ชีวิตลิขิตเอง ‘น้องเมย์ ภัทรา กรังพานิชย์’ สายเเกร่ง มนุษย์ล้อ หัวใจเกินร้อย

17.12.17 | 16:11 น.

แม้จะพิการขาทั้งสองข้าง แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตแต่อย่างใด

เธอไม่เพียงเป็นนักกีฬาทีมชาติ ยังรักกีฬาเอ็กซ์ตรีมดังเดิม พร้อมที่จะก้าวเข้าไปสนุกกับกีฬาท้าทายทุกประเภท ไม่ว่าจะดำน้ำสกูบ้า วิ่ง (ปั่นวีลแชร์) มาราธอน 42 กิโลเมตร ปีนผา ฯลฯ

”เป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวอะไร รู้สึกว่าชีวิตเราก็ชีวิตเดียว ใช้ให้เต็มที่ ประสบการณ์ไม่ได้หาได้แต่ในห้องเรียน ถ้าเราทำด้วยตนเองเราจะได้อะไรอีกมาก ยิ่งเราทำได้ ยิ่งประสบความสำเร็จ เรายิ่งมีความมั่นใจตัวเองมากขึ้นŽ”

…เป็นคำพูดของแขกรับเชิญคนพิเศษของ มติชน สุขสรรค์ ในสัปดาห์นี้

4 ปีก่อนขณะที่ยังเป็นนักเรียน ม.4 ด้วยความไม่รู้ เธอขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปใกล้รถพ่วง ถูกกระแสลมตีกลับดูดเข้าไปใต้รถ กลายเป็นผู้พิการขาทั้งสองข้าง

Advertisement

มาวันนี้สถานภาพของเธอคือ นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติŽ เจ้าของ 2 เหรียญทองแดงในการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย รวมทั้งเป็นนักไตรกีฬา ประเภททีม ในงานลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา

กำลังพูดถึง น้องเมย์Ž ภัทรา กรังพานิชย์ สาวน้อยมหัศจรรย์ นักกีฬาพิการขา 2 ข้าง ที่เมื่อใครได้พูดคุยด้วยจะได้กำลังใจจากเธอมากมาย ได้ความคิดบวกที่ทำให้ลืมเรื่องที่คิดว่าร้ายๆ ในชีวิต ลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปอย่างเข้มแข็ง

บ่ายวันที่สัมภาษณ์น้องเมย์เดินทางมาถึงจุดนัดหมายด้วยดวงตาเป็นประกาย พร้อมออกตัวขอโทษ เพราะเพิ่งละจากการร่วมวิ่งคนละก้าวกับ พี่ตูนŽ ที่กรุงเทพฯ

“ไปร่วมกิจกรรมมาค่ะ วิ่ง 2 เซต จากคิงเพาเวอร์ ประมาณ 25 กิโล อยากให้กำลังใจพี่ตูน ทีมงานและทุกคน อยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือโครงการแม้จะช่วยไม่ได้มาก โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี ที่หนูเคยรักษาตัวก็เป็นหนึ่งใน 11 โรงพยาบาล และหนูก็เป็นคนสุพรรณเหมือนพี่ตูน อีกอย่างหนูก็ช่วยด้วยการที่วิ่งทุก 1 กิโล หนูจะบริจาค 10 บาท ตอนนี้หนูได้ 300 กว่ากิโลแล้ว”Ž น้องเมย์บอกพร้อมยิ้มกว้างสดใส

เป็นลูกสาวคนเล็กของ คุณพ่อศักดิ์ชาย กรังพานิชย์ กับ คุณแม่กันทิมา วจีทองรัตนา มีพี่สาว 1 คน กิตติยา วจีทองรัตนา

น้องเมย์เป็นเด็กสุพรรณฯ ชีวิตตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม 6 เรียนอยู่สุพรรณบุรีตลอด ม.1-3 เรียนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี และมาต่อโรงเรียนสตรีวิทย์ ที่กรุงเทพฯ ตอน ม.4-6

