ตลอดระยะกว่า 100 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า การศึกษาไทยมีเป้าหมายเพื่อผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รับใช้ภาคเมืองและอุตสาหกรรมเป็นหลัก
เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาจะได้รับการเรียนรู้และถูกหล่อหลอมให้มีวิถีชีวิตที่ตามกระแสทุนโลก กระบวนการศึกษาใหม่จึงเป็นกระบวนการถอนรากถอนโคนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของชุมชน ด้วยวาทกรรม
ที่ว่าความรู้ภูมิปัญญาเดิมล้าสมัยไม่ทันยุค การอยู่แบบเรียบง่าย พึ่งตนเอง ในแบบเดิมไม่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เน้นการเรียนการสอนในห้อง ท่องจำ ขาดการศึกษาค้นหาความรู้ด้วยตนเอง
ขณะที่ความจริงอีกข้อหนึ่งคือ นโยบายการศึกษาจากส่วนกลาง ทั้งหลักสูตรและวิธีจัดการการเรียนการสอน การวัดผล การประเมินผล นั้นแข็งตัวและไม่หลากหลาย ไม่เข้าใจถึงความแตกต่างทางบริบทสังคมวัฒนธรรม ทำให้เป็นปัญหาสำคัญที่เข้าไปทำลายเนื้อหาสาระของท้องถิ่นและวิถีชุมชน
ทั้งๆ ที่จริงแล้วหน้าที่ของการศึกษา คือ ต้องสร้างและพัฒนาผู้เรียน ให้เติบโตบนความเชื่อมั่น ตระหนักและเห็นถึงคุณค่าของตนเอง ของชุมชน ท้องถิ่น และประเทศชาติ
การศึกษาที่มุ่งสร้างการเรียนรู้เรื่องทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ หรือการศึกษาสัมมาชีพ จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายตื่นตัว ให้ความสำคัญและเดินหน้าปรับทิศทางให้การจัดการเรียนการสอนบนแนวทางดังกล่าว
ดังนั้น ตลอดเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา หลายสถานศึกษา หลากพื้นที่ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมจัดการเรียนการสอนหลักสูตรสัมมาชีพอย่างต่อเนื่อง เกิดการพัฒนาจัดตั้งศูนย์การเรียน ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นหลักสูตร มีการถ่ายทอดโดยพ่อครู-แม่ครูของชุมชน
ความตื่นตัวของภาคประชาชนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงการศึกษา เกิดขึ้นอย่างหลากหลายในพื้นที่ทุกภูมิภาคของไทย
และนี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวจากแดนดินถิ่นอีสาน โดยเป็นตัวอย่าง การเรียนรู้ “สัมมาชีพ” ในการศึกษา : การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมของคนไทบ้าน ที่เป็นรูปธรรม ต้นแบบความสำเร็จ หรือแม้แต่อุปสรรคขวากหนามที่อาจสะท้อนความล้มเหลวในเชิงโครงสร้าง แอบซ่อนไว้อยู่ก็เป็นได้

โรงเรียนบ้านคูเมือง
การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง
ณ บ้านคูเมือง หมู่ 4 ต.คูเมือง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี สถานที่อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านคูเมือง (อ่อนอนุเคราะห์) ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 657 คน เป็นตัวอย่างศูนย์เรียนรู้สถานศึกษาพอเพียงที่จัด “การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง”
ขณะเดียวกันเพื่อที่จะลดปัญหาและให้การช่วยเหลือเด็กที่ยากจน ไม่มีพ่อและแม่ หรือผู้ปกครองดูแล ทำให้เกิดแนวทางการศึกษาเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบาง เกิดการพัฒนาเป็นโครงการสานฝันปันรอยยิ้มให้สังคมขึ้นมา และต่อยอดเป็นศูนย์การเรียนรู้ “บ้านสานฝัน” โดยมีผู้อำนวยการ โกวิทย์ บุญเฉลียว เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ
วงเสวนาในวันนั้นได้เปิดโลกให้เราเข้าไปสู่มิติการศึกษาอีกด้านหนึ่ง ที่น่าค้นหาและทำความเข้าใจยิ่งนัก
