ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไป ปีใหม่กำลังเยื้องกรายเข้ามา พร้อมความหวังว่าจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีในทุกด้าน
แต่ด้วยปีที่ผ่านมา ไม่นับว่าเป็นปีที่สวยหรูนัก ยังมีปมปัญหาหลากหลายประการที่ค้างคาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และเรื่องปากท้องของประชาชน
ซึ่งบางปัญหาก็พอจะเริ่มมองเห็นทางออก แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังมองไม่เห็นอนาคต
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักวิเคราะห์-นักวิชาการสาขาต่างๆ พากันออกมาคาดการณ์ภาพรวมปี 2561 กันแทบทุกด้านว่าจะ ดี หรือ แย่
ขณะที่มุมมองทาง โหราศาสตร์ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สังคมให้ความสนใจ มีโหรดังหลายสำนัก นำความรู้และหลักพยากรณ์เข้ามาทำนายทายทักสถานการณ์ปี 2561 จำนวนมาก
รวมถึง บุศรินทร์ ปัทมาคม นักโหราศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ผู้สนใจศาสตร์แห่งการพยากรณ์มาตั้งแต่อายุ 30 ปี
“ผมชอบติดตามคุณแม่ไปดูหมอ ผมพบว่าหมอพระ 2 รูป ที่วัดมหาธาตุซึ่งอยู่ต่างคณะกัน ทำนายผมถูกต้องตรงกันหลายเรื่อง ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจว่าพระท่านทำนายได้อย่างไร แล้วพระรูปหนึ่งกรุณาให้ผมยืมตำรามาอ่าน 3 เล่ม”
เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหันมาศึกษาศาสตร์ด้านนี้ ตั้งเเต่ปี 2512
หลังจบปริญญาตรีจากครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนิสิตคณะครุศาสตร์รุ่นที่ 2 ก็ได้เป็นครูในกรมอาชีวศึกษาอยู่ 3 ปี ก่อนไปศึกษาต่อปริญญาโททางการศึกษาได้ M.A.ทางการมัธยมศึกษา จากสหรัฐอเมริกา
ต่อมาได้ย้ายเข้าไปทำงานในกรมอาชีวศึกษาตั้งแต่ปี 2510 และที่นี่เองที่ทำให้ บุศรินทร์เริ่มเรียนโหราศาสตร์ในระหว่างที่ทำงานในกรมอาชีวศึกษา
“ผมตั้งชมรมนักโหราศาสตร์ขึ้นในสถานที่ราชการก็ได้รับความรู้จากเพื่อนข้าราชการในชมรม เอาความรู้เรื่องการใช้นวางค์จักรมาให้ผมได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น”
ต่อมาเขาเริ่มดูดวงที่บ้านและเขียนหนังสือออกมามากมาย จนกระทั่งปี 2539 ตัดสินใจลาออก มาทำงานในเครือมติชน ก่อนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งนักเขียนเกี่ยวกับวิชาชีพด้านโหราศาสตร์ ในหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ และศาสตร์แห่งโหร
ปัจจุบัน บุศรินทร์ยังคงเผยคำทำนายทายทัก ในโอกาสต่างๆ รวมถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากปีเก่า สู่ปีใหม่ และนี่คือบทสัมภาษณ์ส่งท้ายปี ที่จะเปิดเส้นทางชีวิต โหราศาสตร์ ของ โหราจารย์ ชื่อดัง
พร้อมทำนายดวงเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปในปี 2561

ศึกษาโหราศาสตร์จากที่ไหน?
ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากตำราและส่วนใหญ่ผมศึกษาจากชีวิตจริงของลูกค้า โดยผมเป็นหมอดูที่บ้านวันเสาร์ อาทิตย์ มีลูกค้ามาให้ทำนายสัปดาห์ละ 20 คน ผมจะเอาเรื่องราวจากชีวิตจริง จากดวงชะตาของลูกค้ามาเป็นเนื้อหาวิชาการ ผมติดตามผลการทำนาย ทำเหมือนการศึกษาและวิจัยสถิติทางโหราศาสตร์ไปด้วยในตัว
ด้วยความที่ผมค้นคว้าด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ศึกษาจากการอ่านตำราจากโบราณ ผมจึงเข้าถึงปัญหาของคนในปัจจุบันได้ดี
เขียนตำราโหราศาสตร์ด้วย?
