หน้าแรก ประชาชื่น อย่ากะพริบตา!...

อย่ากะพริบตา! สมรภูมิ “สังคมวัฒนธรรม”61 “รื้อ สร้าง ทวงคืน”มรดกชาติ-พัฒนาเมือง

28.12.17 | 16:49 น.

ฝนควบหนาวส่งท้ายปีมีความเย็นยะเยือกปกคลุมประเทศไทยในปลายปี 2560 สร้างบรรยากาศสุดฟิน อินอารมณ์โรแมนติก ทว่าเมื่อตัดฉากจินตนาการไปถึงปีหน้าฟ้าใหม่ ไม่เพียงอุณหภูมิในปรอทจะทยอยสูงขึ้นตามลำดับ สมรภูมิสังคมวัฒนธรรมก็ร้อนแรงเข้มข้นจนถึงขั้นพีค เนื่องด้วยหลายสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งประเด็นของการพัฒนาเมือง ชุมชน แม่น้ำ ที่ภาครัฐเตรียมจะรื้อ จะสร้าง จะวางแนวบริหารกันเสียใหม่หวังให้กรุงเทพฯเมืองฟ้ามีระเบียบเรียบร้อย สวยงามและสร้างความเท่าเทียมในการใช้ประโยชน์ ในขณะที่ภาคประชาสังคมบางส่วน “เห็นต่าง” ทางความคิด ยังไม่นับองค์กรระดับอินเตอร์ที่ร่อนจดหมายท้วงติงอยู่เป็นระยะๆ

ไหนจะประเด็นมรดกชาติไทยในต่างแดนที่นักวิชาการและชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกร้อง “ทวงคืน” กระทั่งรัฐบาลสั่งการเดินหน้า จนเริ่มเห็นแสงสว่างวูบไหว

ไม่ว่าจะเดินหน้า ถอยหลัง หัวเราะ ร้องไห้ สงบศึกทางความคิดหรือขอใช้สิทธิยืนยันสู้ต่อ ล้วนต้องเกาะขอบสนามแบบพลาดไม่ได้เพียงเสี้ยววินาที และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของประเด็นสุดฮอตที่ใกล้ถึงไคลแมกซ์เข้าไปทุกขณะ

ส่วนหนึ่งของเอกสารที่จัดแสดงในการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้ายที่หอประชุมกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 59


‘ทางเลียบเจ้าพระยา’เดินหน้ากลางเสียงค้าน?

กระเพื่อมแรงตลอดปี 2560 สำหรับสายน้ำที่ฉ่ำเย็นอย่างเจ้าพระยาซึ่งเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 เมื่อภาครัฐผุดโครงการพัฒนาฝั่งน้ำเจ้าพระยาหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ทางเลียบเจ้าพระยา” โดยว่าจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการออกแบบและศึกษาผลกระทบซึ่งถูกท้วงติงจากเอ็นจีโอตลอดมาว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน แถมสังคมยังไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมตั้งคำถามว่าโครงการที่ใช้เงินมหาศาลเช่นนี้จะคุ้มค่าเพียงใด ผลกระทบที่ตามมาจะสร้างความเสียหายมากน้อยขนาดไหนสำหรับทางเดินและทางจักรยานริมน้ำทอดยาวหลายกิโลเมตร ยังไม่นับสิ่งก่อสร้างอย่างศาลาและสถาปัตยกรรมที่จะเป็น “จุดหมายตา” หรือแลนด์มาร์ก ซึ่งบางส่วนอาจรุกล้ำลำน้ำ ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมหลายประการ

Advertisement

ฝั่งภาครัฐก็ยืนยันว่าโครงการนี้มีประโยชน์มากมาย เพราะสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “เจ้าพระยาเพื่อทุกคน” หวังให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงแม่น้ำ มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นหลายครั้งหลายหน แถมยังมีการเยียวยาชุมชนที่จะได้รับผลกระทบอย่างยุติธรรม ส่วนผลกระทบด้านต่างๆ ก็ศึกษาอย่างถ่องแท้ มีเอกสารแสดงผลสรุปให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าแทบไม่ส่งผลในแง่ลบมากมายแบบที่หลายฝ่ายกังวลกัน

แม้จะได้รับข้อมูลยืนยัน แต่ภาคประชาชนก็ยิงคำถามรัวอีกหลายชุด เกิดการเคลื่อนไหวมากมายตลอดปี 2560 ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรม งานเสวนา และยื่นหนังสือจี้ทบทวนและตรวจสอบความโปร่งใสโดยกลุ่ม “FRIENDS OF THE RIVER” หรือ “เพื่อนแม่น้ำ” นำโดยยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก พร้อมทั้งเครือข่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ธุรกิจ นักวิชาการ และเซเลบหลากวงการ ฯลฯ

