หน้าแรก ประชาชื่น ม่านประเพณี :...

ม่านประเพณี : ผีเสื้อเนื้อคู่

21.03.16 | 14:00 น.

เมื่อเดือนธันวาคม 2558 วงดนตรีจีนดั้งเดิมจากปักกิ่ง ได้มาแสดงที่หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องด้วยความสัมพันธ์ไทย-จีน 40 ปี ท่านทูตจีนท่านเป็นคนที่มีความขยันมาก ด้วยเหตุที่ท่านเป็นคนที่มาจากเมืองหูหนาน (Hunan) ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของประธานเหมา เจ๋อตุง และเป็นบ้านเกิดของท่านทูตวัฒนธรรมจีนด้วย ท่านก็นำเสนอวงซิมโฟนีจากเมืองหูหนานให้ได้มาแสดงความไพเราะที่ศาลายา

ท่านทูตจึงมีความตั้งใจสูงที่จะอวดวงดนตรีจีนเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้นำเสนอวงดนตรีจีน (วงซิมโฟนี) ที่เมืองหูหนาน เมื่อได้เดินทางไปชมด้วยตัวเอง ก็ได้ตอบตกลงที่จะเชิญวงซิมโฟนีประจำเมืองหูหนานมาแสดงที่มหิดลสิทธาคาร ในวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2559 เวลา 1 ทุ่ม และในวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2559 เวลา 4 โมงเย็น ซึ่งทั้ง 2 วันมีรายการแสดงแตกต่างกัน วันหนึ่งเป็นเพลงจีน อีกวันหนึ่งเป็นเพลงตะวันตก (รัสเซีย)

มิตรรักแฟนเพลงคนไทยจำนวนมากจะรู้จักบทเพลง “ม่านประเพณี: ผีเสื้อเนื้อคู่” (Butterfly Lovers) ในบทเพลงไวโอลินคอนแชร์โต ผ่านหนังจีน ซึ่งเชื่อว่าเป็นบทเพลงที่ใครๆ ก็อยากฟัง คนที่ชอบดูหนังจีนหรือชอบอ่านนวนิยายจีนก็จะรู้จักนวนิยายเรื่องม่านประเพณีเป็นอย่างดี ซึ่งมีอยู่หลายสำนวน หลายชุด เมื่อถูกนำมาถ่ายทอดเป็นบทเพลงก็สร้างความประทับใจกับผู้ฟังเป็นอย่างมาก

“ม่านประเพณี: ผีเสื้อเนื้อคู่” เป็นนวนิยายของความรักหนุ่มสาวแบบสุดใจขาดดิ้น เป็นเรื่องน้ำเน่าที่มีอยู่ในทุกสังคม แบบเดียวกับโรมิโอและจูเลียตของฝรั่ง หรือเรื่องไททานิก (หนังฮอลลีวู้ด) เรื่องคู่กรรม หรือขวัญเรียมของไทย ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนทุกระดับทุกวัย ประหนึ่งว่า “รักเดียวใจเดียวโรเนียวไม่ได้” หรือ “แม้สายลมจะเปลี่ยนทิศ แต่ดวงจิตไม่เคยเปลี่ยนเลย” อะไรทำนองนั้น

ม่านประเพณีเป็นเรื่องของชนชั้นและโอกาสระหว่างหญิงกับชายในสังคมจีนที่ไม่เท่าเทียมกัน ผู้หญิงจะมีโอกาสน้อยกว่าผู้ชาย แม้พ่อแม่ก็ยังอยากมีลูกผู้ชายมากกว่าลูกผู้หญิง เมื่อเป็นเด็กผู้หญิงในสังคมจีนจะหาโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้ก็ยากหรือไม่ได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้อะไร นอกจากจะเป็นคนรับใช้หรือเป็นแม่บ้าน

Advertisement

จู้หยิงไถ่ (นางเอก) เป็นเด็กสาวที่เกิดในครอบครัวมีอันจะกินและอยากเรียนหนังสือ แต่เนื่องจากเป็นผู้หญิงจึงไม่มีโอกาสจะเรียนหนังสือได้ จู้หยิงไถ่จึงปลอมตัวเป็นผู้ชาย ซึ่งทางครอบครัวก็ไม่รู้ว่าเธอได้ปลอมตัวเป็นผู้ชาย แล้วเธอก็เดินทางไปต่างเมืองเพื่อเรียนหนังสือ ระหว่างทางก็ได้พบกับเหลียงซันโป่ (พระเอก) ต่างก็ได้รู้จักและรักกันมาก โดยที่ฝ่ายชายไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมสาบานที่ชื่อจู้หยิงไถ่นั้นเป็นผู้หญิง ต่อมาแม่ของจู้หยิงไถ่ล้มป่วยลง ครอบครัวก็ได้ส่งจดหมายให้จู้หยิงไถ่รีบกลับบ้าน

จู้หยิงไถ่ก็ต้องกลับเพื่อไปดูลมหายใจของแม่ ก่อนไปก็ได้ฝากผีเสื้อหยกให้กับเหลียงซันโป่ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมกับให้เหลียงซันโป่ตามไปเพื่อสู่ขอน้องสาวของจู้หยิงไถ่แต่งงาน ซึ่งหมายถึงตัวเธอเอง เมื่อจู้หยิงไถ่กลับไปถึงบ้าน ทางครอบครัวก็ได้จัดพิธีแต่งงานของเธอกับลูกผู้มีอันจะกินในเมือง ซึ่งทำให้เธอเศร้าใจมาก ส่วนเหลียงซันโป่ก็เดินทางตามไป จนรู้ความจริงว่า ที่แท้จู้หยิงไถ่เป็นผู้หญิง และถูกบังคับให้แต่งงานกับชายอื่น เหลียงซันโป่ก็ตรอมใจตาย คราวนี้ความรู้ถึงนางเอก เมื่อรู้ว่าพระเอกตามมาและตรอมใจตาย ตัวเองก็ไปที่หลุมฝังศพและฆ่าตัวตายตาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ไปเกิดเป็นผีเสื้อ เรื่องก็จบลงแค่นี้

การที่ผู้ประพันธ์เพลง เหอจั้นห่าว และเฉินกัง (He Zhanhao / Cheng Gang) นำเนื้อเรื่องโด่งดังมาเขียนเป็นบทเพลงสำหรับไวโอลินและวงซิมโฟนีออเคสตรา ก็ทำให้บทเพลงเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมาก จนเพลงนี้กลายเป็นเพลงสัญลักษณ์ของเพลงจีนไปเลย แม้วงดนตรีต่างๆ ในเมืองจีนอยากเล่นเพลงอื่นๆ (เพลงฝรั่ง) ก็ต้องถูกเรียกร้องให้เล่นเพลงนี้จนได้ เช่นเดียวกับวงหูหนาน (Hunan Symphony Orchestra) ซึ่งเขาก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะเล่นเพลงอื่น เมื่อถูกยื่นเงื่อนไขของการแสดงว่า ท่านจะเล่นเพลงอะไรก็ได้แต่ในรายการจะต้องมีเพลงม่านประเพณี: ผีเสื้อเนื้อคู่ อยู่ด้วยนะ ไม่งั้นก็จะไม่มีผู้ฟังมาดู โดยคุยข่มขู่ได้เล็กน้อย

วงหูหนาน (Hunan Symphony Orchestra) ได้เชิญนักไวโอลินสุดยอดของจีน หลิวเชียว (Liu Xiao) มาร่วมแสดงในครั้งนี้ ในวันแรกวงหูหนานก็จะเล่นม่านประเพณี: ผีเสื้อเนื้อคู่ ซึ่งเป็นบทเพลงเงื่อนไขจากมิตรรักแฟนเพลงชาวไทย ครึ่งหลังก็จะเป็นนิวเวิลด์ซิมโฟนี (New World Symphony) ส่วนในวันที่สอง (วันเสาร์) หลิวเชียวก็จะอวดบทเพลงมาตรฐานสากล ไวโอลินคอนแชร์โต (ดีเมเจอร์) ของไชคอฟสกี ซึ่งคนไทยรู้จักในชื่อเพลง “ม่านไทรย้อย” (ของครูสุทิน เทศารักษ์) ครึ่งหลังก็จะเป็นซิมโฟนี หมายเลข 5 ของไชคอฟสกี