ปัจจุบันในวัย 20 ปี เป็นนักศึกษา ปี 3 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“เป็นคนชอบเล่นกีฬาอยู่แล้วค่ะ เมื่อก่อนเป็นนักวิ่งเป็นตัวแทนของห้องไปลงแข่ง ได้เหรียญกีฬาสีมาเป็นประจำ และเล่นดนตรีด้วย ตอน ป.4-6 ดนตรีไทย เล่นกลองแขก มา ม.1-3 อยู่วงโยธวาทิต เล่นยูโฟเนียม เป็นเครื่องเป่า คือเป็นสายดนตรี กีฬา ศิลปะ ลงประกวดระบายสี ประดิษฐ์กระทง ฯลฯ”

แม้ว่าหลังจากประสบอุบัติเหตุกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำหยุดหมด แต่ก็มีกิจกรรมส่วนตัวคือ ทำกายภาพบำบัดกับใส่ขาเทียม หัดว่ายน้ำŽ น้องเมย์บอก และว่า

ถ้าวันนั้นเกิดอุบัติเหตุแล้วหนูไม่สู้ แม่กับป๊าป่านนี้คงเครียดมากๆ คนเราถ้าอยู่โดยไม่มีกำลังใจ ถ้าไม่เชื่อมั่นตัวเองว่าทำได้ แล้วใครจะมาเชื่อมั่นเราŽ

ไปรู้จักเสี้ยวชีวิตของนักกีฬาสายแกร่ง กับเคล็ดลับการสร้างกำลังใจดีๆ จากเธอ…

อุบัติเหตุเกิดที่สุพรรณบุรี?

ค่ะ 16 กุมภาฯ 2556 ตอน ม.4 ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้ปิดเทอม กลับมาบ้านที่สุพรรณฯ นัดกับเพื่อนอ่านหนังสือ พอขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปใกล้รถพ่วงเลยโดนดูดเข้าไปถูกทับขา รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี 2 เดือน อีก 1 เดือนทำกายภาพบำบัด พอกลับมาเรียนตอน ม.5-6 มาทำขาเทียมกับศูนย์สิรินธร (ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ) แต่มากายภาพที่ศิริราช เพราะเรียนอยู่สตรีวิทย์ และคุณหมอก็เป็นผู้ปกครองเครือข่ายด้วย ฝึกกายภาพให้ พอช่วงเทอม 2 ตอน ม.5 คุณหมออยากให้ออกกำลังกายอย่างอื่น คือเรายกแต่ดัมเบลล์ มันแข็งแรงแล้ว แต่อยากให้ยืดกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายอย่างอื่นด้วย ซึ่งมีกีฬาให้เลือกมากมาย มาจบที่การว่ายน้ำเพราะไม่บาดเจ็บและได้ทุกส่วน พอบอกว่าว่ายน้ำไม่เป็น คุณหมอก็หาคอร์สให้ลง โดยช่วยกันกับแพทย์ประจำบ้าน ช่วยกันสอน เลิกเรียนตอนเย็นก็ไปฝึกว่าย 2 เดือนก็ว่ายเป็น หลังจากนั้นคุณหมอได้ข่าวมาว่าจะมีคัดตัวไปแข่งอาเซียนพาราเกมส์ที่สิงคโปร์ ก็เลยพาไปสมัครและคัดตัวจนติดเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ

เอากำลังใจมาจากไหน?

หนูเป็นคนร่าเริง สดใส ไม่ชอบความเครียด ตอนที่เกิดเหตุการณ์โชคดีที่เรามีสติ ไม่สลบไม่อะไรเลย ก็ตั้งสติแล้วโทรหาแม่ บอก แม่ๆ มาหาหนูหน่อย หนูโดนรถทับ ขาเละหมดเลยŽ แม่เงียบไปเลย จนกู้ภัยพาไปโรงพยาบาลอำเภอรักษาเบื้องต้นแล้วแม่ถึงมา เลยนั่งรถไปโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชกัน

หนูจะร้องไห้แค่ตอนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่ร้องไห้เลย เพราะเวลาแม่มาแม่ก็ร้องไห้ ป๊าที่ไม่เคยเห็นร้องไห้ก็ร้องไห้ เรารู้สึกว่าถ้าเราอ่อนแอ ถ้าเราไม่สู้ เขาจะแย่ลงไปอีก เราต้องเข้มแข็งเราต้องสู้ ตอนนั้นหนูไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร คิดแต่ว่าหนูต้องรอด ต้องมีชีวิตอยู่ เราต้องสู้จนถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับให้ได้ คือได้กำลังใจจากการที่ทุกคนเป็นห่วงเรา และเชื่อว่ากำลังใจถ้าเราสร้างเองไม่มีวันหมด มันมาจากการที่เรารู้สึกว่าเราทำอันนี้ได้ ก็ดึงข้อดีมันออกมา เมื่อรู้สึกดีก็จะมี
พลัง

ได้แบ่งปันกำลังใจนี้ไปให้คนอื่น?

