ย้อนเบื้องหลังความผูกพัน ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ บนความสัมพันธ์ 130 ปี

1.12.17 | 16:54 น.

ทุกครั้งที่ได้ยินว่า ประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง มีวาระครบรอบความสัมพันธ์จำนวนปีเท่านั้นเท่านี้ นั่นกำลังหมายถึง จำนวนปีของความสัมพันธ์ทางการทูต อันเกิดขึ้นจากการตกลงกันของผู้แทนรัฐ

ทว่าความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการระหว่างประชาชนที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดน มีจุดเริ่มต้นที่ยาวนานกว่านั้นมาก

ดังเช่นวาระ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ที่เพิ่งเวียนบรรจบครบรอบไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 26 กันยายน แต่ที่จริงแล้ว ประชาชนทั้ง 2 ชาติ ติดต่อสัมพันธ์กันมากว่า 600 ปี

ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า หากย้อนไปถึงยุคโบราณก่อนจะเป็นรัฐสมัยใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเป็นความสัมพันธ์ผ่านรัฐโบราณ ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรริวกิว หรือจังหวัดโอกินาวาในปัจจุบัน

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างเด่นชัด คือบทบาทของ ยามาดะ นางามาซะ วีรบุรุษในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ที่ถูกนำเรื่องราวไปผลิตซ้ำหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

Advertisement

“โดยปกติรูปปั้นของญี่ปุ่นจะไม่มีนัยยะของไสยศาสตร์ แต่รูปปั้นยามาดะสะท้อนความเป็นไทยพอสมควร เพราะมีพวงมาลัยดอกดาวเรืองและดอกมะลิไปคล้องคอ”

เป็นมุมมองที่สะท้อนผ่านงานเสวนา “เส้นทางไมตรี 130 ปี ไทย-ญี่ปุ่น ว่าด้วยเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง” ที่จัดโดยสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ร่วมกับโตโยต้า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีนักวิชาการร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น รวมถึงสร้างความเข้าใจเส้นทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

บนเวทีเดียวกันยังมี ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ไทยมีฐานะด้อยกว่า แต่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ต่อญี่ปุ่นเลย ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่าง “เกื้อกูลกันและกัน” ญี่ปุ่นต้องการปรับภาพลักษณ์ของตัวเองที่เคยเข้าไปยึดครองดินแดนต่างๆ ทำให้ต้องพึ่งพาความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ ความสัมพันธ์กับไทยจึงเป็นตัวช่วย ในขณะที่ไทยก็ได้ประโยชน์ด้านการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจจากญี่ปุ่น

“ความพยายามของญี่ปุ่น เห็นได้จากหลักการ ‘ใจถึงใจ’ นำไปสู่ Cultural Diplomacy หรือการส่งเสริมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การตั้ง Japan Foundation หรือกิจกรรมเรือเยาวชน เป็นการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”

ดร.ธีวินท์อธิบายเพิ่มเติมว่า บทบาทญี่ปุ่นจะโดดเด่นทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤต โดยไทยอยู่ในฐานะผู้ตั้งโจทย์ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายตอบโจทย์

“เห็นได้ชัดในทศวรรษ 1990 ที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นเสนอกลไกและทรัพยากรต่อไทยและชาติอาเซียน รวมถึงเหตุการณ์สึนามิที่ทำให้ญี่ปุ่นได้พิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า ตัวเองเป็นผู้นำในเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งญี่ปุ่นโดดเด่นมากในด้านความช่วยเหลือที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหาร”

ขณะที่ ผศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงจุดร่วมทางสังคม วัฒนธรรมและการเมืองว่า ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น มิใช่ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่โดดเดี่ยว หากแต่มีมหาอำนาจอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นสิ่งที่ตามมาคือ สองประเทศต้องเผชิญกับมหาอำนาจอย่างไรท่ามกลางความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ 130 ปี หรือ 600 ปี แต่รวมถึงความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ด้วย

“ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ทุกคนคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นจักรวรรดิที่เลียนแบบตะวันตกได้อย่างประสบความสำเร็จ ทว่าหลังสงครามจบลง ญี่ปุ่นแทบไม่เหลือภาพของความเป็นจักรวรรดิเลย เรียกได้ว่า ย่อยยับ ทำให้ญี่ปุ่นมีปมเงื่อนอันหนึ่งที่สลัดไปไม่หลุด คือ ความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นที่ต้องผูกติดอยู่กับสหรัฐอเมริกา สหรัฐเข้ามาบริหารจัดการญี่ปุ่นในหลายเรื่อง ที่สำคัญมากคือ รัฐธรรมนูญปี 1947 มาตรา 9 ที่ห้ามมิให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ มีได้เพียงกองกำลังป้องกันตนเอง

“ส่วนไทยนั้นได้รับอิทธิพลจากสหรัฐในแง่นโยบายการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ว่ากันให้ถึงที่สุด คือ ต่อต้านจีน ดังนั้น เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยที่แม้จะปล่อยให้มีพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งอยู่ได้ แต่ฝ่ายซ้ายของญี่ปุ่นก็แทบไม่มีโอกาสอยู่ในกระแสหลักเลย นี่จึงเป็นจุดร่วมอันหนึ่งระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในแง่ความผูกพันกับสหรัฐ”

ผศ.วรศักดิ์ให้ความเห็นด้วยว่า ในปัจจุบันแทบไม่เหลือมุมมองของคนไทยที่เคยคิดว่าญี่ปุ่นเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” อยู่เลย ผิดกับมุมมองที่มีต่อจีน ซึ่งในระยะหลังมักใช้นโยบายเชิงรุกจนดูไม่เป็นมิตรต่อประเทศอื่นๆ

“กลุ่มจีนอพยพใหม่หลายคนจ้างหญิงไทยให้แต่งงานด้วย หลังจากนั้นก็กว้านซื้อที่ดิน แล้วคนจีนก็ไม่มีศาสนาเพราะถูกทำลายไปตั้งแต่สมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ต่างจากคนญี่ปุ่นและคนไทยที่มีพื้นฐานจริยธรรมแบบพุทธร่วมกัน ความเป็นศาสนิกชนทำให้เหมือนพูดภาษาเดียวกัน การยอมรับวัฒนธรรมระหว่างกันจึงเกิดขึ้นได้ง่าย”

หากไทยและญี่ปุ่นมีเพียงข้อตกลงทางทูตระหว่างกัน ความสัมพันธ์คงเป็นได้แค่ “การผูกมัด”

แต่จาก 130 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า ทั้งสองชาติได้เดินไปบนเส้นทางของ “ความผูกพัน”

เริ่มต้นเมื่อนานมาแล้ว ยังคงจับมือกันอยู่ และจะเดินด้วยกันต่อไป