เปิดตำนาน(ปี)หมา ‘สัตว์ศักดิ์สิทธิ์’ ในปฏิทินแห่งโลกตะวันออก

6.01.18 | 17:12 น.

ก้าวเข้าสู่ ปีจอ หรือ ปีหมา 1 ใน 12 นักษัตรตามปฏิทินของผู้คนในซีกโลกตะวันออก

จอ แปลว่า หมา นักภาษาศาสตร์เชื่อว่ามาจากภาษาส่วย หรือกูย ซึ่งเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษามอญ-เขมร

แม้ในปัจจุบัน ผู้คนจะคุ้นเคยกับสุนัขในฐานะสัตว์เลี้ยงแสนรัก ทว่า เมื่อย้อนเวลากลับไปในอดีต หมาคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีบทบาทต่อชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของชาวอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างยิ่ง

ตำนาน เรื่องเล่า ภาพเขียน พิธีกรรม และหลักฐานทางโบราณคดี ล้วนบ่งชี้ถึงความสำคัญมานานนับพันปี


ภาพเขียนสีบนเพิงผา บริเวณสำนักสงฆ์เขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์บริเวณลุ่มน้ำลำตะคอง มีรูปหมาหันหน้าไปทางขวา วางตำแหน่งไว้บริเวณจุดเริ่มต้นของภาพเล่าเรื่อง สะท้อนบทบาทของหมาในพิธีกรรม

หมาคือ ‘บรรพชน
อยู่กินกับสตรีมีลูกเป็นมนุษย์

ในตำนานของชนเผ่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตะเรียง ตะริว กะตู ดักกัง โลโลโพ และเย้า ล้วนกล่าวตรงกันว่า หมาเป็นตัวเอก แต่งงานสมสู่อยู่กับมนุษย์เพศหญิงผู้รอดชีวิตจากอภิมหาภัยพิบัติ “น้ำท่วมโลก” มีลูกมีหลานสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์มาจนถึงทุกวันนี้

Advertisement

บทความทางวิชาการเรื่อง “บทบาทของหมาในตำนานและพิธีกรรมของชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์” โดย ปฐม หงษ์สุวรรณ

ในวารสารอักษรศาสตร์ ปีที่ 35 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2549) ฉบับนิทาน ตำนาน จินตนาการ ความจริง เปิดเผยข้อมูลว่า นอกเหนือจากเนื้อหาในตำนานที่ว่า “หมาถึก” (หมาตัวผู้) อยู่กินกับสตรีแล้ว ยังมีตำนานบางเรื่องอธิบายว่ามนุษย์เกิดจาก “น้ำเต้าปุง” เช่น ตำนานสร้างโลก ของชนเผ่าโลโลโพ ทว่าต้องอาศัย “น้ำนมหมา” ประทังชีวิต เนื่องจากไม่มีอาหารกิน หมาจึงมีสถานะเปรียบเสมือนบรรพชนของมนุษย์ด้วย

‘หมาตัวผู้’ ที่เขาจันทน์งาม ได้รับการยกย่องว่ามีสัดส่วนงดงามที่สุด เขียนเน้นอวันวะเพศเด่นชัด บ่งชี้สัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์

เรื่องราวเหล่านี้ มีผู้นำไปเชื่อมโยงกับภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ถูกแต่งแต้มบนเพิงผาเมื่อราว 3,000 ปีก่อน อย่างที่ เขาจันทน์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปรากฏภาพ “หมาตัวผู้” ในตำแหน่งสำคัญของพิธีกรรมท่ามกลางหญิง ชาย ผู้ใหญ่และเด็ก บางคนมีเครื่องประดับศีรษะคล้ายขนนกหรือใบไม้ บ้างมีผ้าห้อยปล่อยชาย บางคนยืนโก่งธนู หน้าไม้

ที่น่าสนใจคือใต้ภาพหมายังมีการวาด “ผู้หญิงอุ้มท้อง” อีกด้วย จึงเชื่อว่าความเชื่อเรื่องหมาเป็นบรรพชนมนุษย์มีขึ้นตั้งแต่ยุคโน้น

นอกจากนี้ ยังพบโครงกระดูกสุนัขที่แหล่งโบราณคดีหลายแห่ง ฝังร่วมกับศพ เช่น ที่ “บ้านเชียง” จังหวัดอุดรธานี สุนัขเหล่านี้ย่อมเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์ป่า และเชื่อว่าน่าจะได้รับการนับถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จากเหตุผลเรื่องการมีส่วนร่วมในพิธีกรรมดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง


หมาสวมชุดชนเผ่า ใส่หมวก สร้อยคอ ถูกจับใส่เกี้ยว แห่รอบหมู่บ้าน ให้ผู้คนสาดน้ำในประเพณีเก่าแก่ที่มณฑลกุ้ยโจว ก่อนมุ่งหน้าไปยังทุ่งนาโดยมีหมอผีประจำหมู่บ้านเป็นผู้ทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านที่ร่วมขบวนจะป้ายโคลนกัน สื่อถึงสุขภาพและความเจริญรุ่งเรือง

