เมื่อ ‘เด็ก’ ยังด้อยโอกาส ‘อีลีท พลัส’ จับมือ ‘ยูนิเซฟ’ สะท้อนปัญหา ส่งต่อความช่วยเหลือเด็กทั่วโลก

1.12.17 | 16:26 น.
แอกเนส ชาน

ในระหว่างที่เรากำลังคิดถึงอาหารมื้อเย็นที่ถูกปาก หรือคาดหวังว่าอากาศตอนกลางวันคงไม่ร้อนจนเกินไป ยังมีชีวิตอีกฟากฝั่งหนึ่งที่ทำได้เพียงภาวนาว่าจะมีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

จากรายงานสภาวะเด็กด้อยโอกาสขององค์การยูนิเซฟได้สะท้อนภาพในอนาคตให้เห็นว่า ภายในปี พ.ศ.2573 จะมีเด็กถึง 167 ล้านคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความยากจนแร้นแค้น และเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ 69 ล้านคนจะต้องจากโลกนี้ไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ

ปัญหาข้างต้นถูกฉายภาพให้แจ่มชัดขึ้นในงานฉลองครบรอบ 3 ปี ของนิตยสาร อีลีท พลัส ณ ห้องบอลรูม โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดย อาทร เตชะธาดา บรรณาธิการอำนวยการและผู้ก่อตั้ง นิตยสาร อีลีท พลัส ได้จัดงานภายใต้หัวข้อ “Investing in Children for Future of Thailand” เพื่อการกุศลร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

แอกเนส ชาน

ด้วยความมุ่งหวังให้การจัดงานเฉลิมฉลองครั้งนี้มีความหมาย นิตยสาร อีลีท พลัส ได้เชิญ แอกเนส ชาน ศิลปินชื่อดังยุค 70 ซึ่งทำหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรีของยูนิเซฟในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากว่า 20 ปี มาบอกเล่าสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหา “เด็กด้อยโอกาส” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับความรู้ รวมถึงได้รับแรงบันดาลใจจากวิทยากรผู้ทำหน้าที่รณรงค์ช่วยเหลือเด็กทั่วโลกด้วยจิตอาสา อีกทั้งเธอยังสร้างเซอร์ไพรส์แก่ผู้มาร่วมงานด้วยการขับกล่อมบทเพลงผ่านเสียงร้องอันนุ่มนวลพร้อมกับกีตาร์คู่ใจบนตัก ให้ผู้ร่วมงานรับฟังเป็นพิเศษ ด้วยเพลง Circle Game และ Nobody?s Child

โดยรายได้ภายในงานทั้งหมดจะถูกมอบให้องค์การยูนิเซฟเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ซึ่งเป็นบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่ถูกเจือไปด้วยความหวังที่ความช่วยเหลือจะถูกส่งต่อไปยังเด็กๆ ที่กำลังเผชิญปัญหานี้

Advertisement

แอกเนส ชาน

กับเส้นทางสายจิตอาสา

“ครั้งหนึ่งฉันเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองฮ่องกง เพื่อไปพบกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่หลายคนไม่มีแขนหรือขา เด็กๆ พยายามตะเกียกตะกายออกมาต้อนรับพวกฉัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พบเจออะไรแบบนี้ ฉันได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น น้ำตาเอ่อไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ฉันกล่าวทักทายตามด้วยคำพูดที่ตระเตรียมไว้ หลังพูดจบ บรรยากาศเงียบสนิทไม่มีแม้เสียงปรบมือ ฉันก็เลยคิดว่าต้องพูดอะไรผิดแน่ๆ แต่แล้วฉันก็ตระหนักได้ว่า เด็กๆ หลายคนไม่มีมือ พวกเขาปรบมือไม่ได้ แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไร้การตอบสนอง พวกเขาได้ส่งรอยยิ้มมาให้ฉัน รอยยิ้มที่ยังประทับอยู่ในใจดังก้องกว่าเสียงปรบมือเป็นไหนๆ”

