ก้าวเข้าสู่ ปีจอ หรือ ปีหมา 1 ใน 12 นักษัตรตามปฏิทินของผู้คนในซีกโลกตะวันออก
จอ แปลว่า หมา นักภาษาศาสตร์เชื่อว่ามาจากภาษาส่วย หรือกูย ซึ่งเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษามอญ-เขมร
แม้ในปัจจุบัน ผู้คนจะคุ้นเคยกับสุนัขในฐานะสัตว์เลี้ยงแสนรัก ทว่า เมื่อย้อนเวลากลับไปในอดีต หมาคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีบทบาทต่อชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของชาวอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างยิ่ง
ตำนาน เรื่องเล่า ภาพเขียน พิธีกรรม และหลักฐานทางโบราณคดี ล้วนบ่งชี้ถึงความสำคัญมานานนับพันปี

หมาคือ ‘บรรพชน
อยู่กินกับสตรีมีลูกเป็นมนุษย์
ในตำนานของชนเผ่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตะเรียง ตะริว กะตู ดักกัง โลโลโพ และเย้า ล้วนกล่าวตรงกันว่า หมาเป็นตัวเอก แต่งงานสมสู่อยู่กับมนุษย์เพศหญิงผู้รอดชีวิตจากอภิมหาภัยพิบัติ “น้ำท่วมโลก” มีลูกมีหลานสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์มาจนถึงทุกวันนี้
บทความทางวิชาการเรื่อง “บทบาทของหมาในตำนานและพิธีกรรมของชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์” โดย ปฐม หงษ์สุวรรณ
ในวารสารอักษรศาสตร์ ปีที่ 35 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2549) ฉบับนิทาน ตำนาน จินตนาการ ความจริง เปิดเผยข้อมูลว่า นอกเหนือจากเนื้อหาในตำนานที่ว่า “หมาถึก” (หมาตัวผู้) อยู่กินกับสตรีแล้ว ยังมีตำนานบางเรื่องอธิบายว่ามนุษย์เกิดจาก “น้ำเต้าปุง” เช่น ตำนานสร้างโลก ของชนเผ่าโลโลโพ ทว่าต้องอาศัย “น้ำนมหมา” ประทังชีวิต เนื่องจากไม่มีอาหารกิน หมาจึงมีสถานะเปรียบเสมือนบรรพชนของมนุษย์ด้วย

เรื่องราวเหล่านี้ มีผู้นำไปเชื่อมโยงกับภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ถูกแต่งแต้มบนเพิงผาเมื่อราว 3,000 ปีก่อน อย่างที่ เขาจันทน์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปรากฏภาพ “หมาตัวผู้” ในตำแหน่งสำคัญของพิธีกรรมท่ามกลางหญิง ชาย ผู้ใหญ่และเด็ก บางคนมีเครื่องประดับศีรษะคล้ายขนนกหรือใบไม้ บ้างมีผ้าห้อยปล่อยชาย บางคนยืนโก่งธนู หน้าไม้
ที่น่าสนใจคือใต้ภาพหมายังมีการวาด “ผู้หญิงอุ้มท้อง” อีกด้วย จึงเชื่อว่าความเชื่อเรื่องหมาเป็นบรรพชนมนุษย์มีขึ้นตั้งแต่ยุคโน้น
นอกจากนี้ ยังพบโครงกระดูกสุนัขที่แหล่งโบราณคดีหลายแห่ง ฝังร่วมกับศพ เช่น ที่ “บ้านเชียง” จังหวัดอุดรธานี สุนัขเหล่านี้ย่อมเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์ป่า และเชื่อว่าน่าจะได้รับการนับถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จากเหตุผลเรื่องการมีส่วนร่วมในพิธีกรรมดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