ครับ ในปี 2514 ผมเข้าร่วมคณะบรรณาธิการหนังสือ ดวงเศรษฐี รายปักษ์ ผมเขียนอยู่ 3 คอลัมน์ โดยใช้ความชำนาญจากการเป็นนักเขียนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และสยามรัฐสัปดาห์ วิจารณ์มาก่อน และอาศัยตัวอย่างจากชีวิตจริงของลูกค้า ต่อมาได้กลายเป็นตำราโหราศาสตร์ที่ใช้เรียนรู้ด้วยตนเอง
หลังผมเขียนในวารสารดวงเศรษฐีนานถึง 400 เล่ม ก็ได้มาเขียน คอลัมน์วิชาโหราศาสตร์ ในมติชนสุดสัปดาห์ โดยมีคุณเสถียร จันทิมาธร เป็นบรรณาธิการ เขียนอยู่ประมาณ 5 ปี ก็ได้มาร่วมทำหนังสือศาสตร์แห่งโหร ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงปัจจุบัน
หลักที่ยึดถือปฏิบัติ ในการพยากรณ์?
ผมถือว่าวิชาโหราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นสถิติศาสตร์ มีหลักวิชาที่จะทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ถูกต้อง มีที่มา มีที่ไป มีหลักทางสถิติศาสตร์ที่จะอธิบายได้ สามารถถ่ายทอดเรียนรู้ได้ มีหลักวิชาที่สามารถทำนายดวงเดิมและทำนายอนาคตได้ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่
ผมมองว่า หลักในการพยากรณ์เป็นหลักของสถิติศาสตร์ มีเหตุผลและสามารถติดตามผลได้ ภายในกำหนดเวลา โดยที่ลูกค้าทุกคนส่วนใหญ่มีปัญหาและต้องการคำตอบ ในการแก้ปัญหา โหรจะเป็นผู้บอกที่มาของปัญหาและชี้ทางออก การแก้ปัญหาได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ผู้รับคำทำนายรู้ว่าโหราศาสตร์มีที่มามีหลักในการอธิบายได้ มีเหตุมีผลเเละแตกต่างจากวิชาไสยศาสตร์โดยสิ้นเชิง
ผมจะสอนให้ลูกศิษย์เรียกค่าแรง ค่าเสียเวลาหรือค่าความรู้ทางวิชาการ ว่าเป็นค่าบริการ แทนคำว่า ค่ายกครู
คนสนใจศาสตร์ด้านนี้มากแค่ไหน?
คนสนใจวิชาโหราศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก คนอ่านหนังสือที่ผมเขียนเป็นตำราก็สามารถไปเป็นโหรอาชีพแล้วหลายคนอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศก็มี
ผมคิดว่าทุกคนที่มีปัญหาชีวิตในหลายๆ ด้านต้องการหาทางออก หรือต้องการรู้ว่าปัญหาที่กำลังประสบอยู่นั้นจะหมดไปได้อย่างไร ทุกปัญหามีที่มาและมีทางออกโหรหรือนักโหราศาสตร์จะสามารถบอกให้แก่ทุกคนที่มีปัญหาได้ และผลจากการทำนายก็ปรากฏว่าถูกต้องเป็นส่วนมากจึงเป็นที่มาของความนิยมผลงานของโหรและวิชาการที่โหรใช้เพิ่มขึ้น
จุดเริ่มต้นในการเปิดโรงเรียนโหราศาสตร์?
วิชาโหราศาสตร์เป็นอาชีพเสริมและสามารถทำไปพร้อมๆ กับอาชีพหลักได้ ประกอบกับโหราศาสตร์สามารถทำงานคนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งทีมงาน และสามารถมีรายได้โดยไม่ต้องลงทุนหรือไม่ต้องใช้วัตถุดิบใดๆ ผมอยากให้มีการถ่ายทอดหรือสอนกันอย่างมีระบบ จึงเป็นที่มาของการตั้งโรงเรียนเอกชนสอนวิชาชีพโหราศาสตร์ขึ้นเพื่อผลิตนักโหราศาสตร์ที่มีมาตรฐาน และมีจรรยาบรรณออกไปรับใช้สังคมให้มากขึ้น โดยได้รับใบอนุญาตวันที่ 15 ตุลาคม 2550 นับถึงวันนี้ตั้งมาได้นาน 10 ปีพอดี มีคนสนใจเรียนค่อนข้างมาก วัดจากที่เรียนจบไปแล้วถึง 39 รุ่น
ความรู้สึกที่ได้สอนและถ่ายทอดความรู้ด้านนี้?
