จากเด็กในร้านขายวัสดุเครื่องมือทางวิศวกรรม เวิ้งนาครเขษม มุ่งมั่นพยายามจนเป็นเจ้าของกิจการ ยังนำความรู้ด้านวัสดุการช่าง ร่วมมือกับนักวิจัยจากนราธิวาส พัฒนา “มีดกรีดยาง” รูปแบบใหม่ขึ้นมา เป็นครั้งแรกของโลก
ซึ่งได้รับการันตรีด้วยรางวัลจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่ง่ชาติ (วช.), กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันต่างๆ อีกมากมาย
มีดกรีดยางนกเงือก เกิดจากความร่วมมือของ ประยุทธ์ พุทธาโกฐิรัตน์ ผู้นำเข้าจากบริษัท แอดวานซ์ คิว จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมีดกรีดยางนกเงือก และ มะนายิ ราหู ชาวสวนยางพาราจาก อ.แว้ง จ.นราธิวาส ผู้ออกแบบ
ประยุทธ์ ในวัย 71 ปี ใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาต่อยอดจนสามารถผลิตมีดกรีดยางนกเงือกได้สำเร็จ
ประยุทธ์ เกิดวันที่ 20 เมษายน 2489 จบชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา รุ่นที่ 12 ก่อนจะเรียนต่อชั้น ม.3 โรงเรียนอำนวยศิลป์ จนจบชั้นมัธยมปลาย
และด้วยความที่เป็นลูกกำพร้า มีคุณตาคุณยายเป็นคนเลี้ยงดู หลังจบชั้น ม.6 จึงมาทำงานร้านของคุณตาที่เวิ้งนาครเขษมในศูนย์กลางของเครื่องมือ เครื่องเหล็ก ซึ่งเป็นเครื่องมือทางวิศวกรรม ไม่ได้เรียนต่ออีก แต่ด้วยความมุ่งมั่น ประยุทธ์ใช้เวลาที่มีศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
“ผมทำงานตอนกลางวันแล้วก็ศึกษานอกโรงเรียน โดยการเรียนภาษาจีนตอนกลางคืนที่โรงเรียนฟู่เจิ้ง สี่พระยา และเรียนภาษาอังกฤษตอนเช้าที่เอยูเอ ราชดำริ”
“ที่ผมเลือกเรียนภาษาเพราะมองว่า การที่จะเป็นนักธุรกิจนั้นภาษาอังกฤษสำคัญมาก เพราะผมตั้งใจว่าต่อไปจะเป็นผู้นำเข้า ซึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร”
ประยุทธ์เล่าอีกว่า วัสดุเครื่องมือช่างเป็นพื้นฐานของชีวิตมาตั้งแต่เด็ก และการเติบโตจากเวิ้งนาครเขษมทำให้ได้เห็นและรู้จักวัสดุแทบทั้งหมด
“ตั้งแต่เด็กตอนปิดเทอมก็มาช่วยน้าชายทำงานในร้านวัสดุในเวิ้งนาครเขษม มายืนอยู่หน้าร้านพอมีคนเดินผ่านหน้าร้าน ก็ถามว่าจะซื้อสินค้าอะไรแล้วคอยหยิบสินค้าให้ พอโตมาก็คอยซื้อสินค้าเข้าร้าน ทำสต๊อกและเช็กของต่างๆ ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับการสั่งสินค้าจากต่างประเทศ และรู้จักกับตัวแทนจากต่างประเทศ”
เพื่อเดินตามความฝันที่จะเป็นนักธุรกิจ ประยุทธ์ได้สมัครเข้าทำงานฝ่ายขายเครื่องมือทางวิศวกรรมเกี่ยวกับเครื่องเหล็ก ที่บริษัทของต่างประเทศ
“ทำงานประจำอยู่หลายปีเพื่อให้รู้กลไกการบริหารงาน ผมจึงออกมาเป็นเจ้าของกิจการเอง โดยเข้าถึงโรงงานผลิต โรงปั๊มโลหะ โรงกลึงโลหะ ซึ่งกลุ่มลูกค้าคือร้านขายส่ง ร้านเครื่องมือวิศวกรรม ในเวิ้งนาครเขษม ในคลองถม ในเซียงกงต่างๆ ยังมีตัวแทนร้านค้าจากต่างจังหวัดด้วย”
