จริงๆแล้วตลอดหลายปีผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางขึ้นดอยต่างๆในภาคเหนืออยู่หลายดอยด้วยกัน ซึ่งแต่ละดอยจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
บางดอยปลูกผักนานาชนิด
บางดอยปลูกกาแฟ
ชา
พืชผักผลไม้เมืองหนาว
แต่บางดอยปลูกข้าว ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ สลับกับการปลูกผักสลัดประเภทต่างๆ รวมถึงไม้ผลอีกหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดล้วนทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในครอบครัวของตัวเอง
จนทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น
ซึ่งแตกต่างจากเมื่อหลายสิบปีผ่านมา ที่ผมมีโอกาสขึ้นไปเที่ยวบนดอย เพราะขณะนั้น คุณภาพชีวิตของชาวเขาค่อนข้างยากจน
หลายพื้นที่ยังปลูกฝิ่น
หลายพื้นที่ทำไร่เลื่อนลอย จนทำให้สภาพของภูเขากลายเป็นป่าหัวโล้น ที่แทบจะไม่มีต้นไม้ให้เห็นเลย แต่กระนั้น คงต้องยอมรับความจริงว่าการที่คุณภาพชีวิตของชาวเขาเผ่าต่างๆบนที่ราบสูงมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น เนื่องเพราะคนเหล่านั้นเดินตามรอยพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9
ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้
ขณะเดียวกัน ก็ดำเนินการทำเกษตรกรรมปลูกพืช ผัก ผลไม้เมืองหนาว โดยมีโครงการหลวงรับซื้อผลผลิตทั้งหมด จนทำให้พวกเขาต่างลืมตาอ้าปาก
หลายบ้านอยู่ในฐานะร่ำรวยทีเดียว
หลายบ้านลูกหลานเรียบจบปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งยังนำความรู้ที่ได้จากการเรียนมาปรับใช้ในธุรกิจครัวเรือน จนทำให้เกิดการค้าขายกับต่างประเทศ
ทำธุรกิจออนไลน์
บางครอบครัวยังทำธุรกิจโฮมเสตย์จนมีชื่อเสียงขจรขจาย
สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นบนดอยสูงของจังหวัดต่างๆทางภาคเหนือของไทย แต่กระนั้น ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นดั่งเล่าให้ฟัง มีบ้างเหมือนกันที่ยังไม่ถึงฝั่งฝัน
ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
คำตอบคงน่าจะมาจากการบริหารจัดการทางการเงินภายในครอบครัวของตัวเอง จึงทำให้บางครอบครัว หรือหลายครอบครัวยังไม่ลืมตาอ้าปาก
ขณะที่บางครอบครัวเคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการขนถ่ายยาเสพติด จนทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องเข้าไปจัดการอย่างเด็ดขาด จนทำให้บางครอบครัวสูญเสียพ่อ แม่
ปู่ ย่า ตา ยาย
ญาติพี่น้อง
จนทำให้เด็กๆเหล่านั้นต้องไปอยู่ตามศูนย์สงเคราะห์ต่างๆทั้งของภาครัฐ และเอกชน เด็กจำนวนเหล่านี้มีไม่น้อยทีเดียวที่ต้องอยู่ในความอุปถัมภ์ของวัดวาอารามต่างๆ
ตรงนี้เป็นภาพที่ตัดกันอย่างบังเอิญ
แต่กระนั้น นับเป็นสิ่งที่ดีอยู่บ้าง ที่ทุกครั้งผมมีโอกาสติดตามหน่วยงานเหล่านี้ขึ้นไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้กับชุมชนต่างๆ
พวกเขาพยายามช่วยเหลือตัวเอง
พยายามขวนขวายหาความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจน เพื่อก้าวไปสู่ฐานะใหม่ที่ดีกว่า
แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ง่ายๆ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
ผมเคยถามชาวเขาคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกกาแฟ ก่อนที่จะพัฒนาต่อยอดมาสร้างแบรนด์กาแฟ ทำร้านกาแฟ และธุรกิจโฮมเสตย์ในเวลาต่อมา
จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศต่างมาจิบกาแฟ ซื้อกาแฟ และมาพักที่โฮมเสตย์ของเขา กระทั่งกลายเป็นที่นิยมในโลกโซเชี่ยล
เขาบอกผมว่าจริงๆแล้วความสำเร็จมาจาก”พ่อหลวง”ที่ทรงพระราชทานกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าให้”พ่อ”ของเขาเมื่อหลายสิบปีก่อน
ตอนนั้นพ่อของเขา และชาวบ้านแถบบริเวณนี้ปลูกฝิ่นทั้งสิ้น
แต่เมื่อพ่อหลวงเข้ามา และพระราชทานกาแฟให้กับชาวบ้านไปปลูก ทุกอย่างจึงค่อยๆดีขึ้น ทุกวันนี้กาแฟต้นนี้ยังอยู่ และเขาขยายพันธุ์จากกาแฟต้นนี้ไปอีกหลายๆต้นเพื่อปลูกบนดอย
เขานำเรื่องราวเหล่านี้มาเขียนบอกเล่าให้ลูกค้าทราบในกาแฟทุกห่อของเขา เพราะคนเดี๋ยวนี้ชอบอ่านประวัติศาสตร์ในการสร้างแบรนด์
ผมถามเขาว่ารู้ได้อย่างไร ?
เขาบอกว่าลูกค้าเป็นคนบอก และเขาก็เชื่อว่าสิ่งที่ลูกค้าบอกเป็นความจริง เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อกาแฟ และอ่านข้อความบนห่อ แทบทุกคนอยากไปเห็นกาแฟพระราชทานต้นนี้
จนกลายเป็นการบอกต่อ
เป็นเรื่องเล่า
และเป็นจุดขายในที่สุด
จนทำให้กาแฟของเขาเริ่มเป็นที่รู้จัก
สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีคิดของชาวเขาคนหนึ่งที่ผมมีโอกาสรู้จักจากการเดินทาง แต่กระนั้น ยังมีบุคคลผู้เกี่ยวข้องอีกมากมายที่คอยให้ความช่วยเหลือชาวเขาเผ่าต่างๆอยู่เบื้องหลัง
อย่างเช่นซิสเตอร์คนหนึ่งที่ขึ้นมาบนดอยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เพื่อสอนหนังสือเด็กๆชาวเขาที่กำพร้าพ่อแม่ ซิสเตอร์คนนี้ยอมทิ้งความสุข และอนาคตที่จะเป็นซิสเตอร์อยู่โรงเรียนคอนแวนต์แถวสีลมมาเป็นครูคอยให้ความรู้แก่เด็กๆ
ตอนหลังเธอสร้างโบสถ์ และสร้างโรงเรียนด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดเธอใช้ศาสนานำทางจนทำให้เด็กๆเหล่านี้มองอนาคตอย่างมีความหวัง หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิต
หลายคนกลับมาช่วยเธอ
และหลายคนนำความรู้ไปสร้างโอกาส และชีวิตใหม่ให้ตัวเอง จนกลายเป็นบุคคลต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้องๆเดินตาม
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมพบเจอตลอดการเดินทางขึ้นดอยเมื่อหลายปีผ่านมา
ไม่มีอะไรหรอกครับ
ก็แค่อยากเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง

