เปิดปีใหม่ปั๊บ ใช้บังคับทันที ราคาประเมินที่ดินรายแปลง
ข่าวล่ามาเร็วจากกระทรวงการคลัง นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป รัฐบาลบังคับใช้ราคาประเมินที่ดินรายแปลง ย้ำชัดๆ ว่า “ที่ดินรายแปลง”
ก่อนหน้านี้ ทำแบบเหมาเข่ง ใช้ราคาประเมินที่ดินรายบล็อก หมายถึงรัฐบาลยังไม่สามารถมีบิ๊กดาต้าได้ครบถ้วนทุกแปลง ก็เลยใช้วิธีการทำราคาประเมินที่ดินรายบล็อกเป็นฐานในการคำนวณภาษี
ตัวอย่างเช่น อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 2 ต.บ้านนา อ.บ้านนา แต่รัฐบาลยังสำรวจที่ดินรายแปลงไม่ทัน ก็อนุญาตให้ใช้ราคาประเมินรายบล็อกของ อ.บ้านนาทั้งอำเภอ
วิธีการนี้ ผลประโยชน์น่าจะตกอยู่กับประชาชน เพราะ “ราคาประเมินที่ดิน กรมธนารักษ์” ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเวลามีการโอนกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือ โดยที่ดินใน อ.บ้านนา อาจอยู่ทำเลไพรม์แอเรีย แพงที่สุดในอำเภอ แต่สามารถใช้ราคาเฉลี่ยทั้งบล็อก มีผลทำให้การจ่ายภาษีต่ำกว่านั่นเอง
ข่าวดีมักอยู่กับผู้บริโภคได้ไม่นาน ล่าสุด ที่ดิน 32 ล้านแปลงทั่วประเทศไทย รัฐบาลทั่นทำราคาประเมินรายแปลงครบถ้วนหมดแล้ว
ก่อนหน้านี้ ราคาประเมินที่ดินรายแปลงมีใช้แค่ 23-24 จังหวัด จาก 77 จังหวัดของไทย
มีดังนี้ กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด นครนายก นครปฐม นนทบุรี บึงกาฬ ปทุมธานี พิจิตร พังงา ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ระนอง ระยอง ลำพูน สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระบุรี อุทัยธานี อ่างทอง รวม 18.6 ล้านแปลง
นอกจากนั้นอีก 53-54 จังหวัด หรือ 13.4 ล้านแปลง ยังใช้ราคาประเมินที่ดินเป็นรายบล็อก
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจประกบกันด้วยว่า ราคาประเมินที่ดินรายแปลงเป็นราคาประเมินแท้จริง แปลงใครแปลงมัน ไม่สามารถใช้ราคาประเมินเหมาจ่ายหรือราคาประเมินรายบล็อกได้อีกต่อไป
ข้อดีของราคาประเมินรายแปลง ทำให้มีฐานราคาในการนำไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาซื้อขายระหว่างเอกชนกับเอกชน รวมทั้งมีการมองกันว่าใช้เป็นฐานตั้งราคาขายกรณีถูกเวนคืนที่ดิน อะไรประมาณนี้
อย่างไรก็ตาม คุณแฟนคลับอย่าไปสับสนกับ “ราคาประเมินที่ดิน กรมธนารักษ์” ซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ ราคาประเมินที่ดินคือราคากลางที่ประกาศใช้ทุก 4 ปี รอบปัจจุบันเป็นราคาประเมินของปี 2559-2562 จบข่าว
วันนี้มีของแถม สืบเนื่องจากกระแสข่าวกิจกรรมคึกคะนองมีการยิงปืนขึ้นฟ้า ทางคุณตำรวจแจ้งแล้วแจ้งอีกว่าผิดกฎหมาย แถมโทษหนักอีกต่างหาก
กฎหมายข้อแรกเลย การยิงปืนขึ้นฟ้าถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
หากยิงปืนขึ้นฟ้าไปแล้วทำให้ คน สัตว์ สิ่งของ ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียหาย มีความผิดฐานกระทำโดยประมาท
เรื่องเดียวกันนี้ ทาง “ว.ส.ท.” ชื่อเต็มๆ ว่า วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็เลยจัดทำชุดข้อมูลให้ความรู้ว่าทำไมพฤติกรรมยิงปืนขึ้นฟ้าถึงได้ร้ายแรง
ว.ส.ท.คำนวณทิศทาง-ความเร็ว-ระยะทาง-รัศมีการตกของกระสุน-ผลกระทบที่เกิดปลายทาง พบว่า การยิงปืนขึ้นฟ้าสำหรับปืน 9 มม. ความเร็วกระสุนเท่ากับ 1,080 กม./ชม. เร็วกว่าเครื่องบินเพราะปกติบินด้วยความเร็วที่ 850 กม./ชม.
การเดินทางของลูกกระสุนใช้เวลาเพียง 26.5 วินาที แต่ระยะทางสูงถึง 3.4 กม. สูงกว่าภูเขาที่สูงที่สุดของไทยคือดอยอินทนนท์ ซึ่งมีความสูง 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล
นอกจากความสูงแล้วยังมีความไกลอีกต่างหาก จากจุดที่ยิงขึ้นฟ้ารัศมีการตกไปไกลได้ถึง 4 กม. เรียกว่ายิงปืนขึ้นฟ้านัดเดียวมีคนเสียวในรัศมี 4 กม.อีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่
และความสูงของกระสุน 3.4 กม. ถ้าตกใส่หัวคนเทียบเท่าปล่อยของน้ำหนัก 5 กก.จากความสูง 5 เมตรหล่นใส่หัว
เพราะฉะนั้น หลังคาบ้านยุคนี้อาจต้องมีนวัตกรรมเป็นหลังคากันกระสุน วัตถุประสงค์ไม่ใช่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เพื่อความปลอดภัยล้วนๆ (ฮา)

