ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในช่วงขาลง ร้านหนังสือ โดยเฉพาะแผงหนังสือค่อยๆ หายไปจากสายตา ไม่พักต้องเอ่ยถึงแวดวงนิตยสารที่หัวแล้วหัวเล่าทยอยปิดตัวลง รวมทั้ง “คู่สร้างคู่สม” ที่สะเทือนวงการสื่อสิ่งพิมพ์
แต่…ศูนย์หนังสือจุฬาฯ กลับเป็นข้อยกเว้น!
ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUbook) เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่อาคาร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยพื้นที่ทำการ 400 ตารางเมตร ให้บริการหนังสือภาษาไทย และต่างประเทศ วันนี้ครบ 40 ปีพอดี สยายปีกไปถึง 11 สาขา กับอีก 7 เครือข่าย ตั้งแต่เหนือสุดที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ไปจรดภาคใต้ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช
สะท้อนถึงความจริงที่ว่า ต่อให้เข้าสู่ยุคของอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกหมู่บ้าน ทุกคนสามารถเลือกสั่งซื้อหนังสือได้รวดเร็วผ่านทางออนไลน์ เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แต่หนังสือเล่มก็จะยังคงอยู่ต่อไป เพราะอะไร?
“เวลาเราซื้ออีบุ๊กบนอินเตอร์เน็ต เราเลือกหนังสือแล้วสั่งซื้อเลย อาจจะได้ดูส่วนหนึ่ง แต่เวลาไปร้านหนังสือเราจะได้เห็นหนังสือเล่มที่ไม่เคยคิดว่าจะสนใจ ความหลากหลายที่เกิดขึ้นจะให้ความแตกต่างจากการซื้อหนังสือผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ฉะนั้น ร้านหนังสือกับอินเตอร์เน็ตจะมีเสน่ห์ต่างกันคนละแบบ”
ทรงยศ สามกษัตริย์ กรรมการผู้จัดการศูนย์หนังสือจุฬาฯ บอก “การเลือกหนังสือหลักๆ มี 2 แบบ 1.เลือกเพราะความจำเป็น เช่น ตำราเรียน หนังสือที่ต้องทำมาหากิน 2.เลือกเพราะอยากซื้อ เป็นพวกซื้อด้วยอารมณ์ นิยาย ชีวประวัติจากบุคคลสำคัญ เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่อยากเรียนรู้ สุดท้ายหนังสือเล่มที่จำเป็น พวกคู่มือสอบหรืออะไร ยังไงก็ยังมีตลาดของมันอยู่ อินเตอร์เน็ตในอนาคตอาจจะไปถึงหมู่บ้าน คนอาจจะเลือกซื้อง่ายขึ้นก็ตาม แต่หนังสือเล่มก็ยังอยู่”
เป็นน้องสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 10 คน ของคุณพ่อ ร.ต.อ.สท้าน กับคุณแม่เสงี่ยม สามกษัตริย์ หนึ่งในบุคลากรที่เติบโตมากับกองหนังสือ กับการอ่านทุกประเภท
“ผมรักการอ่านเพราะแม่นั่นแหละ แม่ผมเป็นแม่ค้าขายของอยู่ริมถนน แต่ทุกเช้าแม่จะให้ผมไปซื้อหนังสือพิมพ์ ซื้อขนมครก กาแฟใส่กระป๋อง พอเราเดินไปร้านหนังสือก็หยิบชัยพฤกษ์ไปอ่านบ้าง เห็นแม่อ่านหนังสือทุกวัน ไม่ได้รู้สึกว่าหนังสือมันห่างไกลจากเรา”
ในด้านการศึกษา ทรงยศเดินบนเส้นทางสายบัญชีมาโดยตลอด จากโรงเรียนพาณิชยการสันติราษฎร์ ไปต่อพาณิชยการพระนคร และสำเร็จการศึกษาที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล)
ปี 2519 เข้าทำงานที่สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2538 ศึกษาต่อปริญญาโท คณะเทคโนโลยีและสารสนเทศ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน หลังจากนั้นจึงย้ายมาทำงานที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ในราวปี 2546 กระทั่งปัจจุบัน
วันนี้ในวัยย่าง 62 ปี ที่กว่าครึ่งชีวิตคลุกคลีในแวดวงหนังสือ ได้เห็นพัฒนาการของหนังสือ ผู้เขียน และคนอ่านในแต่ละวัยแต่ละห้วงเวลา ทรงยศ สามกษัตริย์ มีเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ มาแบ่งปัน

ยุคดิจิทัล มีผลต่อการอ่านของคนไทยแค่ไหน?
