มีคนบอกว่า อิจฉาได้แต่อย่าริษยา ใช่ค่ะ วันนี้ชวนคุยหัวข้อเกี่ยวกับเซเลบ ซึ่งย่อมาจากเซเลบริตี้ (Celebrity) แปลว่าผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย
โฟกัสเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปกติมีการจัดกิจกรรมการตลาดรูปแบบต่างๆ ประเด็นคือตอนนี้ลามปามมีการเน้นว่ามาอีเวนต์นี้เจอเซเลบคนนี้ คนโน้น กลายเป็นจุดขายขึ้นมาซะงั้น
ทำให้อยากรู้ว่าเซเลบเขานิยามกันยังไง
เรื่องนี้พูดเองไม่ได้ ต้องล้วงข้อมูลจากกูรูตัวจริง มีแหล่งข่าวรุ่นพี่วัยดึกผู้แสนดีและช่ำชองอยู่ในวงการออร์แกไนเซอร์ให้ข้อมูลเป็นตุเป็นตะดังนี้
วงการเซเลบมีทั้งมาแบบมางานให้ฟรีๆ กับแบบมีค่าตัวหรือรับจ้างออกงาน
เบื้องลึกสุดสุดคือวงการนี้เขามาเป็นคู่ หมายถึงอาชีพเซเลบกับอาชีพคนเชิญเซเลบ
สองอาชีพนี้ย่อมต้องมีค่าตัว ดัชนีค่าตัวขึ้นกับการจัดเกรด แบ่งเป็น A List, B List, C List
โดยระดับ A List ชัวร์ป้าบว่าต้องเป็นเซเลบริตี้ตัวจริง มีทั้งนามสกุลดัง ผู้ดีเก่า ฯลฯ
ข้ามไประดับ C List จริงๆ ก็คือรับจ้างออกงานโต้งๆ ไม่ใช่ทั้งคนดัง ไม่จำเป็นต้องมีคนรู้จัก แต่เนื่องจากการจัดอีเวนต์สมัยก่อนบางงานอาจกะพร่องกะแพร่ง ก็เลยมีการจ้างไปยืนไปเดินให้ดูเต็มงาน การแต่งเนื้อแต่งตัวก็สุดแสนจะธรรมด๊าธรรมดา
ทุกวันนี้บทบาทกลุ่ม C List ลดน้อยถอยลงจนแทบหมดความสำคัญ เพราะถูกทดแทนด้วยกลุ่ม B List ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเซเลบเกิดใหม่ก็ว่าได้
กลุ่ม B List สร้างตัวตนบนโลกโซเชียลมีเดียจนมี “ผู้ติดตาม-Followers” ในไอจี ว่ากันว่าต้องมีเดะ เดะ 30,000 ฟอลโลเวอร์ขึ้นไป
คำถามคือดารา นักร้องล่ะ คำตอบคือเป็นเซเลบอีกสปีชี่หนึ่ง เพราะค่าตัวแพงเว่อร์ (เวลาพูดให้ห่อปากกระแดะๆ ด้วย จะได้ฟิลลิ่งในการสนทนา)
การเลือกเซเลบ กรณีเป็นสินค้าทั่วๆ ไปพึ่งบริการกลุ่ม B List ก็พอเพราะคนส่วนใหญ่สามารถเชิญได้ แต่ถ้าต้องการให้ว้าวหรือเป็นอีเวนต์ระดับพรีเมียมลักซัวรี่ ต้องเป็นกลุ่ม A List เท่านั้น
ปัญหาคือคนจัดงานหรือเจ้าของสินค้าอาจเข้าไม่ถึงเซเลบเกรด A จึงต้องพึ่ง “คนเชิญเซเลบ” นั่นเอง เห็นเค้าลางแล้วใช่ไหมว่าคนเชิญเซเลบเป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญมากขนาดไหน
คนเชิญเซเลบต้องทำหน้าที่แมเนเจอร์จนกว่าอีเวนต์จะจบ เพราะเซเลบบางคนขึ้นหม้อรับงานพร้อมกันคืนละ 3 งาน ถ้าไม่มีคนมายืนหวดแส้หวดหวาย อุ๊ย อันนี้พูดเกินไปค่ะ ถ้าไม่มีคนคอยดูแลใกล้ชิดก็อาจมาโผล่หน้าแวบเดียวแล้วชิ่ง