ผมรู้สึกได้เป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมเพราะได้แยกโหราศาสตร์ ออกจากไสยศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้โหรมีความภาคภูมิใจ และทำให้ประชาชนรู้ถึงความสามารถและการตั้งคำถามจากโหรได้ถูกต้องหรือเรียกว่า ดูหมอเป็นไม่หลงงมงาย รู้ที่มาของคำตอบว่าเป็นไปตามแนวโน้มหรือโอกาสความน่าจะเป็น โหรที่จบการศึกษาจากโรงเรียนของผมจะสามารถรับใช้สังคมได้ถูกต้องและมีจรรยาบรรณในวิชาชีพด้วย
คนที่จะเรียนโหราศาสตร์ได้ต้องมีคุณสมบัติใด?
คนสนใจมาเรียนรู้ด้านนี้มาจากหลายสาเหตุ คืออาจจะมีความสนใจแบบเดียวกับผมว่า ทำไมเขาจึงทำนายกันได้ หรืออยากประกอบอาชีพเป็นโหร
ซึ่งคนที่มาเรียนต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.ต้องมีความรักและความสนใจในวิชานี้มาก่อนและอยากค้นคว้าหาความรู้ต่อไป 2.ต้องเป็นคนสงสัยใคร่จะรู้และอยากหาคำตอบ 3.ต้องเป็นคนอดทนค้นคว้า ทดลอง และขยันอ่านหนังสือตำราอยู่เสมอ สงสัยอะไรต้องค้นคว้าหาอ่านทันที 4.ต้องมีพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์ คือเมื่อสงสัยอะไรต้องรีบค้นคว้าและเปิดอ่านทันที ตำราจะต้องอยู่ใกล้ตัว โหรจะต้องมีคุณสมบัติที่ต้องอดทนและขยันทำงานเป็นพิเศษ
สรุปคือ คนที่เกียจคร้านและไม่อดทนเป็นคุณสมบัติที่ไม่เหมาะจะเรียนวิชานี้ให้ประสบความสำเร็จได้
วิธีการที่แยกโหราศาสตร์ออกจากไสยศาสตร์ได้อย่างไร?
ต้องทำให้รู้ว่าโหราศาสตร์มีที่มาที่ไป เป็นหลักวิชาวิทยาศาสตร์เป็นสถิติศาสตร์ โดยความถูกต้องในการทำนายอนาคตต้องมีที่มา ที่จะบอกล่วงหน้าถึงแนวโน้ม ความน่าจะเป็นที่จะสามารถบอกล่วงหน้าและพิสูจน์ตามวันเวลาที่บอกไว้ได้ และสามารถติดตามผลจากลูกค้าหรือผู้ที่มารับคำทำนายได้
ทั้งหมดที่กล่าวจึงแตกต่างจากเรื่องวิชาไสยาศาสตร์หรือการทรงเจ้าเข้าผีอย่างสิ้นเชิง
อย่างส่วนตัวผมไม่เชื่อเรื่องที่โหรโบราณห้ามไม่ให้ดูดวงเด็ก โดยผมค้นคว้าและวิจัยได้ว่า โหรสามารถดูดวงได้ตั้งแต่ก่อนเกิดถ้าให้เด็กเกิดตามฤกษ์ดีที่โหรกำหนด ให้ผ่าท้องทำคลอดจึงเป็นที่มาของความนิยมให้หาฤกษ์เกิดโดยผ่าท้องทำคลอด ซึ่งไม่เหมือนกับการให้ฤกษ์อันเป็นชัยมงคลตามที่โบราณได้ทำเป็นหลักวิชาการให้ฤกษ์เอาไว้
คนที่จะให้ฤกษ์เด็กเกิดจะต้องมีความชำนาญในการทำนายมาก่อน
มองอาชีพนักพยากรณ์อย่างไร?
โหราศาสตร์เป็นวัฒนธรรมไทย ดังนั้นนักโหราศาสตร์จะต้องเป็นผู้ช่วยจรรโลงวัฒนธรรม ซึ่งผมว่าสังคมไทยต้องการอาชีพนักโหราศาสตร์นะ
ส่วนอาชีพนักโหราศาสตร์ผมมองว่าเป็นผู้ที่น่าคบไว้เป็นกัลยาณมิตร เพราะเป็นผู้มีความรู้ที่เกี่ยวกับชีวิตและการหาทางแก้ปัญหาให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้ เป็นที่ปรึกษาที่ดี มีหลักวิชาที่น่าคบกว่าพวกไสยศาสตร์ ถ้าทำอาชีพนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะมีความแตกฉานและมีความชำนาญมากขึ้น ยิ่งแก่ก็ยิ่งเก่ง สามารถยกระดับการยอมรับนับถือได้ดียิ่งขึ้น
ดวงเมืองไทยปี 2561 เป็นอย่างไร?