หมาคือสัญลักษณ์สืบเผ่าพันธุ์
และความอุดมสมบูรณ์

ไม่เพียงเชื่อว่าหมาคือบรรพชนคนอุษาคเนย์ ยังกล่าวกันว่าหมาเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และการขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยในตำนานของหลายชนเผ่าเล่าถึง “หญิงม่าย” และ “แม่ย่า” ซึ่งเป็นตัวแทนของสตรีที่ไม่ได้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ การจะตั้งครรภ์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หมาก็ทำให้ท้องได้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติไปโดยปริยาย


‘ไถโก่วเจี๋ย’ ประเพณีเก่าแก่ของชนเผ่าเหมียว หรือแม้ว ในเมืองเจี้ยนเหอ มณฑลกุ้ยโจว ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งใช้สุนัขเป็นสื่อตัวแทนเทพเจ้าสำหรับการบูชาฤดูเพาะปลูก ในตำนานของชนเผ่าระบุว่าหมาเป็นสัตว์ที่นำชนเผ่าเหมียวไปสู่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ และช่วยให้ผู้คนรอดตายจากการขาดน้ำ (ภาพจากเว็บไซต์ เซี่ยงไฮ้อิสต์)

เมื่อครั้งมนุษย์ยังโง่
หมาคือผู้นำ ‘วัฒนธรรม’

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของสุนัขตามความเชื่อของคนในภูมิภาคนี้ก็คือ การเป็นผู้นำวัฒนธรรมที่เจริญแล้วมาสู่โลกมนุษย์ โดยในตำนานของชาวม้ง ดักกัง ไทใต้คง จ้วง ปู้ยี่ ลีซอ และมูเซอ มีการระบุว่าหมาเป็นผู้นำพันธุ์ข้าวและไฟมาให้มนุษย์รู้จักเมื่อครั้งยังโง่งม ไร้อารยะ ดังเช่น นิทานเรื่อง “หมาเก้าหาง” ที่ยังถูกเล่าต่อมาจนถึงปัจจุบันว่า ในอดีตอันไกลโพ้น มนุษย์ยังโง่ ไม่รู้จักการปลูกข้าว ครั้งนั้นมีหมา 9 หางตัวหนึ่งขึ้นไปบนสวรรค์ แล้วเอาหางทั้ง 9 จุ่มลงไปในกองข้าวเพื่อขโมยพันธุ์มาให้มนุษย์ จึงโดนเทวดาใช้อาวุธฟาดฟันหางขาดไป 8 หาง นับแต่นั้นมาหมาจึงเหลือหางเดียว และมนุษย์ก็รู้จักปลูกข้าวกินเอง

ส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับไฟ มีอยู่ว่า หมาสู้อุตส่าห์ว่ายน้ำไปเอาไฟ หรือปีนไต่ขึ้นไปบน “เมืองฟ้า” เพื่อนำไฟลงมามอบให้มนุษย์

บทบาทของหมาในเรื่องเล่าเหล่านี้ ชี้ให้เห็นฐานะของหมาว่าเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ รวมถึงเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมในสังคมบรรพกาล เพราะทั้งพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในแถบนี้ และไฟที่ใช้หุงหาอาหารล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดวัฒนธรรมทั้งสิ้น

 

ลายเส้นภาพเขียนสีอายุ 3,000 ปี บนเพิงผาริมแม่น้ำ ที่มณฑลกวางสี ทางภาคใต้ของจีน แสดงภาพพิธีฆ่าหมาเซ่นวักเลี้ยงผีบรรพชน เพื่อขอฝนและความอุดมสมบูรณ์ มีรูปหมาขนาดใหญ่อยู่บริเวณศูนย์กลางภาพ

 


รูปปั้นหมาหน้าหมู่บ้าน Chung-chia ของชาวม้ง มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ในฐานะ ‘ผู้ปกป้องคุ้มครอง’ (ภาพจาก Culture Traits of Non-Chinese Tribes in Kweichow Province, Southwest China in Inez de Beauclair. Ethnographic studies : the collected papers of Inez de Beauclair. Taipei : Southern Materials Center, 1986.)

โลกมนุษย์ถึงเมืองฟ้า
หมาคือผู้เชื่อมโยง

เมื่อสุนัขถึงขนาดป่ายปีนขึ้นไปสู่สวรรค์ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนเชื่อว่าหมาคือ “ตัวกลาง” เชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองฟ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังเช่นในตำนานของ กลุ่มไทแถง ไทเมือง และ จ้วง ที่สะท้อนสู่พิธีกรรมและการแสดงออก โดยเชื่อว่าหมาเป็นตัวแทนของพลังอำนาจวิเศษสามารถเดินทางไปยังภพภูมิอื่นได้

ปัจจุบันชาวจ้วงบางกลุ่มยังตั้งรูปหมาทำจากหินไว้ตรงทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อถึงวันตรุษ-วันสารทก็พากันมาตั้งเครื่องเซ่นสรวงสังเวย ขอให้คุ้มครองชุมชนพ้นจากสิ่งชั่วร้าย