เพราะฉะนั้น เวลาเชิญเซเลบมา มีคนเชิญเซเลบคอยกำกับสคริปต์ ปกติคือถ่ายรูปกับพูดถึงสินค้า แต่ถ้าโพสต์ลงไอจี จะได้ค่าตัว extra เพิ่มอีกต่างหาก
ไฮไลต์เรื่องค่าตัว เซเลบเกรด A List ว่ากันว่าเริ่มต้นหลักหมื่นกลางๆ ไปจนถึงหลักแสน ส่วนเซเลบ B List ก็ต้องถอยลงมาเริ่มต้นที่ 1-5 หมื่นบาท/งาน
คนเชิญเซเลบล่ะ ไม่มีราคามาตรฐานหรือไม่มีราคากลาง ปกติคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 10-15% (แมงเมาธ์บอกว่ายังต่ำกว่าเอเยนซี่ ฟี ที่ปกติคิดอยู่ที่ 17%)
กำลังคุยเพลินๆ ทำให้นึกไปถึงอีเวนต์ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์แห่งปีของวงการอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย ย้อนกลับไปหน้าฝนที่มีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมรูปทรงหนูแทะ บางคนเรียกคอนโดแทะฝักข้าวโพด ชื่อ “มหานครคอนโด”
ในวันจัดงานคนอาจรู้บ้างไม่รู้บ้าง
แต่วันรุ่งขึ้น คนรู้กันกระหึ่มโลกโซเชียลเพราะเซเลบพร้อมใจกันโพสต์อีเวนต์ลงไอจี
แปลว่าอะไร ก็แปลว่าเซเลบไปงานแล้วกลับบ้านอย่าคิดว่าจะรอด เพราะมีคนส่องไอจีคุณอยู่ ดังนั้น ใครที่ริจะยึดอาชีพเซเลบต้องระลึกไว้เสมอว่าเขาต้องส่องไอจีคุณเพื่อติดตาม+ตรวจสอบ+ประเมินผล ซึ่งมีผลต่อการว่าจ้างออกงานครั้งที่ 2-3-4-5…
กับอีกเรื่องนึงคือ ค่าตัวคิดบนพื้นฐานเหมาจ่ายมาแล้ว เพราะฉะนั้น เสื้อผ้าหน้าผมต้องพร้อม ต้องมีภาพลักษณ์เป็นเซเลบจริงๆ เพราะถ้าจ้างแพงแต่แต่งตัวเห่ย วางตัวไม่แจ่ม แคร์เรียร์พาร์ต (โอกาสก้าวหน้า) บนอาชีพเซเลบก็ริบหรี่ลง
ก่อนจบขอเม้าธ์เรื่องดราม่าอาชีพเซเลบซะหน่อย จากปรากฏการณ์ที่มีเซเลบเกิดใหม่ในกลุ่ม B List เจ้าของสินค้าเคยเจอเหมือนกันที่ยอมโพสต์ลงไอจี แต่ให้เวลาเพียง 1 วันหรือ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็ลบโพสต์นั้นทิ้ง (โห ร้ายกาจมากเบย แสดงว่าต้องแน่มาก คนต้องติดตามเยอะหลักหลายแสนถึงจะทำอย่างนี้ได้)
อาชีพเซเลบหลายคน จะพบด้วยว่ามีอาชีพหลักจริงๆ รองรับอยู่แล้ว เช่น อาจได้เห็นนักการทูต เจ้าของธุรกิจ แฟชั่นดีไซเนอร์
ว่ากันว่าคีย์ซักเซสอาชีพเซเลบ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเซเลบ แต่อยู่ที่คนเชิญเซเลบ ว่าสามารถจิกตีโทรตื๊อและคุมประพฤติในระหว่างจัดอีเวนต์ให้งานสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่นหรือไม่
เลี้ยวกลับมาจบที่อีเวนต์อสังหาฯ เห็นบอกว่าค่าเฉลี่ย 1 บริษัทจัดบิ๊กอีเวนต์ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง แต่เซเลบงานไม่เคยขาดมือตลอดปีเพราะวงการนี้มีเป็นพันบริษัท จัดงานคูณสองเข้าไป
อุต๊ะ อุต๊ะ รายได้งามจิงจิงดั๊วะ