ที่ฮือฮาอย่างมากคือวาทะของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องเบียดเบียนคนหาเช้ากินค่ำโดยมองไม่เห็นจิตวิญญาณของคนกรุงเทพฯ

กรกฎาคม 2560 กทม.เดินหน้ารื้อย้ายบ้านเรือนในชุมชนเขียวไข่กา เขตดุสิต ราว 20 หลัง โดยอธิบายว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจของชาวบ้าน นำร่องในการรื้อชุมชนที่เหลือรวมทั้งสิ้น 14 แห่ง เกือบ 300 หลังคาเรือน ยังไม่นับโป๊ะเรืออีก 9 แห่ง

ล่าสุด สำนักการโยธาเปิดเผยว่ามีชุมชนที่รื้อย้ายแล้วถึง 7 ชุมชน

ตุลาคม 2560 เวิลด์ โมนูเมนท์ ฟันด์ องค์การเอกชนไม่แสวงผลกำไรเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทั่วโลก เปิดเผยรายชื่อปูชนียสถานที่ต้องเฝ้าระวังประจำปี 2018 มี “แม่น้ำเจ้าพระยา” อยู่ในลิสต์!

ธันวาคม 2560 ในการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพิจารณาแผนการดำเนินงานในกรุงรัตนโกสินทร์ มีการเปิดผลการประชุมโต๊ะกลมของ “วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” ระบุว่าเป็นโครงการที่ดี แต่ “รูปแบบ” การก่อสร้างไม่เหมาะสม ทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรม ผังเมือง สังคม สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย อีกทั้งยังบดบังทัศนียภาพ 2 ฝั่งเจ้าพระยา

ตัดภาพมาที่ฝั่งรัฐบาลอีกครั้ง ปลายเดือนเดียวกัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยความคืบหน้าว่าโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดประกวดราคา โดยยืนยันเดินหน้าต่อ

ด้านกลุ่ม “เพื่อนแม่น้ำ” สวนทันควันว่าเกิดอาการงงหนักว่าเหตุใด กทม.เดินหน้าทำการประกวดราคาทั้งๆ ที่ ค.ร.ม.ยังไม่อนุมัติ, กรมเจ้าท่ายังไม่เห็นชอบ, คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ให้ผ่าน, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังท้วงติงให้กลับไปแก้ไข อีกทั้งปัจจุบันยังไม่มีใครเคยเห็น “แผนแม่บท” ที่ชัดเจนว่าจะก่อสร้างอะไร ตรงไหน ด้วยเหตุและผล อย่างไร มีผลกระทบอย่างไร ที่สำคัญมี “ทางเลือกการพัฒนา” ที่ยั่งยืนและบูรณาการกว่าทำทางเลียบในแม่น้ำหรือไม่?

ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเพื่อนแม่น้ำ

กลุ่มค้านทางเลียบยังระบุว่า ถ้าเร่งรีบเดินหน้าประมูลและก่อสร้างท่ามกลางข้อท้วงติงของหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของข้อมูล และที่สำคัญท่ามกลางการขาดการรับฟังความคิดเห็นที่รอบด้าน ย่อมสุ่มเสียงที่โครงการนี้อาจเป็นไปเพื่อการ “ทุจริต” เงินภาษีกว่า 8,000 ล้านบาท


ก่อนจะจัดอีเวนต์ส่งท้ายปีด้วยเสวนา “แม่น้ำเจ้าพระยาของเรา จะเอายังไงกันดี” โดยมี “บิ๊กเนม” หลายรายเข้าร่วมคอมเมนต์อย่างคึกคัก

ส่งสัญญาณถึงปีหน้าว่าวิวาทะทางความคิดนี้จะยังคงไม่จบง่ายๆ ซ้ำยังพีคขึ้นไปอีกระดับ!

เจ็บแต่จบ? ‘ป้อมมหากาฬ’ ส่อปิดตำนานศึก 25 ปี

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าศึกป้อมมหากาฬที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 2 ทศวรรษ มีแนวโน้มใกล้จบลงทุกที หลังชาวบ้านต่อสู้ขออยู่อาศัยในพื้นที่ร่วมกับโบราณสถานโดยมีนักวิชาการทั้งไทยและนานาชาติร่วมขบวนคัดค้านการรื้อถอนบ้านเรือนเพื่อสร้างสวนสาธารณะตามแนวคิดเก่าเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน หลังปะทะสังสรรค์ด้านข้อมูลวิชาการรวมถึงการเฉียดปะทะทางกายภาพอยู่เนืองๆ ก็นำมาสู่การจัดตั้งคณะกรรมการ “หลายฝ่าย” เพื่อหาทางออก ได้แก่ ฝ่ายกรุงเทพมหานคร ฝ่ายนักวิชาการและชาวบ้าน รวมถึงฝ่ายทหารที่รับเข้ามาเป็นกาวใจ

กลางปี 2560 มีการประชุมหารือถกเถียงอย่างเข้มข้น บางคราวเรียกได้ว่าเข้าข่าย “ดุเดือด” ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่าง นักวิชาการเน้นย้ำถึงคุณค่าหลากหลายด้าน รวมถึง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ก็เข้าร่วมวงให้ความเห็นในประเด็นกฎหมาย ซึ่งมักถูกหยิบยกมากล่าวว่าเป็นปัญหาที่ปลดล็อกยากยิ่ง

ผลสรุปรวบตึงถึงข้อเสนอเรื่องการอนุรักษ์บ้านไม้ทรงคุณค่ารวมถึงบ้านเรือนที่เป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยรวมแล้ว 18 หลัง ทว่าต่อมา กทม.รับไว้พิจารณาเพียง 7 หลัง

ร้อนถึง สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ต้องยื่นหนังสือกลางวงประชุม คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพิจารณาแผนการดำเนินงานในกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ว่าขอยืนยันตามข้อเสนอเดิมของคณะเจรจาโดยมีสาระสำคัญ คือ การเก็บบ้านไม้ทั้ง 18 หลัง และบูรณะให้คืนสภาพสมบูรณ์ รวมถึงเก็บรักษาผังภูมิทัศน์ชุมชนดั้งเดิมทั้งหมด ส่วนการบริหารจัดการพื้นที่สามารถเชื่อมโยงบริบทโดยรอบ ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังเสนอให้ กทม.จัดสรรงบประมาณในการบูรณะชุมชน และจัดตั้งคณะทำงานในรูปแบบ “บริษัทพัฒนาชุมชนป้อมมหากาฬ” เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมรวมถึง กทม. เป็นหุ้นส่วนบริหารจัดการโดยทำสัญญาเช่าเป็นช่วงๆ ช่วงละ 30 ปี

การประชุมคณะกรรมการ ‘หลายฝ่าย’ ในปี 2560 เป็นเวลาราว 3 เดือน

บวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะประธานการประชุม ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าเห็นด้วยในหลักการเรื่องการอนุรักษ์บ้านไว้ตามที่สมาคมสถาปนิกสยามเสนอมา อย่างไรก็ตาม คงต้องให้ไปตกลงกับ กทม.เอง

14 ธันวาคม ชุมชนป้อมมหากาฬก็ออกแถลงการณ์แสดงความ “คาใจ” กลไกรัฐ โวยผลหารือร่วม 4 ฝ่ายนานตั้ง 3 เดือนทำไมไม่ถูกนำมาใช้? อีกทั้งสุดท้ายแล้วยังไม่มีการหารือในประเด็นสำคัญอย่างการบริหารจัดการชุมชนและ “คน” เลย

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กทม.จูงมือ “กรมศิลป์” เข้าตรวจสอบสภาพปัจจุบันของป้อมมหากาฬ เพื่อเตรียมการบูรณะตัวป้อมและกำแพงซึ่งเป็นโบราณสถาน

ครั้นลงพื้นที่ดูสภาพทั่วไปหลังกำแพงป้อมในเวลานี้พบว่าเหลือชาวบ้านอยู่อาศัยแค่ประมาณ 30 ราย หลังส่วนหนึ่ง “ถอดใจ” เพราะอ่อนล้า ยินยอมย้ายออกแม้ต่อสู้มานาน

หลายฝ่ายเชื่อว่า การต่อสู้ของชาวบ้านส่อเค้ามาถึง “ทางตัน” เพราะขนาดข้อเสนอจากการหารือร่วม สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการตัดสินใจของ กทม.อยู่นั่นเอง

ปี 2561 ซึ่งกำลังเดินทางมาถึง จึงต้องจับตาว่ามหากาพย์นี้จะจบลงอย่างไร ?

