สิทธิใน”อากาศและอาหาร” : คอลัมน์ หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน

3.12.17 | 15:43 น.

ไม่ว่าจะหาคำตอบด้วยสามัญสำนึกธรรมดา หรือจากสภาวะจิตที่เข้าถึงการหยั่งรู้ หรือจากการค้นคว้าวิจัยที่ทำมาต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน

สาเหตุความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเรา นอกจากเป็นไปตามความเสื่อมของเซลล์ตามสังขารแห่งวัยแล้ว

อากาศกับอาหารคือปัจจัยสำคัญ

ความเสื่อมลงของสังขารก่อให้เกิดโรคชรา

แต่โรคทั้งหลายที่ทำให้ชีวิตต้องสิ้นไปก่อนวัยอันควร อากาศและอาหารเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิด

Advertisement

นี่คือความเป็นจริงที่รับรู้และยอมรับกันอยู่

การไม่ปล่อยให้อากาศและอาหารมีสภาพเป็นโทษกับชีวิต จึงควรเป็นภารกิจของทุกฝ่าย

ตั้งแต่ตัวเอง และครอบครัว จนถึงการบริหารจัดการโดยภาครัฐ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับโลก

ชีวิตมนุษย์ควรจะถูกจัดการให้มีอากาศและอาหารที่เป็นคุณต่อการดำรงอยู่

คนเราควรมีสิทธิที่จะปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกนำพาไปสู่อากาศและอาหารที่เป็นภัยต่อชีวิต

แต่ดูเหมือนว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำเช่นนั้น

ความต้องการ ความปรารถนาอื่นๆ ทำให้ผู้คนต้องเข้ามาแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยมลพิษ อันเกิดจากความเน่าเสียของขยะ จากควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ จากปล่องที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม และอื่นๆ

ตกอยู่ในสภาพที่คนทั่วไปไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ไม่สามารถจัดการตัวเองให้พ้นไปจากมลพิษที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองได้

ไม่ว่าจะเสพสุขอยู่ในตึกหรูหรา สะดวกสบายด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกเพียงใด จะต้องมีเวลาที่จะออกมาภายนอก และสูดอากาศชนิดเดียวกับคนเร่ร่อนที่นอนอยู่ข้างถนน ป้ายรถเมล์

นับวันการผลิตยิ่งเป็นหัวใจขับเคลื่อนเมืองใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงด้วยภาษีที่ได้จากเหล่าผู้ผลิตที่เกิดมลพิษ

เช่นเดียวกับอาหาร

เมืองที่ผลิตอาหารเป็นอุตสาหกรรรมสร้างผลประกอบการที่ดีให้นักลงทุนผู้มุ่งแสวงกำไร

สารพัดสารที่ใส่เข้าไปในอาหาร คำนึงถึงต้นทุนที่ลดลง จะทำกำไรได้มากขึ้น

ร้านสะดวกซื้อที่ไร้สำนึกต่อพิษภัยที่จะกระทบต่อผู้บริโภค คิดแค่ยอดขายและการบริหารจัดการที่ง่าย

อาหารพิษในแพคเกจสวยๆ วางอยู่เต็มทุกชั้น ไม่มีที่ทางให้อาหารที่ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพมานำเสนอ

เมื่อเคลื่อนไปเช่นนี้ โดยมีผู้บริหารในทุกระดับมาพล่ามถึงจิตสำนึกการอยู่ร่วมกัน ปรารถนาดีต่อกัน ดูแลกันให้มีสุขภาพกายใจที่ดี

แต่หลังการพร่ำเพ้อ เฝ้าปรารถนารายได้จากผู้ผลิต ผู้จำหน่ายจะแบ่งปันมาให้ทั้งที่เป็นงบประมาณของรัฐ และเจือจานให้กับตัวเองและครอบครัว

โรคร้ายต่างๆ คุกคามคนในสังคมเมืองมากขึ้น

แทบจะเรียกได้ว่า คนเมืองที่จะตายไปก่อนวัยอันสมควรคือวัยชรา เริ่มเป็นความตื่นเต้น เพราะพบเห็นได้ยากขึ้น

ข่าวคราวการสูญเสีย ด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วย โรคร้ายพรากชีวิตมีให้ประสบพบเห็นมากขึ้น

ทำอย่างไรจะให้ทุกคนทุกฝ่ายตระหนักถึงสิทธิที่จะได้สูดอากาศที่สะอาด ได้รับอาหารที่ไม่ปนสารพิษ ดูจะไกลเกินฝันไปเรื่อยๆ

งานที่จำเป็นและเร่งด่วน ควรให้ความสำคัญสูงสุดของสังคมเมืองคือ “การคุ้มครองผู้บริโภค”

อำนาจรัฐทั้งหมด ไม่ว่าเป็น รัฐบาล รัฐสภา หรือศาล

หากจะใช้เพื่อดูแลสังคมให้มีคุณภาพ จะต้องยืนอยู่ในจุด “คุ้มครองประชาชนให้ได้บริโภคสิ่งที่ไม่เป็นพิษ”

ออกมาตรการ คิดวิธีบริหารจัดการ ออกกฎหมาย และชี้ถูกชี้ผิด เพื่อรักษาสิทธิที่จะได้อากาศที่ดี และอาหารที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกายให้ประชาชนให้ได้

ใครจะทำ