“คืนนั้นฉันกลับไปที่บ้านแล้วพิจารณามองแขนขาของตัวเอง ไม่ใช่ทุกคนที่ได้แขนขาติดตัวมาตั้งแต่เกิด พวกเขาไม่สามารถกินข้าวเย็นได้อย่างที่เราทำ ไม่สามารถวิ่งไปในที่ที่อยากจะไป ไม่สามารถโอบกอดคนที่รักได้ หรือแม้แต่จะเกาให้ตัวเองหายคันยังทำไม่ได้เลย วันนั้นทำให้ฉันค้นพบว่าฉันเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่ยังไม่รู้ประสา การมาทำงานจิตอาสาทำให้ฉันได้พบกับเด็กๆ ด้อยโอกาสอีกมากมาย เด็กที่ไม่มีพ่อแม่ เด็กที่ไม่มีโอกาสมองเห็น หรือแม้แต่ในงานศพของเด็กบางคนที่เราจัดให้ ไม่มีแม้ใครมาสักคน” แอกเนสบอกเล่าจากประสบการณ์

แอกเนส ชาน

แอกเนสเล่าต่อว่า หลังจากที่ได้ไปเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ สิ่งที่ฉันเห็นคือพ่อแม่มากมายมีปัญหาในการเลี้ยงดูลูก เมื่อปีก่อนมีเด็กในแอฟริกาใต้ที่อายุไม่ถึงห้าขวบเสียชีวิตประมาณ 6 ล้านคน เวลาพวกเราท้องเสีย เรามียากิน เรามีหมอคอยรักษา แต่ไม่ใช่สำหรับในอีกหลายพื้นที่ที่ขาดแคลน พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำที่สะอาดได้ ทำให้ทุกวันต้องบริโภคแต่น้ำที่สกปรกปนเปื้อน เมื่อลูกๆ ของพวกเขาท้องเสีย แม่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีหมอไม่มียา น้ำที่ไม่สะอาดก็ยังถูกป้อนให้เด็กต่อไปเพราะแม่ขาดความรู้ความเข้าใจ จนสุดท้ายเด็กก็เสียชีวิต

“ฉันจำเป็นต้องมีลูกให้มากที่สุด เพื่อที่อย่างน้อยจะได้มีลูกสักคนรอดชีวิต” คำกล่าวอย่างสิ้นหวังของแม่ชาวเอธิโอเปียผ่านคำบอกเล่าของแอกเนส

สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่ถูกบ่มเพาะมาจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น จึงเกิดเป็นคำถามที่ว่าหากเราอยากให้เขามีลูกน้อยลง เพื่อที่เขาจะสามารถดูแลลูกแต่ละคนได้ดีที่สุด เราจะโน้มน้าวให้เขาเชื่อได้อย่างไรว่าลูกเขาจะรอดจากความตาย ภาพวงจรชีวิตที่มีอัตราการเกิดมาก พร้อมๆ กับอัตราการตายที่มากเป็นเงาตามตัวคงไม่ใช่ภาพที่น่ารื่นรมย์นัก และหากเราแง้มใต้ภาพออกมาดูจะเห็นได้ชัดว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากหลายมิติ ทั้งความยากจนและการขาดการศึกษา ซึ่งหวังว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะค่อยๆ คลี่คลายลงโดยที่ทุกคนเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของเด็กคนหนึ่งซึ่งมีสิทธิเช่นเดียวกับเราในการมีชีวิตจนเติบใหญ่

จากซ้ายไปขวา พิสุทธิ์ เลิศวิไล, อาทร เตชะธาดา, ปองพล อดิเรกสาร, แอกเนส ชาน, สาวิตรี สุวรรณสถิตย์, ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์, โธมัส ดาวิน

“การทำงานการกุศลทำให้ฉันรู้ว่ามีคนอีกมากมายบนโลกใบนี้ที่กำลังเดือดร้อน และอยากหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน ฉันเป็นคนที่โชคดีมากๆ ฉันมีบ้าน มีเสื้อผ้า มีอาหาร พอฉันป่วย ฉันก็ไปหาหมอ สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ เวลาที่เราเจอกับปัญหาแล้วคิดว่าทำไมชีวิตเราช่างโชคร้าย นั่นเป็นเพราะเราคิดถึงแต่ตัวเอง สิ่งที่จะทำให้เราก้าวต่อไปได้ คือการลองคิดถึงคนอื่นบ้าง แล้วเราจะพบว่าเราโชคดีแค่ไหน และเราจะทำเพื่อใครได้บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบคือ ทุกคนบนโลกมีความสามารถในการมอบความรัก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนอ้วน คนผอม หรือแม้แต่ตอนคุณป่วย คุณก็ยังสามารถมอบความรักให้แก่กันได้ นี่คือพรสวรรค์ของมนุษย์” แอกเนสบอกเล่าพร้อมรอยยิ้ม