ถ้ามองเรื่องการอ่าน เนื่องจากรูปแบบการอ่านมันเปลี่ยนไป แต่เดิมเราไม่มีสื่ออื่น เราก็จะอ่านจากหนังสือ พอยุคนี้สื่อเปลี่ยน การอ่านเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ถ้าเอาหนังสือมาจับ มันไม่ได้ตอบโจทย์ว่าอ่านมากแค่ไหน แต่การอ่านยังเกิดขึ้นอยู่ จะเฟซบุ๊กหรือไลน์ก็อ่านเหมือนกัน แต่ลักษณะการอ่านกับสื่อที่อ่านมันเปลี่ยนไป
การอ่านหนังสือเล่มน้อยลงมั้ย?
โตเหมือนกัน แต่โตไม่เท่ากับประชากรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากในยุคก่อนเราสร้างเสริมการอ่านด้วยการรู้สึกว่าการอ่านมันมีคุณค่า เราอ่านเพราะเราชอบ แต่ยุคนี้การแข่งขันมากขึ้น รูปแบบการอ่านเปลี่ยนไปมากขึ้น กลายเป็นว่าการอ่านเป็นหน้าที่ เพราะฉะนั้น เราจะพบว่าเมื่อเด็กสอบ ป.ตรีจบแทบจะทิ้งการอ่านทั้งหลาย (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้อนุบาลยังถูกบังคับให้อ่าน เพราะฉะนั้น การอ่านโดยหน้าที่นี่แหละที่เป็นบ่อนทำลายการอ่านด้วยความชอบ
หนังสือเล่มยังมีเสน่ห์?
โดยคอนเทนต์มันไม่แตกต่าง และผู้เขียนก็มีการวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองกับสังคมนั้นๆ มันเติบโตอย่างนั้น อย่างสมัยก่อนอาจจะชอบอ่านนิยายเล่มๆ หนาๆ ด้วยความรัก แต่วันนี้อาจจะไม่ใช่แล้ว หนังสือเจนวายจึงขายได้มากมาย อ่านเรื่องใกล้ตัว ข้อความสั้นๆ ที่สามารถตอบสนองวันนี้ได้ หนังสือสร้างกำลังใจ หนังสือเกี่ยวกับอาชีพที่ใช้ประโยชน์ได้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนเรายังมีเวลากินข้าวก่อนจะไปโรงเรียน วันนี้ให้ตื่นตี 3 ตี 4 ด้วยซ้ำ เวลามันถูกบังคับอย่างนี้ ฉะนั้นสถานการณ์เวลามันเปลี่ยนไป ถ้าดูหนังสือมันจะมีความหลากหลาย อย่างแฟนตาซีก็หลุดโลกไปเลย
ร้านหนังสือถือว่าอยู่ในช่วงขาลง แต่ศูนย์หนังสือจุฬาฯยังขยายสาขาและเครือข่ายไปทั่วประเทศ?