ผอ.โกวิทย์เล่าว่า ระบบการศึกษาบังคับให้คนเรียนเหมือนๆ กัน แต่มีเด็กบางกลุ่มไม่สามารถเรียนหรืออยู่ในหลักสูตรแบบนั้นได้ เราจึงคิดว่าจะทำอย่างไรกับเด็กที่อยู่นอกระบบเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการจัดการศึกษาแบบเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ตามความสนใจของเด็กที่ต้องการเรียนรู้ ให้เขาเรียนรู้จากสิ่งที่เขาสนใจ เช่น สนใจเรื่องไฟฟ้า เรื่องการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยจะมีคุณครูที่อาสามาช่วยในการดูแลเด็กๆ แม้แต่คุณครูที่เกษียณแล้ว
“ผมคิดว่า ถ้าเด็กมีความดีอยู่ในใจเขาตลอดเวลา เขาจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ก็จะมีต้นทุนในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ เราต้องการใส่คุณธรรมจริยธรรม ให้เขามีความเป็นคนดีมากที่สุดได้อย่างไร ให้มีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ อยู่ในสังคมอย่างรู้เท่าทัน หลายเรื่องเราต้องการให้เกิดรูปธรรม มากกว่าตัวอักษรในตำราเรียนที่เราเขียนไว้” ผู้อำนวยการกล่าว
ขณะที่ พรทิพย์ มายุศิริ หนึ่งในครูผู้ดูแลเด็กบ้านสานฝัน ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้ว แต่มีใจรักในการสอน เล่าว่า เด็กที่มาที่นี่หลายคนมีความพร้อมไม่เต็มที่ เรามีหน้าที่ร่วมกันกับเด็กเพื่อหล่อหลอมให้เขามีชีวิตที่ดี ให้เขาสามารถเอาตัวรอดดูแลตัวเองได้ เด็กบางคนมีความบกพร่องในการเรียนอย่างหนัก แต่เขาก็สามารถที่จบไปเลือกทางเดินของตัวเอง และมีงานทำได้
“การได้เห็นพัฒนาการของเด็กๆ และนำสิ่งที่เรียนไปต่อยอดได้ ทำให้เราเลือกที่จะมาทำงานตรงนี้ เราพยายามสอดแทรกความรู้ลงไปในสิ่งที่เขาปฏิบัติ เช่น การขุดบ่อเลี้ยงปลา เขาก็จะได้คณิตศาสตร์ ได้รู้จักพันธุ์ปลา ได้รู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนามันอย่างไร”
ขณะที่เด็กๆ จากบ้านสานฝันพาเราเดินชมบรรยากาศการเรียนรู้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความสุขจากรอยยิ้มได้ผุดขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา เด็กๆ หลายคนยอมรับว่า เขาไม่ชอบการเรียนในระบบบังคับ และบางคนก็มีปัญหาครอบครัว แต่ที่นี่เขามีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะต้องรับผิดชอบต่องาน ผัก ปลา และสัตว์เลี้ยงที่เขาลงมือปลูกปั้นมันขึ้นมา
ที่สำคัญคือ เด็กๆ หลายคนตอบกับตัวเองได้ว่า อนาคตของเขา และสิ่งที่เรียนรู้จะสามารถนำพาให้เขาอยู่รอดและค้นหาเป้าหมายได้อย่างไร
จากการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เน้นการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ สร้างเสริมทักษะชีวิต และทักษะอาชีพให้แก่ผู้เรียน ภายในบ้านสานฝันจึงถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม มีการปลูกมะนาว เพาะพันธุ์จำหน่าย การเลี้ยงสัตว์ วัว ไก่ไข่ ปลา
รวมทั้งบรรยากาศแห่งความอบอุ่นจากคุณครู และความเอาใจใส่ของผู้เรียนเอง

“ชิดรัมย์”โฮมสคูล
การเรียนคือการบริหารร้าน
2 หนุ่มน้อย หน้าตาน่ารัก อัธยาศัยไมตรีตามแบบฉบับมารยาทไทย ต้อนรับด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าในทันทีทันใดที่เราย่างก้าวเข้าไปยังร้านกาแฟ ที่ตัวเมืองบุรีรัมย์ “ร้านกาแฟโฮม” สถานที่ที่เราต้องเข้าใจใหม่ว่านี่ไม่ใช่ร้านกาแฟตามแบบฉบับทั่วไปที่เปิดเพื่อดำเนินธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ที่นี่คือการศึกษาโดยครอบครัว หรือโฮมสคูล (Home School) ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาเรียนรู้ตามธรรมชาติ โดยครอบครัว “ชิดรัมย์”