ดวงเมืองปี 61 ดาวเสาร์ ซึ่งเป็นมูละเดิมเป็นกาลกิณีจร โคจรเข้าไปในเรือนความสุขและความสงบของดวงเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 60 ไปจนถึงวันสิ้นสุดความเป็นกาลกิณีจรคือวันที่ 21 เมษายน 61 (วันเกิดดวงเมือง)
ทำให้บ้านเมืองมีแนวโน้มว่า จะไม่มีความสุข ไม่มีความสงบ เพราะเกิดปัญหาเงินฝืด ข้าวยากหมากแพง ประชาชนส่วนใหญ่จะหากินไม่สะดวก คนอดอยาก ความยากจน ทำให้เกิดการขโมย วิ่งชิง ปล้น ตำรวจจะต้องทำงานหนักขึ้น โจรผู้ร้ายชุกชุม ไม่ควรใช้เครื่องประดับราคาแพงเดินถนน และควรระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย
ประกอบกับดาวอังคาร โคจรวิปริตในเรือนการงานของดวงเมืองอีกด้วย ทำให้ระหว่างวันที่ 26 เมษายน ถึง 6 พฤศจิกายน มีแนวโน้มว่าการงานจะไม่ก้าวหน้างานที่ทำจะยุ่งยากไม่ราบรื่น สินค้าผลิตได้ขายไม่ออก สู้คู่เเข่งไม่ได้
โดยเฉพาะหลังจากวันที่ 7 ตุลาคม ไปแล้วดาวพฤหัสโคจรเข้าไปในเรือนมรณะอีกครั้ง จะทำให้ดวงตกอย่างรุนแรง
นอกจากปัญหาเรื่องปากท้องมีเรื่องใดที่น่าเป็นห่วง?
จริงๆ ช่วงอดอยากหรือเงินไม่พอใช้นั้นอยู่ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ถึง 21 เมษายน และช่วงเวลาที่วุ่นวายเศรษฐกิจจะตกและประชาชนจะต่อต้านรัฐบาล คือ ระหว่างวันที่ 21 เมษายน 2561 ถึง 21 เมษายน 2562 ดาวอาทิตย์ (1) บริวารเดิม กลายเป็นกาลกิณีจร
ส่วนเรื่องที่น่าเป็นห่วงนอกจากเรื่องอดอยากคือ ดวงชะตาบ้านเมืองจะวุ่นวาย และบ้านเมืองจะถูกประชาชนต่อต้านอย่างรุนแรง น่าห่วงว่าจะไม่ได้เลือกตั้งและอาจเกิดเหตุกับรัฐบาลในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2561 ถึง 12 มีนาคม 2562 ด้วย
ดวงเมืองจะเริ่มดีขึ้นหรือไม่?
หลังวันที่ 21 เมษายนไปแล้ว ปัญหาเรื่องความยากจนและความอดอยากจะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะเปลี่ยนปูมเป็น 237 ปี นับว่าเป็นดวงชะตาขาขึ้น ตามหลักของทักษจร ตกบริวารที่ดาวจันทร์ ดาวเสาร์ ดาวใหญ่จะกลายเป็นศรีจร โคจรอยู่ในเรือนศุภะ เรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ดาวอาทิตย์ บริวารเดิมจะกลายเป็นกาลกิณีจรเเทน
ดวงเมืองเกิดวันอาทิตย์ บริวารเดิมคือดาวอาทิตย์ เมื่อดาวอาทิตย์ เป็นกาลกิณีจรตั้งแต่วันเกิดวันที่ 21 เมษายน ประชาชนจะไม่กลัวรัฐบาลเหมือนเมื่อก่อน เศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่ความรู้สึกขัดแย้งกับรัฐบาลก็จะรุนแรงขึ้น
โดยช่วงเวลาที่แย่ลง เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน ถึง 16 พฤษภาคม ดาวอาทิตย์ เป็นกาลกิณีจรโคจรขึ้นทับลัคนาของดวงเมือง ดวงจะยุ่งยาก ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม ถึง 17 สิงหาคม ดาวอาทิตย์กับดาวราหูอยู่ในเรือนพันธุของดวงเมือง ประเทศชาติจะเสียเครดิต หรือชื่อเสียง
และดวงชะตาจะตกอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น ระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม ถึง 18 กันยายน หลังจากวันที่ 7 ตุลาคม 2561 โดยเฉพาะหลังจากดาวใหญ่ดาวพฤหัสจรโคจรเข้าไปในเรือนมรณะอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากดาวพฤหัส (5) เป็นดาวพระเคราะห์ดวงใหญ่ เป็นดาวจรเป็นมูละจรโคจรเข้าไปในเรือนมรณะ ตามปกติสภาพการณ์อย่างนี้เรียกว่าดวงเมืองกำลังจะดวงตกเรื่องปัญหาทางการเมืองจะรุนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนจะขัดแย้งกับรัฐบาลรุนแรงระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม ถึง 17 พฤศจิกายน
จะมีผลต่อการเมืองอย่างไร?