จากนั้นก็ทำธุรกิจนี้ต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง 7 ปีที่แล้ว ประยุทธ์ได้รู้จักกับมะนายิ
“เริ่มต้นคือเพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นคนมุสลิมชื่อเรวัตร์ แนะนำให้รู้จักโดยบอกว่าตอนนี้มะนายิทำต้นแบบมีดกรีดยางขึ้นมา แล้วต้องการหาผู้ผลิต ซึ่งเขาเดินทางจากนราธิวาสมาหาผู้ผลิตที่พระประแดง แต่ไม่มีใครสามารถทำได้ และเรวัตร์ได้บอกกับมะนายิว่าคนชื่อประยุทธ์ทำได้ แต่ถ้าคนนี้ทำไม่ได้ก็คงต้องเลิกทำ”
หลังจากนั้น “ประยุทธ์” กับ “มะนายิ” ก็ได้พบกัน ซึ่งคนหนึ่งเกิดมากับสวนยาง อีกคนเกิดมากับวัสดุช่างเหล็ก แต่มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
“การพบกันของเราเป็นเรื่องของฟ้าลิขิต เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ให้เต็มกระดาน ผมพบว่ามะนายิเป็นบุคคลพิเศษไม่ใช่คนธรรมดา เป็นคนที่มีความวิริยะอุตสาหะ มีความอดทนมาก เขาต้องเดินทางไปกลับระหว่างกรุงเทพฯกับนราธิวาส ตลอดหลายปีในการผลิตและทดสอบ”
มีดกรีดยางนกเงือกยังได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายในแวดวงยางพารา รวมถึง พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ด้วย
“ได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนการฝึกอบรมมีดกรีดยางจากท่านพินิจ ซึ่งเป็นรุ่นน้องจากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา รุ่นที่ 17”
จวบจนถึงวันนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับในทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทำไมถึงตัดสินใจร่วมมือกันทำมีดกรีดยาง?
จากความศรัทธาและความรู้จริงของมะนายิ เนื่องจากเราทำเรื่องการค้ามาก่อน แล้วเราก็รู้เกี่ยวกับปริมาณในการจะลงทุน ในการที่จะทำการค้า จะต้องมีความพร้อม 3 เรื่อง คือ 1.ผมและมะนายิพร้อมในการระดมสมอง 2.เงินทุนพร้อม และ 3.วัสดุเครื่องมือพร้อม
ฉะนั้น เมื่อพร้อมทุกอย่าง ประกอบกับความเชื่อมั่นและตั้งใจ ทุกวันนี้ผมอายุมากแล้ว ในใจผมนี่คือสิ่งบันดาลใจ ที่ผมจะต้องทำงานนี้ให้สำเร็จให้ได้ ผมเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร แล้วหลังมีนวัตกรรมนี้ ฝ่ายวิชาการของราชการตลอดจนสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติก็ยกย่องว่าเป็นงานวิจัย เป็นนวัตกรรมระดับโลก ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ทำไมถึงใช้ชื่อว่ามีดกรีดยางนกเงือก?
ทุกอย่างนี่มีที่มา ชื่อเรียก “นกเงือก” เราตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ จ.นราธิวาส เพราะว่าผู้คิดค้นก็คือ มะนายิ อยู่ที่ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีนกเงือกมากที่สุดถึง 14 สายพันธุ์ จึงตั้งใจให้เป็นอนุสรณ์ของแหล่งที่ประดิษฐ์คิดค้น
อีกหนึ่งความหมายของนกเงือก คือ เป็นนกที่กินเปลือกไม้ การกรีดยางก็เป็นการกรีดเปลือกต้นยาง
กระบวนวิจัยปรับปรุงใช้เวลานานแค่ไหน?
