คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : มองสิ่งดีๆ จากภายในตัวเอง

31.12.17 | 14:43 น.

เป็นธรรมดาไปเสียแล้วเมื่อใกล้ถึงวันปีใหม่ เชื่อว่าเราๆ ทุกคนคงอยากคิดทบทวนตัวเองตลอดช่วงปีผ่านมา เพราะตลอด 1 ปี 365 วันของทุกคนต่างมีช่วงชีวิตดีที่สุด

แย่ที่สุด

สมหวังที่สุด

หรือผิดพลาดมากที่สุดระคนกันไป

คงไม่มีใครหรอกที่จะแย่ตลอดทั้งปี

Advertisement

ผมเองก็เช่นกัน

1 ปีผ่านมาในปี 2560 หรือปีระกาใน 12 นักษัตร ผมเองเจอเรื่องดีที่สุด แย่ที่สุด สนุกที่สุด และเหนื่อยที่สุดระคนกันไป แต่กระนั้น เมื่อมาทบทวนตลอด 1 ปีผ่านมา กลับทำให้รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ที่ทำ สิ่งต่างๆ ที่คิด และยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์มีอยู่หลายเรื่อง

บางเรื่องทำได้ทันที

บางเรื่องต้องใช้เวลา

และบางเรื่องเป็นแค่แนวคิด วิธีคิด ที่จะต้องใช้องค์ประกอบมากมายในการรังสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นมา เพราะเรื่องที่จะทำ ต้องใช้ข้อมูล เวลา และพลังสร้างสรรค์อยู่พอสมควร

ผมยังไม่กล้าบอกตอนนี้

เพราะไม่ทราบว่าจะสำเร็จหรือไม่

แต่อย่างน้อยการที่เราเริ่มมีความคิดดีๆ ในการรังสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาย่อมดีกว่ามิใช่หรือ ดีกว่าฝันลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ แล้วพร่ำบ่นว่าไม่มีเวลาทำเสียที

มีภาระต้องทำโน่นทำนี่ก่อน

ผ่านมาผมเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี และไม่ใช่ผมคนเดียวเท่านั้นที่เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้ ผมเชื่อว่าคนอื่นๆ คงจะเจอะเจอเช่นกัน

จนมีคำพูดลอยๆ ออกมาว่า…เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้

ที่สุดจึงไม่ได้ทำเสียที

ผมอยากให้ทุกคนมอง “ตูน บอดี้สแลม” หรือ “อาทิวราห์ คงมาลัย” เป็นตัวอย่าง ก่อนที่เขาจะเริ่มโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 ศูนย์โรงพยาบาลทั่วประเทศ

แม้ครั้งหนึ่งเขาจะทำสำเร็จมาก่อนกับการวิ่งการกุศลเพื่อหาเงินให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่สำหรับโครงการหลังนี้ยิ่งใหญ่กว่ามาก

จาก อ.เบตง จ.ยะลา ไปจนถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ทั้งยังมีเป้าหมายกำหนดคร่าวๆ ว่าจะวิ่งในระยะเวลา 55 วัน

ลองถามใจตัวเองดูถ้าเป็นเราจะทำได้ไหม

ผมว่า “ตูน” คงถามใจตัวเองเช่นกัน แต่ด้วยความเชื่อ ความหวัง ความฝัน และพลังอันแรงกล้า ที่สุดก่อนที่โครงการนี้จะเริ่มต้นขึ้น เขาจึงใช้เวลาฟิตซ้อมร่างกายอยู่หลายเดือน

เขาชักชวนบุคคลหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้เป้าหมายนี้สำเร็จ ทั้งเขายังใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาปรับใช้ แต่ลึกลงไปกว่านั้น เขาไม่ได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ

แต่ลงมือทำด้วยใจมุ่งมั่น

ถามว่า “ตูน” สอนอะไรพวกเราบ้าง ?

ต้องตอบว่าหลายอย่างด้วยกัน แต่อย่างแรกที่คิดเร็วๆ เลยคือสถาบันครอบครัว เขามีครอบครัวอบอุ่นที่อยู่เคียงข้างลูกตลอดเวลา แม้เขาเองจะไม่อยากเรียนนิติศาสตร์

แต่เขากลับเรียนเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ

ทั้งยังจบเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วย เช่นเดียวกัน เขาเองก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่ยังไล่ล่าหาความฝัน เขาไม่อยากเป็นทนาย ไม่อยากเรียนเนติบัณฑิต แต่เมื่อกระแสของคนรุ่นใหม่อยากเป็นสจ๊วต แอร์โฮสเตส เขาจึงตอบสนองตัวเองด้วยการไปเป็นสจ๊วตระยะหนึ่งของสายการบินกัมพูชาแอร์ไลน์

