีสนามหน้าจักรวรรดิ และมีการถวายพระเพลิงที่นี่ เช่น พระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์และเจ้านายอีกหลายองค์

ต่อมาสนามตรงนี้ก็แคบลง เพราะวัดสร้างเข้ามาเยอะขึ้นๆ จนสุดท้ายต้องย้ายบางส่วน เจ้านายบางองค์ต้องย้ายไปถวายพระเพลิงที่วัดไชยวัฒนาราม”

วัดพระราม ที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าอู่ทอง

วัดราชบูรณะ เรื่องนอกพงศาวดารที่ไม่ได้ถูกเล่า

แวะไปทำความรู้จัก “วัดพระราม” ตัวแทนของราชวงศ์ละโว้ก็แล้ว จะไม่มีวัดที่เป็นตัวแทนของราชวงศ์สุพรรณภูมิก็กระไรอยู่

อีกสถานที่ที่ต้องแวะเมื่อมาเที่ยวกรุงเก่า “วัดราชบูรณะ” นอกจากมาฟังและมาชมกรุทองแล้ว นักเรียนประวัติศาสตร์นอกห้องเรียนจะได้ยินได้ฟังคือ เจดีย์เจ้าอ้ายและเจ้ายี่ ที่สะพานป่าถ่าน ซึ่งอยู่นอกวัดราชบูรณะ ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียงซากโบราณสถานเล็ก บริเวณเกาะกลางถนนหน้าวัดราชบูรณะ

ที่ตรงนี้ในอดีตคือ แนวสะพานป่าถ่าน เล่ากันว่าเป็นสถานที่ชนช้างของเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา และถึงแก่พิราลัยทั้งสองพระองค์ เปิดทางให้กับเจ้าสามพระยาขึ้นนั่งเมือง

ดร.นนทพร บอกว่า วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นตัวแทนของราชวงศ์สุพรรณภูมิ ที่นี่ก็มีการถวายพระเพลิงเหมือนกัน แต่ก็มีเรื่องการเมืองเรื่องอะไรที่แยกต่างหากไปอีก

ซึ่งเสน่ห์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ประการหนึ่งอยู่ที่การตั้งคำถาม การถกแตกประเด็น เมื่อมาถึงที่นี่ ดร.นันทพร จึงชวนให้คิดตามว่า ในเมื่อสร้างวัดให้พี่ชาย แต่ทำไมสร้างเจดีย์ของพี่ชายที่นอกวัด?

แล้วทำไมต้องมารบกันบนชัยภูมิที่แสนจะทุลักทุเลอย่างเชิงสะพานป่าถ่าน?

เป็นไปได้มั้ยว่ายังมีเรื่องที่ไม่ได้เล่าในพงศาวดาร อาทิ เจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา ยกทัพมาแถวนี้เป็นแผนลวงหรือเปล่า แล้วมุขมนตรีอาจจะเป็นพวกเดียวกับเจ้าสามพระยา ตั้งทัพอยู่ในวัง แล้วเจ้าสามพระยายกทัพจากพิษณุโลกมาล้อม เพราะด้วยธรรมเนียมการเขียนพงศาวดารจะไม่เขียนให้ร้ายกษัตริย์ของตนเองอยู่แล้ว กษัตริย์ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จะต้องอยู่เหนือการเมืองทั้งปวง เวลาเราอ่านพงศาวดารจะเห็นว่าเจ้าสามพระยาเหมือนนั่งอยู่เฉยๆ

แล้วในเมื่อสร้างวัดให้พี่ชาย ทำไมเอาอัฐิพี่ชายไว้นอกวัด เพราะพี่ชายเป็นศัตรูการเมือง การจะเอาศัตรูการเมืองไปไว้ในวัดของเราได้อย่างไร แล้วในเมื่อธรรมเนียมการสร้างวัดแต่โบราณคือการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สิ่งที่ควรจะอยู่ในพระปรางค์ ควรจะเป็นอัฐิพี่ชายหรือเปล่า

ปี 2499 กรมศิลปากรขุดพบผอบแท่งยาว เมื่อเปิดผอบพบว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เช่นเดียวกับที่วัดพระศรีสรรเพชญก็เจอพระบรมสารีริกธาตุในพระสถูปเป็นชั้นๆ ดังนั้นการสร้างวัดส่วนหนึ่งจึงเป็นการอัพสถานภาพของตนเองว่าเป็นผู้ทำนุบำรุงพระศาสนา สร้างบุญกุศลให้ตนเอง

การสร้างวัดอาจจะเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้พี่ชาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาอัฐิของพี่ชายมาไว้ในวัด…

เป็นประเด็นที่ ดร.นนทพร ทิ้งไว้ให้คิดต่อ เพราะประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ไม่มีข้อสรุป

วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต้นแบบของวัดพระศรีรัตนศาสนดาราม