เราต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกจากต้นแบบอยู่ประมาณ 3 ปี เพราะการทำมีดกรีดยางขึ้นมาเราจะต้องทำแม่พิมพ์ก็หมายถึงว่าเราจะต้องใช้เครื่องปั๊มขนาด 1,000 ตัน เพื่อปั๊มโลหะอันนี้ขึ้นมา ส่วนใบมีดจะต้องสร้างแม่พิมพ์แล้วก็ปั๊มขึ้นมาแล้วเจียด้วยไดมอนด์ วิลล์ หมายถึง แผ่นเจียเป็นเพชรที่มีความแข็ง จากนั้นจะต้องผ่านการชุบแข็งเพื่อให้ใบมีดมีความคงทน หลังจากนั้นจะต้องนำไปทดสอบในสวนยาง โดยมะนายิจะไปทดลองที่มีดกรีดยางนกเงือก ยังผ่านการวิจัยเป็นระยะเวลา 2 เดือน ร่วมกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา การยางแห่งประเทศไทย และสวนแปลงทดลองของ เฉลิมเกียรติ ศรีเสาวคนธร นายก อบต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมคณะทำงาน
มีการพัฒนาต่อยอดอีกหรือเปล่า?
คณะทำงานทำด้วยความต่อเนื่องและศรัทธาในความวิริยะอุตสาหะของมะนายิ ผมปวารณาว่ายังไงงานชิ้นนี้จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้และก็มีการพัฒนาต่อเนื่องอยู่เรื่อยจนถึงปัจจุบัน เริ่มจากรุ่นแรกที่เป็นด้ามไม้ก็ปรับเป็นด้ามเหล็ก เพราะชาวสวนยางคุ้นเคยกับมีดที่เป็นด้ามเหล็ก ต่อมาก็เป็นชนิดด้ามเหล็กยาว และด้ามเหล็กต่อด้ามไม้ความยาว 45 เมตร ใช้ในกรณีกรีดยางในที่สูง ซึ่งเราเรียกว่า “ยางสอย” ตลอดจนเพิ่มอุปกรณ์ไฟฉายแม่เหล็ก ติดเข้ากับตัวมีดเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกเห็นจุดกรีดชัดด้วย
ถ้าเทียบกับมีดกรีดยางแบบเดิม?
มีดกรีดยางรุ่นเก่าเป็นมีดที่ใช้มาแล้วร้อยปี ผลิตโดยเอาเหล็กมาเผาร้อน แล้วตีเหล็กขึ้นรูป ก่อนจะตะไบและเจีย วิธีกรีดจะจิก หรือกระตุกมีดโดยมีความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร
แต่มีดกรีดยางนกเงือกเป็นมีดระบบอุตสาหกรรม มีด 100 ใบคมเหมือนกันทั้ง 100 ใบ คน 100 คนกรีดก็ความหนาเท่ากันหมด 1 มิลลิเมตร ซึ่งบางกว่ามีดแบบเดิมถึง 3 เท่า สามารถยืดอายุการกรีดยางได้ถึง 50 ปีจากเดิมกรีด 25 ปี ก็ต้องโค่นต้นยางทิ้งแล้ว เนื่องจากความหนาของการกรีดเพียง 1 มิลลิเมตร ช่วยประหยัดพื้นที่หน้ากรีดได้ นั่นหมายความว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและเกษตรกร เพราะ 25 ปี ที่ต้องโค่นทิ้งแล้วปลูกใหม่ใช้เวลา 7 ปี เท่ากับว่าเสียโอกาสไป 7 ปี หากเทียบกับพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศประมาณ 14 ล้านไร่ ที่ต้องโค่นทิ้งปลูกใหม่ ใช้งบลงทุนไร่ละ 50,000 บาท เป็นเงินลงทุนที่เสียเปล่ามากถึง 7 แสนล้านบาท ผมมองว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก
ส่วนปริมาณน้ำยางจากผลการวิจัยพบว่าการกรีดยางด้วยมีดนกเงือก ได้น้ำยางมากกว่ามีดเดิมที่เรียกว่า “มีดเจ๊ะบง” เฉลี่ย 13.52 เปอร์เซ็นต์ หากสวนยางในประเทศไทย 14 ล้านไร่ ใช้มีดนกเงือกก็จะเพิ่มปริมาณน้ำยาง และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 27 ล้านบาทต่อปี
ยากไหมที่จะทำให้มีดกรีดยางนกเงือกเป็นที่รู้จัก?