และ 2 หนุ่มน้อยที่ว่า คือ น้องอั่งเปา ภควัฒน์ ชิดรัมย์ และ น้องปุณ ณฐกร ชิดรัมย์ ซึ่งเป็นนักเรียนตัวจริง โดยมีคุณพ่อ วุฒิไกร ชิดรัมย์ และคุณแม่ พิชญา ชิดรัมย์ ที่มองเห็นทางเลือกของการศึกษา และความสำคัญที่เอาความสุขของลูกเป็นที่ตั้ง
“วุฒิไกร” คุณพ่อของน้องเปาและน้องปุณ เล่าถึงสาเหตุที่นำลูกออกจากการศึกษาในระบบ และตัดสินใจจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้ลูกทั้งสอง ว่า ตอนนั้นครอบครัวอยู่ที่กรุงเทพฯก็เห็นลูกๆ ตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนทุกวัน กว่าจะกลับมาก็เย็น แล้วยังต้องมาทำการบ้านอีก แทบจะหมดเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ เห็นลูกหมดพลัง ต่างจากสมัยที่ตนเคยเรียน อย่างน้อยกลับมาจากโรงเรียนยังมีช่วงเวลาที่ทำได้กิจกรรมบ้าง
จึงเป็นจุดเริ่มต้นศึกษาและตัดสินใจที่จะทำโฮมสคูล
“เมื่อคิดจะทำเรื่องนี้ก็ย้ายครอบครัวกลับมาที่บุรีรัมย์ ช่วงแรกๆ เราให้เด็กๆ ช่วยทำงานในร้านกาแฟ จากนั้นก็เป็นความสนใจของเด็กๆ ก็ให้เขาเข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการเอง คิดเมนูเอง วางแผนเอง และต่อมาก็ได้ยกกิจการให้ทั้งสองคนดูแลอย่างเต็มตัว”
คุณพ่อยังเล่าต่อว่า ตัวเราอยู่ในระบบการศึกษาแบบบังคับมาตลอดก็มีความกังวลในตอนต้น พยายามจะดึงเอาโรงเรียนและเอาเนื้อหาเข้ามาสอนอีกทีนึง ทำไปสักระยะเรายังคงเห็นลูกเราไปโรงเรียนซึ่งไม่มีความแตกต่าง จึงเริ่มปรับวิธีการจากคนในครอบครัว ทั้งคุณแม่ คุณปู่ คุณย่า และดูว่าเด็กมีความสุขในรูปแบบไหน เราเน้นให้เขาฝึกปฏิบัติมากกว่า
ด้านอั่งเปาเล่าว่า การเรียนรู้ของผมทุกวันคือ การทำกาแฟ การทำอาหาร การบริหารร้าน และการดูแลฟาร์ม สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เราได้ช่วยคุณพ่อ คุณแม่ มีความสุขอยู่กับครอบครัว สนุกกว่าเรียนในโรงเรียนมาก
“ส่วนเพื่อนก็ยังมีปกติ เวลาเรียนในโรงเรียนผมก็ได้ไม่รู้จักทุกคนในห้อง แถมเพื่อนบางคนก็บังคับให้เราทำนู่นทำนี่ พอเราไม่ทำก็ไม่คบเรา แต่ตอนนี้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มีความรับผิดชอบมากขึ้น ทำงานดูแลร้านและครอบครัว”
จากนั้นอั่งเปาก็โชว์ลีลาในการชงกาแฟอย่างคล่องแคล่ว ตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง และมีน้องปุณคอยทำหน้าที่ผู้ช่วยในการรับออเดอร์และเสิร์ฟกาแฟ
จากเรื่องราวทั้งสองเรื่องในข้างต้น ทำให้เกิดคำถามว่าสิ่งที่ทำมีการรองรับทาง “กฎหมาย” หรือไม่?
กนกพร สบายใจ จากเครือข่ายบ้านเรียน อธิบายว่า การศึกษาแบบโฮมสคูลได้รับการรับรองถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมีการประเมินผลร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีใบ ปพ.จบอย่างถูกต้อง มีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่ากับสถานศึกษาอื่นๆ
“การศึกษาในครอบครัวเป็นการศึกษาแบบผสมผสาน คือ เอาวิถีการดำเนินชีวิตในครอบครัว บนบริบทชุมชนท้องถิ่น ผสมผสานกับ ศักยภาพผู้เรียนเป็นตัวตั้ง โดยมีเนื้อหา 8 กลุ่มสาระสอดแทรกอยู่ในตัวการเรียนรู้ และเราประเมินผลจากคุณภาพจากผู้เรียน เชื่อมโยงจากภายในตัวเด็กเพื่อเรียนรู้โลก”
นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งของการศึกษาทางเลือก ท่ามกลางคำถามที่ว่า “การศึกษา” สามารถสร้างคนให้สร้างสังคมได้จริงหรือ
หลายต่อหลายคนก็พยายามแสวงหาคำตอบเหล่านั้น ผ่านทาง “การศึกษาทางเลือก” ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีหมุดหมายปลายทางเดียวกันคือ “ความอยู่รอดของสังคมไทย”