ความหวังสว่างวาบ ?’ทวงคืนมรดกชาติ’ ปีหน้ามีเฮ?

แอ๊กทีฟไม่มีหยุดจริงๆ สำหรับกลุ่ม “สำนึก ๓๐๐ องค์” ที่ยังคงเดินหน้าทวงคืนมรดกชาติอย่างต่อเนื่องนับแต่การค้นพบว่าสถาบันการประมูลชื่อดังในต่างแดนนำประติมากรรมพระโพธิสัตว์ในศิลปะกลุ่มประโคนชัยทางภาคอีสานของไทยออกประมูลเมื่อปี 2559 นำมาซึ่งกระแสการค้นหาโบราณวัตถุของไทยในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ กระทั่งพบว่ามีมากมายทั้งในยุโรปและอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งมหานครนิวยอร์ก สหรัฐ, ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ที่หายไปตั้งแต่ปี 2511 กระทั่งไปพบอยู่ในคอลเล็กชั่นการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ชองมุนลี ซานฟรานซิสโก โดยมีภาพถ่ายเก่ายืนยันชัดเจน

ทับหลังปราสาทเขาโล้น

นอกจากนี้ยังมีทับหลังปราสาทหนองหงส์ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ที่ชาวบ้านในท้องถิ่นลุกขึ้นมาล่ารายชื่อยื่นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2559 ไหนจะม้าหินทรายและภาพสลักสตรีที่คาดว่าคือนางสีดาบนกรอบประตูปราสาทพนมรุ้ง และอื่นๆ อีกหลายชิ้น ส่งผลให้เกิดการเดินหน้าสุดแรงจากนักวิชาการนำโดย ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และ โชติวัฒน์ รุญเจริญ โดยมีคนท้องถิ่นรวมถึงคนไทยในต่างแดนให้การสนับสนุน

ตลอดปี 2560 มีความคืบหน้ามาเป็นระยะทั้งในด้านข้อมูลวิชาการที่ผู้ขับเคลื่อนยืนยันว่า “ของไทย” เป็นแน่แท้ จึงเดินหน้ายื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนบิ๊กตู่สั่งการเดินหน้า นำมาซึ่งการตั้ง “คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย” ประชุมครั้งแรกเป็นปฐมบทเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมี วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการกว่า 30 ราย ประกอบด้วยผู้คร่ำหวอดในด้านดังกล่าว

มีการเปิดตัวเลขเบื้องต้นถึง 133 รายการ

ทนงศักดิ์ หาญวงษ์

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2560 มีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ตาลุกวาว เมื่อสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐ (Homeland Security Investigations-HSI) ประสานขอความร่วมมือให้กรมศิลปากรตรวจสอบรายการโบราณวัตถุที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะโฮโนลูลู รัฐฮาวาย 17 รายการ ว่าเป็นของที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศไทยหรือไม่

ครั้นกรมศิลป์ตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็นของไทยถึง 14 รายการ อาทิ พระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปปางมารวิชัย รวมถึงโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ อย่างกระดิ่งสัมฤทธิ์ อายุราว 2,000 ปี ซึ่งมีลักษณะเทียบเคียงกับแบบที่เคยพบในแหล่งโบราณคดีแถบ จ.อุบลราชธานี เป็นต้น

มีแววได้คืนโดยไม่ต้องลงแรง

ตัดฉากมายังโบราณวัตถุในโพย “ทวงคืน” ที่ดูเป็นความหวังอันใกล้จะเป็นจริง ได้แก่ ทับหลังปราสาทหนองหงส์และเขาโล้น ซึ่งในที่สุดกระทรวงวัฒนธรรมยืนยันเป็นของไทย ถูกลักลอบนำออกไปอย่างผิดกฎหมาย มีนัยยะว่าภาครัฐย่อมจะเดินหน้าขอคืนมาสู่มาตุภูมิ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหลือบตามองประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในภารกิจดังกล่าว นักวิชาการก็พากันเป็นห่วงในความเนิบช้าของบ้านเรา ล่าสุดควักกระเป๋าตังค์ตีตั๋วไปเขมรหวังหารือนอกรอบแนวทางทวงคืนจากกัมพูชา

ปีหน้าจึงเป็นช่วงเวลาที่เล็งกันว่าคงเห็นผลบางอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมรภูมิสังคมวัฒนธรรมที่ห้ำหั่นกันทางความคิดอย่างเข้มข้นตลอดมา ทุกวิวาทะในความเห็นต่างกลายเป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำและตำนานการขับเคลื่อนที่ต้องติดตามต่อไปในปี 2561 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน!