มีแต่พูดผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อ อยากให้ทุกคนเปลี่ยนจุดด้อยเป็นจุดเด่น โดยเริ่มจากการยอมรับตัวเองก่อน และพยายามเรียนรู้ปรับตัว ดึงจุดเด่นนั้นขึ้นมาพัฒนาเรื่อยๆ ค่อยๆ ชาเล้นจ์ตัวเอง แล้วเราจะมั่นใจ คนอื่นก็จะเชื่อมั่นเรา และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่เคยออกนอกบ้านก็ลองออกไป ถ้าทำไม่ได้ก็เก็บมาเป็นประสบการณ์ แล้วค่อยๆ เรียนรู้พัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างหนูเองแข่งไตรกีฬาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในครั้งแรกเหมือนกัน

ลงแข่งกีฬาครั้งแรกเป็นอย่างไร?

แข่งว่ายน้ำ โดยใช้เวลาฝึกซ้อม 1 ปีครึ่งหลังจากประสบอุบัติเหตุ แมตช์แรกไปแข่งที่สิงคโปร์ พอแมตช์ที่ 2 ที่มาเลเซียได้มา 2 เหรียญทองแดง

หลังจากว่ายน้ำจบ ก็มีเพื่อนนักกีฬาชวนไปวิ่งในโครงการ วิ่งด้วยกันŽ โดยมีไกด์รันเนอร์วิ่งไปด้วย จุดมุ่งหมายคือ อยากให้คนพิการได้ลองก้าวออกมาใช้ชีวิตข้างนอก ได้ออกกำลังกาย ได้มิตรภาพ และสังคมเปิดโอกาส ได้รู้ว่าคนพิการก็ทำได้เหมือนเรา แรกๆ ก็วิ่ง 10 กม. ค่อยๆ เพิ่มเป็นฮาฟ (21 กม.) จนเป็นมาราธอน 42 กม. ลงมา 4 ปีแล้ว

เอาพละกำลังมาจากไหน?

อาจจะมาจากการว่ายน้ำ ทำให้ปอดแข็งแรง แล้วระหว่างนั้นเราก็มีเล่น สกูบ้า กับ วีลแชร์ สกูบ้า ไทยแลนด์Ž คือตอนนั้นมีพี่คนหนึ่งที่ทำโครงการนี้เคยพาเด็กขึ้นภูกระดึง เขาเป็นนักดำน้ำอยู่แล้วเลยอยากพาผู้พิการลงท่องโลกใต้น้ำบ้างก็เลยชักชวนไป เลยเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้น

มาเจอน้องเมย์ได้อย่างไร?

เจอกันที่ตลาดนัด (ยิ้ม) เขาเข้ามาถามว่าสนใจดำน้ำ วีลแชร์ สกูบ้า มั้ย ก็บอกว่า สนใจค่ะ ฉุกละหุกหน่อยนะ พรุ่งนี้ไปเรียนเลย เพราะหาคนที่มาเรียนยาก ส่วนใหญ่จะกลัวกัน ว่ายน้ำก็ไม่เป็น คนเลยน้อย ก็เป็นโอกาสของเรา ตอนนี้ได้บัตรโอเพ่น วอเตอร์ แล้วค่ะ