ต้องบอกว่าศูนย์หนังสือจุฬาฯ เป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉะนั้น สิ่งที่เราอยากจะสนับสนุนให้มากขึ้นคือ ร้านหนังสือในมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกว่าศูนย์หนังสือในมหาวิทยาลัยกับร้านหนังสือทั่วไปต่างกัน แค่วิธีคิดก็ต่างกันแล้ว ร้านหนังสือทั่วไปอาจจะต้องทำหน้าที่ของ “ธุรกิจ” เพื่อความอยู่รอด แต่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่คนละแบบ
ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ตั้งขึ้นมาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เนื่องจากการเป็น “ศูนย์หนังสือ” จึงสามารถดึงหนังสือจากทั่วโลกมารวมที่นี่ได้ อาจารย์ก็สามารถมาอ่านที่นี่ ขณะเดียวกันอาจารย์ก็ได้หนังสือจากที่นี่ไปใช้ และเมื่ออาจารย์เขียนตำราขึ้นมาก็จะอาศัยศูนย์หนังสือที่นี่เป็นตัวกระจาย ฉะนั้น ศูนย์หนังสือในมหาวิทยาลัยเองจะเป็นตัวรับข้อมูลความรู้และกระจายออกใน 2 ฐานะ ทำหน้าที่เป็นสื่อความรู้ หรือจะเป็น “โนวเลจ เซ็นเตอร์” อะไรก็ตามที่พูดถึง มันเป็นอย่างนั้น เป็นส่วนสนับสนุน ซึ่งมหาวิทยาลัยควรจะมี
ฉะนั้น ศูนย์หนังสือจะอยู่ตามมหาวิทยาลัย แล้วมหาวิทยาลัยที่เราคุยส่วนใหญ่จะเป็นอธิการบดี หรือผู้บริหารเห็นสอดคล้องต้องกันว่าศูนย์หนังสือนี้มันจะต้องอยู่รอด แล้วอยู่รอดด้วยกิจกรรม เราเคยมีศูนย์หนังสือที่อยู่ชิดกับหอสมุดมหาวิทยาลัยหรือสำนักหอสมุด ถามว่ามันต่างกันยังไง สำนักหอสมุดให้อ่านหนังสือฟรี ศูนย์หนังสือขายหนังสือ แล้วเปิดทั้งวันทั้งคืนเหมือนกัน ทีแรกเราก็มองว่ามันขัดแย้งกัน แต่มันกลายเป็นเสริมกัน
มหาวิทยาลัยหลักๆ งบประมาณซื้อหนังสืออาจจะ 10-20% ของหนังสือที่พิมพ์ออกมา ตอนนี้ยิ่งซื้อเป็นดิจิทัลยิ่งไปกันใหญ่ ศูนย์หนังสือการดำเนินในเชิงธุรกิจของมหาวิทยาลัยก็สามารถจะเอาหนังสือกลับมาได้หมด แล้วเด็กก็จะได้อ่านหนังสือจากตรงนี้ ฉะนั้น มันเหมือนเป็นตัวเสริมของมหาวิทยาลัย แล้วบางครั้งหนังสือที่เด็กอ่านแล้วชอบอาจจะเสนอให้มหาวิทยาลัยซื้อมาเก็บ ก็กลายเป็นว่า ศูนย์หนังสือจะหมุนด้วยหนังสือซึ่งมหา’ลัยไม่ได้ซื้อ ถ้านับแค่เล่มละบาท คุ้มกว่าที่มหาวิทยาลัยจะมีสำนักหอสมุดที่จะต้องซื้อทั้งหมดเข้ามาเสียอีก มันจึงเป็นตัวเสริม ทำให้ศูนย์หนังสือมันประคองตัวของมันอยู่ได้
ได้งบประมาณสนับสนุนจากไหน?
ในตัวมหาวิทยาลัยก็ซื้อ แต่รายได้จากภายในมหาวิทยาลัยเองไม่สามารถจะเลี้ยงศูนย์หนังสือนั้นได้ เราจึงมีหน้าที่วิ่งออกไปขายข้างนอกเอามาเลี้ยงตัวด้วย อย่างสาขามหาวิทยาลัยนเรศวรเองต้องวิ่งทั่วภาคเหนือ ไปขายที่โน่นที่นี่ที่นั่น เอาหนังสือไปหาโรงเรียนเพื่อหายอดขายเหล่านั้นมาเลี้ยงสาขาให้อยู่รอด และเมื่อมหาวิทยาลัยเห็นประโยชน์ร่วมกันก็จะสนับสนุน เช่น เอางบมหาวิทยาลัยมาซื้อ นิสิตนักศึกษาก็มาซื้อหนังสือของเรา อาจารย์แต่งตำราก็จะมาฝากขาย และอีกสิ่งหนึ่งที่ร้านหนังสือส่วนใหญ่ทำไม่ได้คือ ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยของเราให้ส่วนลดกับนิสิตนักศึกษาและคนทั่วไปเท่ากับที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯเลย พอเราเลี้ยงตัวอยู่รอด ก็ไม่ต้องการกำไรเยอะ มหาวิทยาลัยก็รู้สึกว่าเราทำประโยชน์อยู่แล้ว ทำให้เราสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ถูกบีบคั้นว่าต้องทำกำไรสูงสุด
และอีกเรื่องคือ เราจะบอกน้องๆ เสมอในการทำศูนย์หนังสือของเราคือ เรารู้สึกว่าเราทำงานแล้วมีคุณค่า เพราะมันอยู่กับองค์ความรู้ การที่เรานำหนังสือไปให้โรงเรียนแต่ละแห่งดู มันอาจจะเป็นหนังสือที่ดีสำหรับโรงเรียนเหล่านั้นได้ เมื่อสร้างความรู้สึกอย่างนี้ขึ้น เด็กก็รู้สึกว่ามีความสุขในการทำงานได้

มีหนังสือเล่มไหนที่ที่นี่ไม่มี?