หมาคือสัญลักษณ์สืบเผ่าพันธุ์
และความอุดมสมบูรณ์
ไม่เพียงเชื่อว่าหมาคือบรรพชนคนอุษาคเนย์ ยังกล่าวกันว่าหมาเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และการขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยในตำนานของหลายชนเผ่าเล่าถึง “หญิงม่าย” และ “แม่ย่า” ซึ่งเป็นตัวแทนของสตรีที่ไม่ได้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ การจะตั้งครรภ์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หมาก็ทำให้ท้องได้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติไปโดยปริยาย

เมื่อครั้งมนุษย์ยังโง่
หมาคือผู้นำ ‘วัฒนธรรม’
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของสุนัขตามความเชื่อของคนในภูมิภาคนี้ก็คือ การเป็นผู้นำวัฒนธรรมที่เจริญแล้วมาสู่โลกมนุษย์ โดยในตำนานของชาวม้ง ดักกัง ไทใต้คง จ้วง ปู้ยี่ ลีซอ และมูเซอ มีการระบุว่าหมาเป็นผู้นำพันธุ์ข้าวและไฟมาให้มนุษย์รู้จักเมื่อครั้งยังโง่งม ไร้อารยะ ดังเช่น นิทานเรื่อง “หมาเก้าหาง” ที่ยังถูกเล่าต่อมาจนถึงปัจจุบันว่า ในอดีตอันไกลโพ้น มนุษย์ยังโง่ ไม่รู้จักการปลูกข้าว ครั้งนั้นมีหมา 9 หางตัวหนึ่งขึ้นไปบนสวรรค์ แล้วเอาหางทั้ง 9 จุ่มลงไปในกองข้าวเพื่อขโมยพันธุ์มาให้มนุษย์ จึงโดนเทวดาใช้อาวุธฟาดฟันหางขาดไป 8 หาง นับแต่นั้นมาหมาจึงเหลือหางเดียว และมนุษย์ก็รู้จักปลูกข้าวกินเอง
ส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับไฟ มีอยู่ว่า หมาสู้อุตส่าห์ว่ายน้ำไปเอาไฟ หรือปีนไต่ขึ้นไปบน “เมืองฟ้า” เพื่อนำไฟลงมามอบให้มนุษย์
บทบาทของหมาในเรื่องเล่าเหล่านี้ ชี้ให้เห็นฐานะของหมาว่าเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ รวมถึงเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมในสังคมบรรพกาล เพราะทั้งพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในแถบนี้ และไฟที่ใช้หุงหาอาหารล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดวัฒนธรรมทั้งสิ้น


โลกมนุษย์ถึงเมืองฟ้า
หมาคือผู้เชื่อมโยง
เมื่อสุนัขถึงขนาดป่ายปีนขึ้นไปสู่สวรรค์ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนเชื่อว่าหมาคือ “ตัวกลาง” เชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองฟ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังเช่นในตำนานของ กลุ่มไทแถง ไทเมือง และ จ้วง ที่สะท้อนสู่พิธีกรรมและการแสดงออก โดยเชื่อว่าหมาเป็นตัวแทนของพลังอำนาจวิเศษสามารถเดินทางไปยังภพภูมิอื่นได้
ปัจจุบันชาวจ้วงบางกลุ่มยังตั้งรูปหมาทำจากหินไว้ตรงทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อถึงวันตรุษ-วันสารทก็พากันมาตั้งเครื่องเซ่นสรวงสังเวย ขอให้คุ้มครองชุมชนพ้นจากสิ่งชั่วร้าย