ช่วงแรกเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะอย่าลืมว่ามีดรุ่นเก่าเกิดมา 100 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนซึ่งมาเลเซียเป็นผู้นำเรื่องยางและเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ฉะนั้น อังกฤษก็ได้ดีไซน์มีดนี้ โดยมาเลเซียใช้ตามอังกฤษให้มา ต่อมาไทยนำยางพารามาปลูก ก็เอาการใช้มีดอันนี้มาถ่ายทอด ฉะนั้น การที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนจึงเป็นเรื่องยากมาก แล้วเราเพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปี
แล้วทำยังไงให้คนมาลองใช้มีดรุ่นใหม่?
เราก็มียุทธศาสตร์ ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เราไม่ได้เข้าไปเพื่อขาย แต่เราเข้าไปอบรมให้ความรู้และให้ทดลองใช้นวัตกรรมนี้ ซึ่งกรีดง่ายขึ้นไม่ต้องเอียงคอ ไม่ต้องลับมีดทุกวัน กรีดได้บางกว่าปกติ น้ำยางออกดีกว่ามีดแบบก่อนซึ่งใช้วิธีกระตุกมันจะมีคลื่นขวางทางไหลของน้ำยางพารา ถ้าพอใจค่อยซื้อ เพราะฉะนั้นเขาก็เห็นว่ามันมีประโยชน์ แล้วเราไม่ได้เข้าไปหลอกลวง จึงทำให้มีดกรีดยางนกเงือกประสบความสำเร็จ
ได้ยินว่าต่างประเทศให้ความสนใจด้วย?
เวลานี้ทั้งในมาเลเซีย ทั้งอินโดนีเซีย ก็เชื่อถือเรามาก โดยมาเลเซียตอนนี้ถือเป็นตลาดใหญ่ของเรา มีตัวแทนก็คือบริษัทจีโน่ ซึ่งเป็นคนท้องถิ่น ที่มาที่ไปเกิดจากการเข้าไปอบรม โดยมะนายิ ซึ่งสื่อสารภาษายาวี ไปให้การฝึกอบรมให้กับสถาบันวิจัยยางของมาเลเซีย ทำให้เราประสบความสำเร็จอย่างมาก ส่วนในอินโดนีเซีย เริ่มต้นจากนักวิชาการที่ปรึกษาของสวนยางขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย เดินทางมาพบกับเราที่กรุงเทพฯ เขาศึกษามีดของเรามา 3 ปี จนแน่ใจว่าดี จึงได้ติดต่อให้เราเข้าไปอบรมและฝึกสอนการใช้มีดที่อินโดนีเซีย
สำหรับประเทศอื่นอย่าง สปป.ลาว พม่า เวียดนาม รวมทั้งอินเดีย ก็เริ่มมีการติดต่อกันเข้ามาเพราะว่าตอนนี้โลกไร้พรมแดน ทุกคนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารและติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ตได้
ผลตอบรับของประเทศไทยล่ะ?