หนังสือพวกลามกอนาจาร หนังสือผิดกฎหมายเราไม่รับ ส่วนใหญ่สำนักพิมพ์จะมาที่เราหมด บอกได้เลยว่าเรามีหนังสือที่หลากหลายครบถ้วน หนังสือเจนวายที่เขียนแบบทั่วไปเราก็มี เราจะมีทีมคัดกรองหนังสือ อย่างที่เราบอก ศูนย์หนังสือเราเองถือว่าเราไม่ใช่คนตัดสินหนังสือเหล่านั้น ถ้าหนังสือลามกอนาจารอ่านก็รู้ แต่หนังสือบางเล่มที่กึ่งๆ แต่มีสำนวนดี เขียนกึ่งให้วิธีคิด ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าตลาดโลกยอมรับแล้วเรื่องเหล่านี้ เรามีหน้าที่วางหนังสือให้คนเลือก แต่เราไม่ได้เป็นผู้ตัดสินหนังสือ
แม้แต่หนังสือวิชาการเรายังมีของทุกมหาวิทยาลัย เพราะเราไม่รู้ว่าจริตของคนอ่านเป็นอย่างไร บางคนอ่านเล่มนี้ไม่เข้าใจ อ่านอีกเล่มอาจจะชอบ เพราะฉะนั้นคนเลือกคือคนอ่าน
มีหนังสือส่งเข้ามาตลอดเวลาจากทุกสำนักพิมพ์ทำให้ตรงนี้เป็นคลังใหญ่ จัดการอย่างไร?
เนื่องจากเรามีพื้นที่ใหญ่ เราเห็นใจกับคนเขียนมาก กว่าจะเขียนออกมาเป็นเล่มได้ การที่จะตัดสินใจเทกระจาดหนังสือ มันช้ำ แล้วหนังสือบางเล่มมันมีซีซันนอล เล่มนี้ขายตอนนี้ยังไม่ได้ แต่อาจจะไปขายได้ในอีกช่วงหนึ่ง การที่ตัดสินใจเพียงแค่ 3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน มันผิดแล้ว บางทีตลาดยังไม่ทันโปรโมตเลย ตายแล้ว แต่ถ้าอยู่กับเรายาวๆ ยังขายไม่ได้ ก็มีลดจำนวนลงบ้าง แต่จะประคองให้อยู่ยาว บางเล่มอยู่ 10 ปีก็มี
นอกจากหนังสือติว ตำรา นิสิตนักศึกษาสนใจอะไร?
สำหรับการอ่าน มันเป็นด้วยสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน จำนวนคนอ่านก็น้อยลง แล้วอย่างที่สาขาสยามสแควร์ ตอนพีคๆ เราพบว่า ตอนจะเปิดร้านมีเด็กมารอเข้าคิว หิ้วตะกร้าหยิบหนังสือเป็นตั้งๆ เรานึกว่าจะซื้อหนังสือ (ยิ้มกว้าง) เปล่าเอาไปนั่งอ่าน แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราทำตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว คือเรามีห้องอ่านฟรีทั้งวี่ทั้งวัน มุมอ่าน เราทำมา 20 กว่าปี และเราจะบอกเสมอว่าเปิดอ่านได้เลย เพราะในฐานะคนที่จะซื้อก็ต้องชิมก่อน เราพบว่าปัจจุบันบางท่านที่เป็นดอกเตอร์บอกว่า เมื่อก่อนผมมานั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้ นี่คือสิ่งที่ศูนย์หนังสือทำมาโดยตลอดคือการส่งเสริมการอ่าน
อย่างที่เรียนว่า เมื่อไหร่ก็ตามถ้าเราเก็บกอบโกยกับตัวยอดอย่างเดียว แต่เราไม่ปรุงคนใหม่ที่รักการอ่านขึ้นมา มันจะขาดตอนในอนาคต แต่ที่เราทำ เราอยากให้อ่านไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งจะคลิกกับหนังสือสักเล่ม เขาจะโตขึ้นเป็นอนาคตที่ดีของประเทศแน่ แล้วเขาก็จะรักการอ่าน เราทำหน้าที่เป็นแหล่งให้อ่าน และเราจะบอกเสมอว่า ปิดเทอมแทนที่จะพาลูกไปติวไปเดินห้าง ลองปล่อยให้มาอยู่ร้านหนังสือ เราไม่รู้หรอกครับว่าลูกชอบเล่มไหน แต่เมื่อไหร่ที่เขาเจอเล่มที่เขาชอบ เขาจะกลายเป็นนักอ่านในอนาคต เพราะการอ่านมันมีคุณประโยชน์นานัปการ
ต้องจัดอีเวนต์ส่งเสริมการอ่าน?