สถานการณ์ในประเทศไทย

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีตัวเลขจำนวนคุณแม่วัยใสติดเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน และที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ คุณแม่มือใหม่ที่อายุน้อยที่สุดคือ 10 ขวบ วัยรุ่นเหล่านี้ยังขาดทักษะความรู้ ความเข้าใจ ขาดทักษะชีวิต รวมถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคม ประกอบกับบางพื้นที่ยังมีความคิดความเชื่อตามค่านิยมที่ส่งเสริมการมีคู่ครองในวัยรุ่น และต้องมีลูกให้เร็วเพื่อความสมบูรณ์ของครอบครัว

เมื่อลูกของคุณแม่วัยใสลืมตาขึ้นมาดูโลก ทารกผู้นั้นจะแบกรับความเสี่ยงไว้เต็มบ่า เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะดูแลตัวเองได้ และช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงที่เขาต้องเผชิญกับสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีในหลายๆ ด้าน

เป็นประเด็นที่ โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ค้นพบหลังเข้ามาประจำการอยู่ที่ประเทศไทย

“หลังจากที่ผมได้รับมอบหมายจากยูนิเซฟให้มาประจำการอยู่ที่ประเทศไทย เพื่อนผมล้วนถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาจ่ายให้คุณมากขนาดไหนถึงกล้าย้ายไปอยู่ที่นั่น คือผมก็เข้าใจว่า ถึงแม้ในกรุงเทพฯ เราจะได้เห็นตึกรามบ้านช่องหรูหรา ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้าบีทีเอส แต่เมื่อคุณลองเดินเท้าเข้าไปในเมืองด้วยตัวเอง แค่เพียงสัก 200 เมตร คุณจะเริ่มเห็นสิ่งที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง สภาพความเป็นอยู่ของหลายๆ ครอบครัวไม่ได้เป็นไปตามภาพสวยงามที่ผมมองผ่านลงมาจากหน้าต่างเครื่องบิน”

“ปัญหาที่ยูนิเซฟให้ความสนใจในตอนนี้คือการที่พ่อแม่มีลูกเร็วเกินไป ทำให้ลูกที่เกิดมาอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาทั้งสภาพสังคมและความเป็นอยู่ แม่หลายคนต้องหยุดเรียน หยุดทำงานเพื่อออกมาเลี้ยงลูก หลังจากนั้นปัญหาทางการเงินจะติดตามมาโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งค่าใช้จ่ายตอนตั้งครรภ์และหลังคลอด สุดท้ายเงินส่วนที่เหลือกลับต้องถูกจ่ายให้กับโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคต่างๆ ให้ลูกของเธอ แต่ท้ายที่สุดความตายก็ได้พรากลูกจากเธอไป” โธมัสสะท้อนภาพของปัญหาในประเทศไทย

“เราหวังจะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับชาติ เมื่อเรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตให้เด็กๆ เราจะมองไปยังระยะยาวให้การเปลี่ยนแปลงนั้นยั่งยืน” โธมัสยืนกรานเจตนารมณ์ของยูนิเซฟ

เพราะการสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ให้แก่เด็กๆ เป็นสิ่งที่เราควรร่วมมือกัน เหตุเพราะเด็กๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นคนที่เลวร้ายหรือเคยกระทำความผิดในสิ่งใด หากแต่ปัญหาต่างๆ ได้เกิดขึ้นกับคนรอบข้างหรือสภาพแวดล้อมจนเด็กๆ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งบางครั้งอาจร้ายแรงถึงชีวิต

อย่างไรก็ดี การที่คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของเด็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม นอกจากเด็กๆ เหล่านั้นจะมีสิทธิในการใช้ชีวิตที่ยืนยาวแล้ว ยังเพื่อที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคมต่อไป