การเลือกตั้งถ้าหลังจากวันที่ 7 ตุลาคม ไปแล้วก็จะยุ่งยากหรือมีเเนวโน้มไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็ได้ เพราะเป็นช่วงที่ดวงเมืองดวงตกรุนแรง
ประกอบกับปี 2561 ดาวอังคาร โคจรพักรอยู่ในเรือนการงาน (กัมมะ) ของดวงเมืองถึง 7 เดือน คำว่า พักร หมายถึงการโคจรวิปริต เดินหน้าและถอยหลังอยู่ในราศีมังกรถึง 7 เดือน ระหว่างวันที่ 26 เมษายนถึง 6 พฤศจิกายน 2561 การงานของบ้านเมืองจะวุ่นวาย ผลงานของรัฐบาลจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะระหว่างวันที่ 14 มกราคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2562 ผลงานรัฐบาลจะตกต่ำและยุ่งยากอย่างที่สุด
ส่วนดวงชะตาบ้านเมืองจะสงบร่มเย็น หรือดีขึ้นอยู่เดือนหนึ่งระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 13 เมษายน 2562 แล้วดาวอาทิตย์ กาลกิณีจรโคจรเข้าเรือนวินาส ดวงเมืองจะวุ่นวายที่สุดส่งท้ายบริวารเดิมเป็นกาลกิณีจรทับลัคนา (ส) ระหว่างวันที่ 13 เมษายน ถึง 21 เมษายน 2562
ดวงชะตาของนายกรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร?
สำหรับดวงชะตาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี น่าติดตามว่าระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 14 มีนาคม ดาวอาทิตย์ เป็นบริวารจรตกเรือนวินาส น่าห่วงว่าลูกน้องจะเอาใจออกห่าง หลังจากวันเกิด 21 มีนาคมไปแล้ว บิ๊กตู่อายุย่าง 65 ปีพอดี ดาวเสาร์กลายเป็นกาลกิณีจรโคจรอยู่ในเรือนกัมมะ งานจะหนัก และไม่เป็นผลดี จะยุ่งยากมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และงานไม่ประสบความสำเร็จ น่าหนักใจ ถ้ายังขืนพยายามอยู่ต่อก็จะยิ่งเคร่งเครียดหนักขึ้น บ้านเมืองจะเป็นประเทศไทย 2.00 ไม่มีทางเป็น 4.00 ไปได้อย่างแน่นอน
ส่วนจังหวะชีวิต ดาวพฤหัสซึ่งเป็นบริวารจรโคจรเข้าเรือนมรณะถึงวันที่ 7 ตุลาคม นับว่าดวงชะตาจะตกมากขึ้น บริวารจรตกเรือนมรณะจะหาพวกสนับสนุนได้ยาก จะโดดเดี่ยว งานจะมีปัญหา และน่าจะไม่เป็นไปตามโรดแมป คนที่จะอาการหนักสุด คือ รัฐมนตรีคลังถึงจะเก่งอย่างไรก็น่าจะประคองไปไม่รอด เพราะเมื่อผู้นำดวงชะตาตก การทำงานก็ไม่สำเร็จอยู่แล้ว ที่ผมพูดมาทั้งหมดเป็นการทำนายตามหลักวิชา ที่นักโหราศาสตร์ทุกคนทำนายได้
แล้วหลังจากวันเกิดเป็นต้นไปดวงชะตาของบิ๊กตู่จะมีปัญหาทั้งการเงิน การงาน ทำดีไม่ได้มากนักเพราะขาดเงิน เป็นช่วงเวลาที่จะต้องระวังมากที่สุดตั้งแต่อายุย่าง 65 ปี ไปจนถึงอายุย่าง 66 ปี หรือหลังจากวันที่ 21 มีนาคม 2561 ซึ่งตรงกันกับเรื่องของดวงเมืองจะตกต่ำระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2561 ถึง 12 มีนาคม 2562