ความจริงนักดนตรีจีนทุกคนหรือผู้นำจีนทุกคนต่างก็ต้องการอวดความสามารถ (เก่ง) ทางดนตรีให้โลกยอมรับเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อจีนเปิดประเทศ คนจีนรวมทั้งรัฐบาลจีนต่างก็ต้องการนำของดี นำคนเก่งออกมาอวดโลกอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครต้องการอวดความล้าหลังแต่อย่างใด แม้จะมีการปกครองที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ศักยภาพความเป็นเลิศของมนุษย์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อาจจะคุยได้ว่าดีกว่าด้วยซ้ำไป

วงซิมโฟนีออเคสตราจากเมืองหูหนานมาแสดงที่เมืองไทยในครั้งนี้ก็มาเต็มยศทีเดียว เหตุผลหนึ่ง เพื่อต้องการบอกให้ชาวโลกทราบว่า จีนเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรม มีประเพณี มีรสนิยม และมีความเจริญ เพราะดนตรีเป็นเครื่องหมายของความเจริญ อีกเหตุผลหนึ่ง จีนต้องการสร้างบทบาทเพื่อคานมหาอำนาจตะวันตกที่อยู่เหนือภูมิภาคอุษาคเนย์ และประเด็นสุดท้าย จีนต้องการบอกกับอาเซียนว่า จีนยังเป็นมิตรกันอยู่นะ

สำหรับประเทศจีนและประเทศที่เจริญแล้ว ทั้งในยุโรปและอเมริกา เขาใช้วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปะ และดนตรี ซึ่งเป็นเรื่องของรสนิยมและเป็นปัจจัยที่สำคัญของชีวิต เป็นเครื่องมือเพื่อบอกถึงความเจริญของประเทศด้วย ดังนั้น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงท่องเที่ยว แม้กระทรวงการศึกษาของเขา ได้ทำหน้าที่อย่างจริงจังภายใต้นโยบายเดียวกันและสอดคล้องกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำ รัฐมนตรีทุกคนก็มีนโยบายของตัวเองที่ไม่ขึ้นแก่กัน อย่างที่เห็นอยู่ในประเทศไทย ของจีนนั้นทุกกระทรวงอยู่ภายใต้นโยบายเดียวกัน

จีนเป็นวัฒนธรรมหลักและวัฒนธรรมที่แข็งแรงมากของตะวันออก มีร้านอาหารจีนขยายไปทั่วโลก โดยไม่ต้องมีลิขสิทธิ์ ซึ่งต่างไปจากวิถีชีวิตตะวันตกที่ต้องมีเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้น การปรับตัวของวัฒนธรรมจีนจึงซึมลึกไปทั่วเหมือนน้ำ ยิ่งในภูมิภาคอุษาคเนย์นั้น แยกกันไม่ออกว่า หากไม่มีวัฒนธรรมจีน หรือเอาความเป็นจีนออกไปแล้ว ที่เหลือจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสียงเพลง หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่

หากมีเวลา วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม เวลา 1 ทุ่ม ลองมาฟังวงซิมโฟนีออเคสตราจีน เล่นเพลงจีน และในวันเสาร์ที่ 26 เวลา 4 โมงเย็น ลองมาฟังวงซิมโฟนีออเคสตราจีน เล่นเพลงฝรั่งบ้าง ฟังว่ามันเหมือนหรือมีความแตกต่างอย่างไร อาคารมหิดลสิทธาคารที่ศาลายานั้น บัดนี้ได้เป็นพื้นที่ที่วงดนตรีดีๆ ทั้งหลายในโลก อยากมาแสดง