อีกไม่กี่วันก็จะจบปีนี้-2560 นับเป็นอีกปีที่ธุรกิจต่างๆ เผชิญความท้าทายสำคัญจาก “เทคโนโลยีดิสรัปชั่น”
ธุรกิจสื่อเห็นชัดเจนมาก เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคหันไปเสพสื่อผ่านหน้าจอ “สมาร์ทโฟน” มากขึ้นเม็ดเงินโฆษณาที่เคยลงในสื่อดั้งเดิมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์, วิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงอย่างต่อเนื่องแต่ไปโตในสื่อดิจิทัล ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัลโตแซงหน้าหนังสือพิมพ์ โดยขึ้นมาเป็นอันดับสองด้วยมูลค่าโดยประมาณที่ 11,780 ล้านบาท
นั่นเป็นเหตุให้สื่อหลายสำนักต้องปรับตัวโกดิจิทัลกันจ้าละหวั่น แต่ที่ปรับไม่ไหวหรือเลือกที่จะหยุดดำเนินการก็มีดังจะเห็นนิตยสารจำนวนมากที่ทยอยปิดตัวลงไปในช่วงที่ผ่านมา และล่าสุด นิตยสาร “คู่สร้างคู่สม”
โดย คุณดำรง พุฒตาล เจ้าของ และผู้ก่อตั้งนิตยสาร “คู่สร้างคู่สม” เปิดใจผ่านรายการ “มองรอบด้าน สุดสัปดาห์” ทางช่อง TNN24 ว่าจะหยุดผลิตหนังสือโดยฉบับวันที่ 20 ธ.ค.นี้จะเป็นฉบับส่งท้ายปีเก่าและฉบับสุดท้าย หลังจากเริ่มวางแผงเป็นครั้งแรกในปี 2523
ปิดตำนานนิตยสารที่มียอดพิมพ์สูงสุดตั้งแต่ฉบับแรกจนถึงปัจจุบันลงในปีที่ 38
ด้วยเหตุผลว่า เพราะคนอ่านหนังสือที่เขียนลงกระดาษน้อยลง แต่หันมาอ่านในสื่อโซเชียลมีเดียจากมือถือ และไอแพดมากขึ้นส่งผลให้ยอดจำหน่ายลดลง
“กระบวนการผลิตของนิตยสารมีขั้นตอนเยอะ เมื่อผู้อ่านไม่อ่าน แผงหนังสือกระทบ ตัวแทนขายก็กระทบ เราตัดสินใจรับสมัครสมาชิกแต่ปรากฏว่าคนสมัครมีแค่หลักพัน ไม่คุ้ม ก่อนหน้านี้เราก็ให้พนักงานออกไปแล้ว 3-4 ล็อตแล้ว และที่เขาไม่สมัครสมาชิกเพราะไม่มีใครอ่านหนังสือ”
คุณดำรงบอกด้วยว่า คู่สร้างคู่สมเป็นแชมป์ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 ถึงปัจจุบัน ไม่มีใครมียอดพิมพ์เท่าเรา เคยพิมพ์ได้มากที่สุดเดือนละ 1.6 ล้านฉบับ
นอกจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อีกเหตุผลสำคัญที่ “คู่สร้างคู่สม” ตัดสินใจอำลาแผงหนังสือ เป็นความตั้งใจส่วนตัวของคุณดำรงที่ต้องการพักผ่อน
“ตอนนี้ ผมอายุ 70 กว่าปีแล้ว ขอให้ตัวเองพัก ละวาง ปล่อยวาง ปล่อยวางแล้วมีความสุข ตั้งแต่เรียนจบทำงานมาตลอด เคยฝันว่าอยากหยุดทำตอนครบ 40 ปี และอายุ 75 แต่ว่าตอนนี้อยากพักแล้ว”
อย่างที่รู้กัน ไม่เฉพาะแต่ธุรกิจสื่อ ธุรกิจการเงิน, ค้าปลีก, ท่องเที่ยว และอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีดิสรัปชั่นไม่ต่างกันส่งผลให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง เพราะรู้ดีว่า ถ้าปรับไม่ทันก็มีสิทธิโดนกลืนหายไปในคลื่นดิจิทัลได้ทุกเมื่อ
นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการองค์กร และด้านเทคโนโลยี กล่าวว่า โลกธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 20 ปีก่อนมาก ทั้งโครงสร้างองค์กร ทรัพยากรมนุษย์ วัฒนธรรมองค์กร จากเดิมต้องคอยกระตุ้นให้ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีเข้าใจธุรกิจเพื่อให้นำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจ แต่ทุกวันนี้ต้องกระตุ้นให้ทุกคนในองค์กรธุรกิจเข้าใจเทคโนโลยีเพื่อให้ธุรกิจเดินไปได้
“เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก เช่นกันกับสปีดในการรับเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานของผู้บริโภคจะยิ่งเร็วขึ้นทำให้การปรับเปลี่ยนองค์กรต้องเร็วขึ้นตามไปด้วย”
จากประสบการณ์ในฐานะที่ปรึกษาด้านการปรับองค์กรของ “เอคเซนเชอร์” กลับพบว่า ปัญหาใหญ่สำหรับองค์กรต่างๆ ไม่ใช่เรื่องการขาดนวัตกรรม หรือการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือ “คน”
การพัฒนาทักษะของ “คน” ในองค์กรให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลง ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญยิ่งในหลายองค์กร
และหนทางหนึ่งที่แก้ได้ คือการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาในองค์กรให้มากขึ้น เพราะคนแต่ละช่วงวัยมีธรรมชาติในการใช้เทคโนโลยีที่ต่างกัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนบุคลากรวัยทำงานที่เป็นคนในยุคมิลเลนเนียล(อายุ 18-30 ปี) ราว 32%
“มาตรฐานทักษะที่จำเป็นในยุคนี้ที่ต้องมีมากขึ้น คือทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (ดาต้า อนาไลติกส์) เพราะดาต้า คือสิ่งที่สำคัญในโลกธุรกิจ โดยต้องเข้าใจธุรกิจว่ากำลังหาอะไรและลงไปหาได้ทันที เพราะโลกธุรกิจทุกวันนี้แข่งกันที่ความเร็ว”
เมื่อต้องทำงานกับคนรุ่นใหม่มากขึ้นก็ต้องเข้าใจความคาดหวังในการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่จะมีการทำงานเฉพาะตัว มีเกณฑ์วัดผลเฉพาะตัว เป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับปรุง เช่นเดียวกับโครงสร้างองค์กรที่ต้องปรับให้คล่องตัวขึ้น และต้องเปิดโอกาสให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ได้จริง เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรในการทำงานแบบดิจิทัล
“องค์กรแบบใหม่ต้องมีโครงสร้างการทำงานที่คล่องตัว มีการใช้ทรัพยากรจากภายนอกเข้ามาร่วมกันทำงานในลักษณะของโปรเจ็กต์เบส มีการสร้างระบบนิเวศในการทำงานที่กว้างขึ้น แต่ที่สำคัญคือ หากยังใช้เกณฑ์ KPI แบบเดิม คือวัดผลจากความสำเร็จเท่านั้นจะทำให้อินโนเวชั่น และความคิดสร้างสรรค์ไม่เกิด เพราะ KPI ไม่เปิดโอกาสให้ความผิดพลาด”
แม้หลายธุรกิจจะตระหนักถึงความจำเป็นแล้วว่าต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ยังมองไม่เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้น
“นนทวัฒน์” ย้ำว่า ทุกธุรกิจไม่สามารถวางใจได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะโลกธุรกิจทุกวันนี้มีปัจจัย X ที่เข้ามาได้ตลอดเวลาโดยไม่คาดคิด และไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า สปีดทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เช่น การเกิดขึ้นของแอพพลิเคชั่น “LINE” ที่เปิดตัวและมีผู้ใช้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว หรือเกมโปเกม่อน โก ที่ใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์เป็นกระแสทั่วโลก เป็นต้น
“ฉะนั้นคุณสมบัติสำคัญที่องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องมีคือเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเปลี่ยนมายเซตเพื่อรับมือได้ทันที”
อย่าลืมว่า ไม่มีธุรกิจใดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี “ดิจิทัล” มากน้อย-เร็วช้าต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวได้ทันหรือไม่ และเลือกทางไหน ผู้ที่ปรับตัวได้ทันเท่านั้นที่มีโอกาสรอด