โครงกระดูกหมาที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ขุดพบเมื่อ พ.ศ.2547 ร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ยุคเดียวกัน ที่วัดโพธิ์ศรีใน ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี (ภาพจาก รศ.สุรพล นาถะพินธุ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

เนื้อหมา อาหารโอชะ
เพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์

การที่หมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จะได้รับการบูชารูปเคารพหรือมีบทบาทในพิธีกรรมเท่านั้น แต่ผู้คนยังกินเนื้อหมา โดยถือว่าเป็นการเพิ่มพลังในวาระหรือโอกาสพิเศษอีกด้วย

สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ด้านประวัติศาสตร์ เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2537 หรือ 24 ปีก่อน เคยตระเวนไปยังชุมชนห่างไกลของ “กวางสี” ในประเทศจีน พบว่าชาวจ้วงส่วนใหญ่ยังคงกินหมาเป็นอาหาร โดยถือเป็นของดีวิเศษสุด เมื่อมีแขกไปใครมาเยี่ยมเยือนก็ต้องปรุงหมาเป็นกับข้าวขึ้นโต๊ะไว้ต้อนรับ

“เมื่อคนเคารพยกย่องหมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ คนจึงมีพิธีกรรมฆ่าหมาเซ่นวักเลี้ยงผี แล้วคนกินหมาที่เลี้ยงผีนั้นด้วยความเชื่อว่าเพิ่มพูนพลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่คุกคาม ยุคดึกดำบรรพ์คนกินหมาเฉพาะโอกาสพิเศษในพิธีเซ่นวักเลี้ยงผี เช่น ปีละครั้ง ไม่กินเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน”

เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหาร ต้องไม่พลาดข้อมูลของ กฤช เหลือลมัย คอลัมนิสต์เครือมติชนที่ทั้งปรุงและศึกษาความเป็นมาของอาหาร

กฤชอ้างอิงแนวคิดของนักโบราณคดีที่อธิบายว่า หมาเลี้ยงมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางทวีปเอเชียตะวันออก แถบประเทศจีนและมองโกเลีย ต้นตระกูลเป็นหมาป่าสีเทาชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่สัตว์พื้นถิ่นในดินแดน

อุษาคเนย์ ดังนั้น หมานักล่าที่สืบพันธุ์ต่อๆ มาจนเป็นหมาบ้านจึงอาจจะถูกนำเข้ามาจากภายนอก สำหรับหมาพื้นถิ่นแถบนี้คือหมาจิ้งจอก ซึ่งบางท้องถิ่นเรียกสั้นๆ ว่า “หมาจอก”

“กำนันเดช ภูสองชั้น ชาวบ้านตาหยวก ทุ่งกุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด เล่าไว้ในหนังสือ ฅนทุ่งกุลา ว่าหมาจิ้งจอกนั้นมีหน้าแหลมกว่า หางยาวเป็นพวง มีฝูงละไม่ต่ำกว่า 10-20 ตัว ที่ไหนน้ำแห้ง ถ้ามีปลา มันก็จะออกไปกินไม่มีเหลือ ถ้าเอามันมาเลี้ยงไว้ มันจะไม่เชื่องเหมือนหมาบ้านเรา ไม่ค่อยรู้เจ้าของ เมื่อเราดุและตีสั่งสอนมัน มันก็จะหนีเข้าป่าเหมือนเดิม”

มาถึงประเด็นการกินเนื้อหมา เจ้าตัวบอกว่า ในอดีตมีหลักฐานจากหลุมขุดค้นคือกระดูกหมาซึ่งส่วนหนึ่งถูกสับเป็นชิ้นๆ และ “เผาไฟ” เช่น ที่บ้านเชียง นักโบราณคดีเชื่อว่า กระดูกหมาที่พบในแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดเป็น “ขยะอาหาร” ที่แสดงว่าคนก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนไทยนั้นทั้งเลี้ยงหมา ฝึกหมาไว้ให้ช่วยล่าสัตว์ป่า รวมถึงปรุงเป็นอาหารด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเนื้อหมาในวัฒนธรรมการกินของคนไทย ดูจะไม่ถือเป็นอาหารที่ได้รับการยอมรับ โดยตำรากับข้าวไทยในศตวรรษที่แล้ว ไม่มี “เนื้อหมา” อยู่ในบัญชีเลย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความสำคัญของสุนัขซึ่งเชื่อมโยงกับความเชื่อของผู้คนในโลกตะวันออก ที่ไม่ใช่แค่เพื่อนสี่ขาผู้ซื่อสัตย์เท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับในวิถีชีวิตอย่างลึกซึ้งมาแต่ครั้งอดีตกาล

หมาบนภาพสลักบนทับหลังกรอบประตูปราสาทกู่สวนแตง (ภาพจากโชติวัฒน์ รุญเจริญ นักวิชาการกลุ่มสำนึก 300 องค์)
โครงกระดูกหมาที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ฝังร่วมกับศพมนุษย์ อายุราว 2,000 ปีมาแล้ว ขุดพบในช่วงปลายปี 2559