เราจัดเป็นประจำ เฉลี่ยปีละ 70-80 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนพบนักอ่าน การอบรม กิจกรรมทั่วไป และเราพยายามทำหลากหลาย เช่น ใส่บาตรหนังสือซึ่งครั้งนี้เป็นปีที่ 10 แล้วที่จัตุรัสจามจุรี เราถวายคูปองแล้วให้ท่านเดินเลือกหนังสือเอง พบว่าหมวดหนังสือที่ท่านเลือกคือคอมพิวเตอร์ บางทีก็เป็นหมวดการศึกษา นิทานก็มี หรือจัดบุ๊กแฟร์ เพื่อกระตุ้นการอ่าน เพราะหนังสือเป็นฮาร์ดแวร์ๆ อย่างเดียวทำอะไรไม่ได้ ต้องมีซอฟต์แวร์เข้าไปดำเนินการ คือกระตุ้นในรูปแบบต่างๆ
เคยแม้กระทั่งจัดกิจกรรมไปอ่านหนังสือให้เด็กออทิสติกฟัง และพบว่าภายในเวลา 2-3 ปี เด็กดีขึ้น นั่งฟังได้นิ่งขึ้น ฉะนั้น มันมีความหลากหลายในการอ่านขึ้นกับว่าใช้กับกลุ่มไหนด้วยอะไร

“…เวลาไปร้านหนังสือ เราจะได้เห็นหนังสือเล่มที่ไม่เคยคิดว่า
จะสนใจ ความหลากหลายที่เกิดขึ้น ให้ความแตกต่าง
จากการซื้อหนังสือผ่านระบบอินเตอร์เน็ต…”
กระแสอีบุ๊กส่งผลต่อการอ่านหนังสือเล่ม?
ตอนแรกที่ออกมามีข่าวบอกว่าหนังสือเล่มไปแน่ ผมทดสอบด้วยตัวเอง เมื่อก่อนเคยซื้อนิตยสาร 15 วันเล่ม ทิ้งไว้ในรถ หยิบขึ้นมาอ่านไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมีอีบุ๊กมา ซื้อปีแถมปี แล้วยังลดราคาอีก ผมซื้อมา จนถึงวันนี้ผมไม่หยิบเล่มนั้นขึ้นมาอีกเลย บางทีพอเรารู้สึกว่ามันอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ เราก็เลยไม่อ่าน
เหมือนกันเวลาเราซื้ออีบุ๊กบนอินเตอร์เน็ต เราเลือกหนังสือแล้วสั่งซื้อเลย อาจจะได้ดูส่วนหนึ่ง แต่เวลาไปร้านหนังสือเราจะได้เห็นหนังสือเล่มที่ไม่เคยคิดว่าจะสนใจ ความหลากหลายที่เกิดขึ้นจะให้ความแตกต่างจากการซื้อหนังสือผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ฉะนั้นร้านหนังสือกับอินเตอร์เน็ตจะมีเสน่ห์ต่างกันคนละแบบ
ในวิกฤตมันมีโอกาส อยู่ที่ว่าเราตามติดกับข้อมูลกับสิ่งที่มันมารอบข้างขนาดไหน แล้วไม่ใช่แค่นั้น เราก็ต้องผลักให้มันเดินไปข้างหน้า ถ้าเราคิดว่างานที่เราทำมันเป็นประโยชน์ การสร้างการอ่าน การสร้างคน ยุคต่อไปถ้าไม่มีเด็กที่ชอบอ่าน ประเทศชาติจะอยู่อย่างไร ถ้า 100 คน เราสร้างได้สักคน ก็ยังดีกว่าจะปล่อยให้มันไหลตามไปกระแส แล้วปล่อยไปจนไม่มีสักคน
ถ้าเรามีลูกเล็กๆ แล้วตอนนอน ให้พ่อเอาลูกพาดไว้กับอกแล้วอ่านหนังสือให้เขาฟัง เสียงโทนต่ำๆ ของพ่อกับความรู้สึกที่อยู่ในอ้อมอกแข็งๆ ถ้าอ่านทุกวัน ผมว่ามันจะหล่อหลอมจิตใจของเขา เป็นเกราะที่สร้างไว้ แล้ววันหนึ่งในอนาคตเมื่อเขาเจอเพื่อนเจอสิ่งแวดล้อมต่างๆ เขาจะกลับมาคิดถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่มีส่วนสำคัญในการสร้างการอ่าน ความรักที่ถ่ายทอดเข้าไปในวิถีชีวิต
เป็นวิธีการที่ใช้กับตัวเองด้วย?