เนื้อหมา อาหารโอชะ
เพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์
การที่หมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จะได้รับการบูชารูปเคารพหรือมีบทบาทในพิธีกรรมเท่านั้น แต่ผู้คนยังกินเนื้อหมา โดยถือว่าเป็นการเพิ่มพลังในวาระหรือโอกาสพิเศษอีกด้วย
สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ด้านประวัติศาสตร์ เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2537 หรือ 24 ปีก่อน เคยตระเวนไปยังชุมชนห่างไกลของ “กวางสี” ในประเทศจีน พบว่าชาวจ้วงส่วนใหญ่ยังคงกินหมาเป็นอาหาร โดยถือเป็นของดีวิเศษสุด เมื่อมีแขกไปใครมาเยี่ยมเยือนก็ต้องปรุงหมาเป็นกับข้าวขึ้นโต๊ะไว้ต้อนรับ
“เมื่อคนเคารพยกย่องหมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ คนจึงมีพิธีกรรมฆ่าหมาเซ่นวักเลี้ยงผี แล้วคนกินหมาที่เลี้ยงผีนั้นด้วยความเชื่อว่าเพิ่มพูนพลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่คุกคาม ยุคดึกดำบรรพ์คนกินหมาเฉพาะโอกาสพิเศษในพิธีเซ่นวักเลี้ยงผี เช่น ปีละครั้ง ไม่กินเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน”
เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหาร ต้องไม่พลาดข้อมูลของ กฤช เหลือลมัย คอลัมนิสต์เครือมติชนที่ทั้งปรุงและศึกษาความเป็นมาของอาหาร
กฤชอ้างอิงแนวคิดของนักโบราณคดีที่อธิบายว่า หมาเลี้ยงมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางทวีปเอเชียตะวันออก แถบประเทศจีนและมองโกเลีย ต้นตระกูลเป็นหมาป่าสีเทาชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่สัตว์พื้นถิ่นในดินแดน
อุษาคเนย์ ดังนั้น หมานักล่าที่สืบพันธุ์ต่อๆ มาจนเป็นหมาบ้านจึงอาจจะถูกนำเข้ามาจากภายนอก สำหรับหมาพื้นถิ่นแถบนี้คือหมาจิ้งจอก ซึ่งบางท้องถิ่นเรียกสั้นๆ ว่า “หมาจอก”
“กำนันเดช ภูสองชั้น ชาวบ้านตาหยวก ทุ่งกุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด เล่าไว้ในหนังสือ ฅนทุ่งกุลา ว่าหมาจิ้งจอกนั้นมีหน้าแหลมกว่า หางยาวเป็นพวง มีฝูงละไม่ต่ำกว่า 10-20 ตัว ที่ไหนน้ำแห้ง ถ้ามีปลา มันก็จะออกไปกินไม่มีเหลือ ถ้าเอามันมาเลี้ยงไว้ มันจะไม่เชื่องเหมือนหมาบ้านเรา ไม่ค่อยรู้เจ้าของ เมื่อเราดุและตีสั่งสอนมัน มันก็จะหนีเข้าป่าเหมือนเดิม”
มาถึงประเด็นการกินเนื้อหมา เจ้าตัวบอกว่า ในอดีตมีหลักฐานจากหลุมขุดค้นคือกระดูกหมาซึ่งส่วนหนึ่งถูกสับเป็นชิ้นๆ และ “เผาไฟ” เช่น ที่บ้านเชียง นักโบราณคดีเชื่อว่า กระดูกหมาที่พบในแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดเป็น “ขยะอาหาร” ที่แสดงว่าคนก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนไทยนั้นทั้งเลี้ยงหมา ฝึกหมาไว้ให้ช่วยล่าสัตว์ป่า รวมถึงปรุงเป็นอาหารด้วย
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเนื้อหมาในวัฒนธรรมการกินของคนไทย ดูจะไม่ถือเป็นอาหารที่ได้รับการยอมรับ โดยตำรากับข้าวไทยในศตวรรษที่แล้ว ไม่มี “เนื้อหมา” อยู่ในบัญชีเลย
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความสำคัญของสุนัขซึ่งเชื่อมโยงกับความเชื่อของผู้คนในโลกตะวันออก ที่ไม่ใช่แค่เพื่อนสี่ขาผู้ซื่อสัตย์เท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับในวิถีชีวิตอย่างลึกซึ้งมาแต่ครั้งอดีตกาล