เคยคิดมั้ยว่าจะมาเป็นนักกีฬาทีมชาติจากคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเลย?
เคยแต่เห็นภาพ แต่เราไม่คิดว่าเราจะมีโอกาสได้ทำ เคยคิดเหมือนกันว่ามันเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ เพราะหนูเป็นคนชอบกิจกรรมประเภทแอดเวนเจอร์ ชอบความท้าทาย คิดว่าเป็นกิจกรรมที่น่าลอง และเป็นโอกาสที่จะได้ประสบการณ์ก็ลองไปเรื่อยๆ อย่าง ปีนผา มีวันหนึ่งต้องไปซ้อมร้องเพลงคณะที่มหาวิทยาลัย เห็นเขาปีนผาอยู่ ก็นั่งมอง เขาเลยถามว่าอยากลองมั้ย จะช่วย หลังจากนั้นพอมีเวลาว่างก็ไปและก็ได้ลอง แม้จะไม่ถึงยอดสุด แต่เราก็ได้ลองทำเท่าที่เราทำได้ เป็นความภูมิใจที่ได้ทำ

ไตรกีฬาแข่ง 3 ประเภท นอกจากว่ายน้ำ วิ่ง (ปั่นวีลแชร์) กีฬาอีกประเภทคือ?

ปั่นจักรยานค่ะ ด้วยเราไม่มีอุปกรณ์ คือปั่นจักรยานต้องใช้ แฮนด์ ไซคลิ่ง คล้ายรถเรซซิ่งแต่ปั่นด้วยด้วยมือ ก็ไปยืมคนอื่น แต่ไม่ได้ซ้อม ปั่นไปได้แค่ 10 กว่ากิโล ไปไม่รอด มันไม่เร็วเท่าจักรยาน เลยถูกคัดออก เราก็มีความรู้สึกว่าที่เราทำไม่ได้ เพราะ 1.ขาดการฝึกซ้อม 2.ขาดอุปกรณ์

จนมีงานนึงเมื่อปีที่แล้ว หนูไปวิ่ง บางแสน 21Ž บ.โคโคแมกซ์ เห็นหนูปั่นแซงรถกอล์ฟไป พอลงจากเวที เขามาสัมภาษณ์ถามว่าทำไมปั่นได้เร็วขนาดนั้น เอาแรงมาจากไหน หนูบอกว่าหนูอยากได้ตุ๊กตาลิงค่ะŽ (หัวเราะ) คืองานนั้นเขาจะให้ตุ๊กตาลิง เป็นรางวัลสำหรับ 100 คนแรก ทั้งชายและหญิง ที่เข้าเส้นชัยก่อน หนูรีบก็เพื่อการนี้แหละ (หัวเราะ)

เขาชื่นชมที่มีความมุ่งมั่น พอรู้ว่าเราไม่จบไตรกีฬาแรก ก็บอกจะสนับสนุน ถามว่าอยากได้อะไร เลยบอกว่าอยากได้รถเรซซิ่ง เพราะมันสามารถพาไปโอลิมปิกได้ หลังจากนั้นก็พาไปลงไตรกีฬาครั้งที่ 2 รายการ ลากูน่า ภูเก็ต ลงแข่งแบบทีม โดยในส่วนของจักรยานเป็น พี่แดงŽ แดง โพธิ์สูง เพราะมีเวลาแค่ 2 เดือนก่อนจะแข่ง แต่ตั้งใจไว้ว่าอย่างไรขอจบไตรกีฬาเดี่ยวให้ได้

ซ้อมหนักขนาดนี้กับการเรียนแบ่งเวลาอย่างไร?

แทบจะแยกกันไม่ได้เลยค่ะ เพราะซ้อมวันหนึ่ง 2 ครั้ง ช่วงเช้ากับช่วงบ่าย วันหนึ่งอย่างต่ำประมาณ 4 ชม. แมตช์แรกซ้อมเช้าก็มาเรียนได้ แต่แมตช์ 2 ซ้อมสายไปเรียนไม่ได้ ก็ต้องดรอป เพราะเราติดภารกิจ ถ้าทำ 2 อย่างจะแย่ เพราะตอนแมตช์แรก หนูเป็นไข้หวัดใหญ่ เพราะซ้อมเสร็จ 6 โมงเช้า 8 โมงขึ้นมาอาบน้ำ กินข้าว ไปเรียน กลับมาเที่ยงครึ่งกินข้าวเที่ยง ไปเรียนบ่ายโมง บ่าย 3 ก็ขอออกมาก่อนมาซ้อมต่อยัน 5-6 โมงเย็น โอ้โห อาทิตย์เดียวนอนจับไข้อยู่โรงพยาบาลเลย

ทีแรกเล่นกีฬาเพราะสนุก แต่ตอนนี้เป็นทีมชาติ เรียนคณะบัญชีมีปัญหา?