เขามีโอกาสเรียนรู้จนพบว่าหน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่ตัวตนของเขา

เพราะตัวตนของเขาที่แท้จริงคือนักดนตรี จุดเริ่มต้นของการเป็นนักดนตรีเปิดทางด้วยวงของเขาชนะการประกวดดนตรีในรายการหนึ่ง

ตรงนี้เป็นใบเบิกทางที่ทำให้เขา และเพื่อนก้าวไปสู่ทางของความฝัน และตัวตนที่อยากจะเป็น และเขาก็ใช้โอกาสนี้ทำให้วงบอดี้สแลมถูกยอมรับจากแฟนานุแฟนมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ถ้ามานั่งวิเคราะห์กันจริงๆ จังๆ จะเห็นว่าทุกย่างก้าวที่ “ตูน” เดินทางผ่านมา เขาจะตั้งหลักไมล์ของชีวิตทีละสเต็ป เพื่อเดินจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง

โดยมีเป้าหมายแห่งแรงบันดาลใจหล่อเลี้ยงตัวเองอย่างเงียบๆ

พร้อมๆ กันนั้น สิ่งที่ “ตูน” สอนตามมาคือเรื่องทีมเวิร์ก เขายอมรับว่าการวิ่งจากใต้สุดไปเหนือสุดหากไม่ได้ทีมงานที่สอดประสานการทำงานอย่างยอดเยี่ยม เขาไม่มีทางถึงเส้นชัยแน่นอน

เขาพูดเสมอว่า…ผมไม่ใช่ฮีโร่ คุณหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ต่างหากคือฮีโร่

“ตูน” ยอมรับว่าระหว่างทางเขามีภาพความประทับใจเกิดขึ้นมากมาย แต่ในทางกลับกัน เขายังมีความเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์โกรธ ฉุนเฉียว โมโหเกิดขึ้นระหว่างทางหลายครั้ง

วันถ่ายทอดไลฟ์สดก่อนปิดโครงการเขามีโอกาสขอโทษทีมงานทุกคนที่เขาแสดงอารมณ์เหล่านี้ออกไป ทุกคนเข้าใจดี และทุกคนให้อภัยเขา

คำพูดหนึ่งของ “ตูน” บอกว่า…ความสำเร็จของโครงการนี้ หากใครสักคนต้องเดินออกไประหว่างทางที่พวกเราทำงาน ผมไม่เรียกว่าความสำเร็จ

“แต่ความสำเร็จต้องเกิดจากพวกเราทุกคนที่เริ่มโครงการมาด้วยกันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย เพื่อรอให้พวกเรามาฉลองความสำเร็จด้วยกันทุกคน”

คงไม่ต้องบอกว่าไม่เฉพาะแต่ทีมงาน 100 ชีวิตที่อยู่เคียงข้าง “ตูน” ตลอดมา แต่หากยังมีทีมงานประชาชนคนไทยทั่วทุกสารทิศเพิ่มขึ้นอีกหลายชีวิต หาไม่เช่นนั้นยอดบริจาคเงินเพื่อโครงการก้าวคนละก้าวคงไม่ทะลุเป้าอย่างที่ทุกคนทราบดี

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกคือการส่งต่อเมล็ดพันธุ์ให้งอกงามในใจตั้งแต่เหนือจรดใต้ และไม่ใช่แต่เฉพาะเด็กๆ เท่านั้น หากเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ยังงอกงามในใจมนุษย์ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จนทำให้ใครหลายคนอยากลุกออกมาวิ่ง

อยากออกกำลังกาย

ตรงนี้เป็นวัตถุประสงค์ของโครงการ เพราะถ้าทุกคนมีสุขภาพดี ทุกคนจะไม่เจ็บป่วย และทุกคนคงไม่ต้องไปโรงพยาบาล นั่นหมายความว่าหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะทำงานน้อยลง เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเวลาดูแลคนไข้หนักมากขึ้น

สุดท้ายคงเป็นเรื่องของความรักที่ “ตูน” ทำให้ทุกคนเห็น เขาไม่ต้องบอกใคร ไม่ต้องแสดงออก แต่การที่ “ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ” ยืนเคียงข้างตูนตลอด 55 วัน คงเป็นคำตอบของคำว่าความรักเป็นอย่างดี

ผมถึงเชื่อว่าตลอดปีเก่าของวันนี้ และปีใหม่ที่จะมาถึงในวันรุ่งขึ้น เราลองมาทบทวนตัวเองดู และลองพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเราอย่างไรบ้าง

เพื่อจะได้มีกำลังใจเดินต่อไปในวันข้างหน้า

อย่างมีความหวัง และมีพลังสร้างสรรค์ต่อไป

สวัสดีปีใหม่ครับ