ขณะนี้เราเพิ่งก้าวไปได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะอย่าลืมว่ามีดรุ่นเก่าที่เกิดมาแล้ว 100 ปี ฉะนั้น คนรุ่นเก่าอาจจะยังไม่รับ ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม แต่คนรุ่นใหม่คนหนุ่มสาว ขณะนี้เปิดรับหมดเลย รวมถึงหลายส่วนที่ผ่านการอบรมแล้วได้ทดลองใช้มีดก็ค่อนข้างพอใจและเปิดรับ
อย่างท่านพินิจเอง (พินิจ จารุสมบัติ) ท่านมีเครื่องกรีดยางอัตโนมัติของจีน ตอนแรกบอกว่าประเทศไทยตอนนี้ขาดแคลนแรงงาน ควรใช้เครื่องกรีดยางอัตโนมัติมากกว่า มีดกรีดยางอาจจะไม่เวิร์ก เราก็เข้าไปอธิบายถึงประโยชน์ของมีดแล้วเข้าไปให้การฝึกอบรมในสวนของท่าน ให้ลองกรีดด้วยตัวเอง ปรากฏว่าท่านเห็นว่าดีมาก
ดังนั้น ในงานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬที่จะจัดขึ้นในปีนี้ ผมก็ได้ประชุมกับท่านพินิจ และผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ แล้วมีความคิดว่าจะจัดการแข่งขันกรีดยางด้วยนวัตกรรมนี้ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 200,000 บาท โดยผู้ชนะเลิศรางวัลที่ 1 ได้รับเงิน 100,000 บาท รางวัลที่ 2 ได้รับเงิน 50,000 บาท รางวัลที่ 3 ได้รับเงิน 25,000 บาท และรางวัลพิเศษกับการประกวดออกแบบด้ามจับไม้ของมีดกรีดยางชิงเงินรางวัล 25,000 บาท ซึ่งอาจจะแกะสลักตามที่แต่ละคนดีไซน์ไว้ เช่น แกะสลักเป็นปีจอ หรือเป็นลวดลายมังกร เป็นต้น
สาเหตุที่จัดการแข่งขันในงานวันยางพาราบึงกาฬ?
ผมอยากให้เป็นกำลังใจกับผู้ใช้นวัตกรรม และเป็นการให้โอกาสเขาได้แสดงฝีมือ แล้วที่ประชุมก็พอใจมาก เพราะฉะนั้นถึงเป็นที่มาในการจัดการแข่งขันกรีดยางในงานวันยางพาราบึงกาฬครั้งนี้
ยังเป็นการต่อยอดเรื่องการถ่ายทอดเทคนิคและเทคโนโลยีการใช้มีดกรีดยาง เนื่องจากงานนี้มีแขกพิเศษจากต่างประเทศ รวมถึงจากประเทศจีนมาร่วมงานด้วย
เป็นนวัตกรรมแรกในชีวิตเลยหรือเปล่า?
ใช่ครับ ปกติเราผลิตเกี่ยวกับทางด้านการค้า เป็นงานผลิตทั่วไปที่มีอยู่ แต่นวัตกรรมนี้เป็นงานเฉพาะกิจ ที่ต้องทำขึ้นมาใหม่ทั้งแม่พิมพ์ต่างๆ เหนือสิ่งอื่นใดมันมีนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกร ลดการเสียโอกาส
รู้สึกอย่างไรกับคนที่เขาไม่เชื่อ?
เราเข้าใจ แล้วเรามองโลกในแง่ดี หมายถึง การไม่ลืมว่ามีดรุ่นเก่าเกิดมาแล้ว 100 ปี เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องชี้แจงให้เข้าใจ แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในวงการราชการเองก็ยังมีความคิดว่าไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกร เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องทรรศนะ เรื่องของมุมมอง เรื่องของนานาจิตตัง แต่ตอนนี้ก็มีคนเข้าใจเยอะแล้ว ฉะนั้น ต้องเข้าใจ ต้องปล่อยวาง แล้วก็ต้องให้ความเข้าใจเพราะฉะนั้นเราจึงจับยุทธศาสตร์อันหนึ่งอยู่ เราไม่บอกว่าเป็นการขาย เราจะบอกการแนะนำ การให้การฝึกอบรม เพราะฉะนั้นจุดนี้ถึงจะเข้าใจ
ความพอใจในผลงานชิ้นนี้?
เราทำด้วยความภูมิใจและพอใจร่วมกัน จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มันเกิดจากสิ่งบันดาลใจที่ผมศรัทธาในตัวมะนายิ เพราะการทำนวัตกรรมนี้ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา ถ้าทำเป็นการค้าคงทำยาก แต่เพราะเราทำด้วยความภูมิใจ และก็ความพอใจ จากต้นแบบที่ทำขึ้นมาอันเดียว แต่วันนี้เป็นอุตสาหกรรมแล้ว ทุกอย่างมันลงตัวแล้ว ผมพอใจมาก