ตอนนี้กำลังมองว่ามันลำบากเพราะเรามีแข่งปีนี้ ปีหน้ามีเอเชี่ยนเกมส์ ปีต่อไปมีพาราลิมปิก ปีต่อไปมีอาเซียนพาราเกมส์อีก หนูเลยมองว่าถ้าเราอยู่วงการนี้มีปัญหาแน่ เลยปรึกษากับครอบครัวและอาจารย์ สรุปว่าจะขอย้ายไปคณะสหเวชศาสตร์ แต่เป็นสาขาด้านการจัดการกีฬา มันจะได้ตรงสายกับอาชีพเราเลย เพราะมันจะเอื้อกับการกีฬาเรามากกว่า

ตอนที่เลือกบัญชีคิดอย่างไร?

ตอนนั้นยังไม่ติดทีมชาติ เมื่อก่อนมีคุณพ่อรับส่ง คือตั้งใจว่าจะทำงานที่บ้าน (ร้านขายขนมเปี๊ยะ จ.สุพรรณบุรี) แต่ก็มองระยะไกลว่า เผื่ออยากทำงานในเมือง จะได้ไม่ต้องเดินทางบ่อย และตอนเรียน ม.5 ก็รู้สึกชอบ แต่เดี๋ยวนี้หนูเดินทางเองส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะรถตู้ รถไฟฟ้า ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น ทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น และมั่นใจขึ้น อย่างการขึ้นเอ็มอาร์ที เมื่อก่อนไม่เคยขึ้น แต่เราต้องไปซ้อมที่สวนลุม ต้องไปลงสีลม ก็ไปได้

คุณพ่อคุณแม่ว่าอย่างไร?

ห่วงค่ะ เดี๋ยวนี้ก็ห่วงเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ห่วงว่าดูแลตัวเองไม่ได้ แต่ห่วงว่าไม่อยู่บ้านเลยหรือ (หัวเราะ) เวลาไปวิ่งแข่งเขาก็จะถามว่า เป็นไงได้ถ้วยมามั้ย เพราะป๊ากับแม่อยู่สุพรรณฯ แต่ถ้าไปดำน้ำไปไตรกีฬา ก็จะชวนไปเป็นกำลังใจข้างสนาม

ส่วนใหญ่กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาทีมชาติต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก?

หนูโชคดีที่เริ่มจากกีฬาว่ายน้ำ เพราะใช้อุปกรณ์น้อย มีแค่ชุด หมวก แว่น ก็จบแล้ว อย่างที่บอกตอนซ้อม คุณหมอที่ศิริราชก็เอื้อให้อยู่แล้ว เราเป็นคนไข้ เข้าใช้สระได้ฟรี มีแค่ 2,000 บาท ก็ได้แล้ว และหลังจากคัดตัวแล้วก็จะมีสปอนเซอร์ต่างๆ มาสนับสนุน
แต่ในกีฬาประเภทอื่นๆ ที่ต้องใช้อุปกรณ์ มีต้นทุนทั้งนั้น ซึ่งส่วนมากก็ไม่ค่อยมีใครมีทุนมาออกเอง เพราะถึงลงทุนเองก็ไม่แน่ใจว่าเราจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน แล้วไม่ใช่เล่นปีสองปีจะประสบความสำเร็จ ต้องใช้การฝึกซ้อม เวลา และความชำนาญกว่าจะขึ้นมาได้

4 ปีที่อยู่ในสถานภาพนี้ได้เรียนรู้อะไร?