ย้อนไทม์ไลน์ ปี 60

แรงกระเพื่อม ‘ทางเลียบเจ้าพระยา’

มกราคม สมัชชาแม่น้ำยื่นหนังสือ นายกฯ รอบ 2 ชี้เสี่ยงละเมิดกฎหมายผังเมือง

เมษายน แถลงข่าวสายน้ำไม่ไหลกลับฯ หลากแวดวงท้วงติงขอให้ชะลอโครงการ

กรกฎาคม ย้ายชุมชนเขียวไข่กาเป็นแห่งแรก รองผู้ว่าฯกทม. เผยจำนวนบ้านรุกล้ำ 273 หลัง ใน 14 ชุมชน โป๊ะ 9 แห่ง ยืนยันเยียวยาผู้รับผลกระทบ

สิงหาคม อานันท์ ปันยารชุน กล่าววาทะกลางเทศกาลริมน้ำบางกอก ชี้ทางเลียบฯ ทำคุณภาพชีวิตคนริมน้ำตกต่ำ

ตุลาคม เวิลด์ โมนูเมนท์ ฟันด์ จัด “แม่น้ำเจ้าพระยา” อยู่ในรายชื่อปูชนียสถานที่ต้องเฝ้าระวังประจำปี 2018 กทม.แจง ทำเพื่อประโยชน์ชาติ เน้นความเท่าเทียมการเข้าถึงแม่น้ำ ยันรับฟังความเห็นประชาชน

ธันวาคม ผู้ว่าฯกทม.เผยความคืบหน้าอยู่ในขั้นตอนประกวดราคา กลุ่มค้านฯ ท้วงทำได้อย่างไรเมื่อยังไม่ผ่าน ค.ร.ม.ลุยจัดเสวนา “เจ้าพระยาของเรา จะเอายังไงกันดี?”

มหากาพย์ ‘ป้อมมหากาฬ’

พฤษภาคม-กรกฎาคม

– ประชุมคณะกรรมการ “หลายฝ่าย” ถกปมคุณค่าได้ข้อสรุปเสนออนุรักษ์ 18 หลัง พร้อมผังเดิม ต่อมา กทม.เผยรับพิจารณา 7 หลัง

– ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ชง 2 ทางออก ยันแก้กฎหมายได้อย่างสง่างาม ตีความใหม่ใต้ พ.ร.ฎ.เดิม

– กทม.ปิดหมายรื้อกว่า 10 หลัง

กันยายน ชาวบ้านบางส่วนสมัครใจย้ายออก

ธันวาคม

– สมาคมสถาปนิกสยามฯ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ กรุงรัตนโกสินทร์ เสนอตั้งบริษัทพัฒนาชุมชนป้อมมหากาฬ สัญญาเช่า 30 ปี ยันมติอนุรักษ์บ้าน 18 หลังพร้อมผังเดิม

– กทม.จูงมือกรมศิลป์ สำรวจป้อมและกำแพงเตรียมอนุรักษ์โบราณสถาน

– ชุมชนออกแถลงการณ์ “คาใจ” กลไกรัฐ เหตุใดไม่ใช้ผลจากการประชุมกว่า 3 เดือน

ทวงคืน ‘มรดกชาติ’

พฤษภาคม พบทับหลังปราสาทเขาโล้นโผล่พิพิธภัณฑ์ชองมุนลี สหรัฐ มีภาพถ่ายเก่า 50 ปีก่อนยืนยันเคยอยู่ในไทย

มิถุนายน กระทรวงวัฒนธรรมตั้งอนุกรรมการฯ จัดทำข้อมูลพร้อมทีมเจรจาทวงคืน พร้อมประชุมนัดแรก

สิงหาคม สหรัฐประสานให้ไทยตรวจสอบโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ในฮาวาย คาดเบื้องต้นเป็นของไทยเกือบ 20 ชิ้น

พฤศจิกายน กรมศิลป์เร่งทำข้อมูลชงกระทรวงการต่างประเทศทวงคืน

ธันวาคม

– ทับหลังปราสาทหนองหงส์และเขาโล้นหายไปจากห้องจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ชองมุนลีในสหรัฐ ยังไม่แน่ชัดว่าถูกย้ายไปไหน

-ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระ และกังวล คัชฌิมา อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เดินทางไปเขมรด้วยทุนส่วนตัว หวังหารือนอกรอบปมทวงคืน