ใช่ครับ เมื่อก่อนตอนลูกเป็นเด็ก เนื่องจากผมต้องทำงาน ผมต้องไปฝากลูกให้พี่สาวเลี้ยง เรามีเวลาอยู่ด้วยกันวันเสาร์-อาทิตย์ เราดูรายการทีวีด้วยกันตอนกลางคืน ผมนอนคว่ำ บางทีลูกก็นอนที่หลังผม ก็ไกวไปเรื่อยๆ (หัวเราะ) เขาหลับคาหลังผม บางทีเราถามอะไรยังรู้สึกว่าเขายังจำได้
ปลูกฝังการอ่านให้กับลูก?
แหม ลูกผมก็ไม่ได้เรียนเก่ง เพียงแต่ไม่ได้เกเร เราจะเลือกโยนประเด็นให้อ่าน อย่างถ้าจะให้อ่านสามก๊ก ก็จะเลือกฉบับวนิพกของยาขอบ แล้วเราก็เล่าเรื่อง เช่น จูล่ง สุภาพบุรุษแห่งเสียงสาน เกราะขาวทั้งชุด มีอยู่ตอนหนึ่งที่พลัดหลงกับเล่าปี่ที่ทุ่งเตียงบันโบ๋ จูล่งเอาอาเต๊าลูกของเล่าปี่ไว้ที่อกข้างในเกราะ ไปยืนรบตั้งแต่เช้ายันมืด เพียงเพราะโจโฉบอกจับเป็นให้ได้ ใครเข้ามาฟันหมดจนเกราะชุ่มเป็นสีเลือด แล้วก็เอาหนังสือวางตรงหน้าบอก…เล่มนี้สิลูก (หัวเราะเสียงดัง)
บางครั้งจะถามเขาก่อนว่าอ่านเล่มนี้เป็นยังไงบ้าง เล่มนี้เป็นอย่างนั้นเลยเหรอ พ่อยังไม่ได้อ่านเลย เราต้องให้ความสำคัญกับเขา เพราะเด็กทุกคนนอกจากความรัก จะโตด้วยความภาคภูมิใจ เด็กทุกคนอยากเป็นฮีโร่ อายุ 7-8 ขวบ ก็ภูมิใจแล้วที่เล่าเรื่องที่พ่อไม่รู้ได้ เราก็จะสนับสนุนให้ไปเอาเล่มต่อมาอ่าน เล่มนั้นเล่มนี้ก็ได้อ่านไปเถอะ
ทรรศนะส่วนตัวกับการอ่าน?
เป็นความชอบมากกว่า ทุกวันก็อ่านหนังสือ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าอ่านเพราะอาชีพ แต่อ่านเพราะอยากจะอ่าน และอยากจะถ่ายทอดออกไป
การอ่านได้ประโยชน์หลายอย่าง ทำให้เรารู้โน่นนี่นั่น เราสามารถเที่ยวรอบโลกก็ได้โดยเราไม่ต้องออกนอกประเทศ สามารถย้อนอดีตอันไกลโพ้นโดยไม่นั่งไทม์แมชชีน เราสามารถไปข้างหน้าไกลๆ โดยไม่ต้องพึ่งยานอวกาศใดๆ แต่อาศัยหนังสือที่อ่าน