จริงๆ ได้เยอะมากๆ เมื่อก่อนไม่เคยรู้จักคนพิการเลย แม้เรียน ม.5-6 นั่งวีลแชร์แล้วก็ยังไม่รู้จัก เพื่อนที่สตรีวิทย์ก็ดีมาก พานั่งแท็กซี่ไปเที่ยวห้างไปสยามไปไหนต่อไหน โรงเรียนมีลิฟต์เราก็ขึ้นลิฟต์ บางตึกเรียนไม่มีลิฟต์ก็หิ้วขึ้นบันได ตอนที่กลับไปโรงเรียนวันแรก ทั้งโรงเรียนก็บูมให้เรา เรารู้สึกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เขาต้อนรับเรา จากที่ตอนแรกคิดว่าเราต้องเรียนอยู่บ้าน เรียน กศน.มั้ย
พอเข้ามหาวิทยาลัยมีเพื่อนคนพิการมากมาย ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียว เขาทำได้เราก็ทำได้ สกิลในการปั่นเมื่อก่อนแค่พื้นระดับเตี้ยๆ ยังต้องให้คนยกให้ แต่เพื่อนทำได้ เลยให้เพื่อนสอน ได้ทั้งประสบการณ์การเข็นรถ ขึ้นรถ เดี๋ยวนี้สบาย ไปไหนมาไหนเองได้ มีคนชวนทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น แล้วเราเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวอะไร รู้สึกว่าชีวิตเราก็ชีวิตเดียว ใช้ให้เต็มที่ ประสบการณ์ไม่ได้หาได้แต่ในห้องเรียน ถ้าเราทำด้วยตนเองเราจะได้อะไรอีกมาก ยิ่งเราทำได้ ยิ่งประสบความสำเร็จ เรายิ่งมีความมั่นใจตัวเองมากขึ้น
และเมื่อเราออกสู่สังคมทำให้คนอื่นทั้งคนทั่วไปและคนพิการที่เห็นเรายอมรับเรามากขึ้น ขณะเดียวกันคนพิการคนอื่นก็กล้าที่จะออกจากบ้าน หนูอยากให้ตัวหนูเองเป็นคนจุดให้คนอื่นๆ เปลี่ยนความคิดว่าจริงๆ เราเป็นคนธรรมดาสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนคนอื่นๆ

ได้เดินทางไปไหนต่อไหนคนเดียวคิดว่ายังขาดอะไร?

ดีใจที่มันค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นึกถึงเรามากขึ้น และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น ทั้งที่จอดรถ ลิฟต์ ทางลาด หรือห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำนี่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราไม่สามารถเข้าห้องน้ำปกติได้ อย่างทางลาดถ้ามี เราก็สามารถปั่นขึ้นเองได้ แต่ขอให้เป็นทางลาดที่มีองศาได้มาตรฐาน ไม่ใช่ลาดแค่เท่าบันได มันก็ขึ้นเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นเข็นให้อยู่ดี แต่ก็ดีกว่าไม่มี
หนูเองก็เคยเป็นคนทั่วไปมาก่อน ไม่เคยมีคนพิการเข้ามาในชีวิตเลย ไม่เคยรู้เลยว่าสำหรับเขาสิ่งเหล่านี้จำเป็นแค่ไหน อักษรเบรลใช้ทำอะไร แต่พอเรามาเป็นก็รู้แล้วว่ามันสำคัญ ถ้าเขามีมันจะช่วยให้คุณภาพชีวิตเขาดีมากขึ้น

เลือกกิจกรรมเข้าร่วมอย่างไร?

ด้วยความที่เรามีประสบการณ์หลายๆ อย่าง คนก็อยากให้เราไปลองกิจกรรมใหม่ๆ เช่น พาราไกลดิ้ง (Paragliding) ก็ชวนไป อยากไปค่ะ เพราะมีความรู้สึกว่า บนบกก็แล้ว ใต้น้ำก็แล้ว อยากลองอากาศบ้าง เพียงแต่ตอนนี้มันเต็มไม้เต็มมือไปหมด เลยขอให้ที่มีอยู่ในมือเสร็จก่อน เพราะหนูรู้ว่าชีวิตหนูไม่ได้ยาวนาน ช่วงชีวิตนี้ก็อยากจะเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด
หนูเชื่อว่าถ้ามันหลุดช่วงนี้ไปแล้วเราไปทำอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าเราไม่ทำจะกลับมานั่งเสียใจ แต่ถ้าลองแล้วมันไม่ได้ก็คือไม่ได้ ก็ต้องยอมรับตัวเองให้ได้ก่อน ว่าเราทำอะไรได้ไม่ได้แค่ไหน