ไม่มากเกินไปที่จะใช้คำว่า “ฮือฮา” เมื่อ (อดีต) “สองกุมารสยาม” ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ฝีปากคม คู่เพื่อนรักตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย กลับมาจูงมือกันเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ แถมยังสมัครใจ “ออกสื่อ” ด้วยการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก “มติชนออนไลน์” ในรายการ “ขรรค์ชัย บุนปาน-สุจิตต์ วงษ์เทศ ทอดน่องท่องเที่ยว” ออกสู่สายตาให้ “กดไลค์” ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2560 ที่วัดพุทไธศวรรย์ พระนครศรีอยุธยา โดยแฟนๆ ตอบรับอย่างอบอุ่นตลอดซัมเมอร์ กระทั่งเข้าสู่ฤดูฝนก็ยังกางร่มไปชื่นชมความงามของโบราณสถานมากมาย ผ่านมาถึงปลายปี เปิดตู้คว้าเสื้อกันหนาวจบศักราชที่เมืองละโว้ ลพบุรี ท่ามกลางแฟนคลับทั้งเก่าและใหม่ที่ตาม “กดไลค์” อย่างเหนียวแน่น
ก่อนถึงทริปหน้าในอีกไม่กี่อึดใจ มาชมย้อนหลังกันสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงปีที่ผ่านมา

กระตุกปมประวัติศาสตร์ รื้อสร้างแนวคิดใหม่
แม้ชื่อรายการจะเป็นไปแบบ “สายชิลล์” แต่หากได้รับชมแต่ละตอนจะพบว่านอกจากบรรยากาศที่สวยงามทั้งแนวราบและภาพมุมสูงจากโดรนซึ่งทีมงาน “มติชนทีวี” เก็บภาพล่วงหน้าไว้แทรกระหว่างการถ่ายทอดสดแต่ละครั้ง สิ่งสำคัญคือ “เนื้อหา” ที่อัดแน่นแต่ไม่หนักเกินความเข้าใจ ทั้งยังท้าทายให้ผู้ชมร่วมขบคิด ไม่ว่าจะเป็นทริปที่เดินทางไปยัง “คูเมืองอู่ทอง” ในตอน “เมืองอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย เพราะกรุงสุโขทัย ไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก” ซึ่ง สุจิตต์ เปิดหลักฐานใหม่โดยยืนยันว่า อู่ทอง (ต่างหาก) คือต้นทางประวัติศาสตร์ไทย ไม่ใช่สุโขทัย อย่างในหนังสือเรียน
สำหรับคูเมืองแห่งนี้ เดิมเป็นที่ทิ้งขยะ รายล้อมด้วยชุมชนแออัด กระทั่งเมื่อราว 10 ปีก่อน ขรรค์ชัย ได้หารือกับ บรรหาร ศิลปอาชาถึงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว จนเกิดการผลักดันให้หน่วยงานท้องถิ่นร่วมกันขุดลอกและชักน้ำหล่อเลี้ยงจนสะอาดเรียบร้อย ร่มเย็น แทบไม่เหลือเค้าแหล่งเสื่อมโทรมในอดีต
ส่วนในคราวเยี่ยมเยือน ปราสาทหินพิมาย ในตอน “เมืองพิมายรัฐเครือญาติอยุธยา และกัมพูชา ถิ่นเดิมบรรพชนกษัตริย์เขมร ผู้สร้างนครวัด-นครธม” ก็ทิ้งปมให้คิดต่อในเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ราบสูงกับคนที่ราบลุ่มว่า “เป็นเครือญาติชาติพันธุ์เดียวกัน” ผู้คนในแอ่งโคราชติดต่อกับคนที่ราบลุ่มทั้งภาคกลางและทะเลสาบเขมร ตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน
เขยิบเข้ามาในกรุงเทพฯ ในตอนที่ชื่อยาวมาก อย่าง “สุนทรภู่ เกิดวังหลัง ผู้ดีบางกอก แต่งพระอภัยมณี ฉากทะเลอันดามัน ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่า ขี้คุก, ขี้เมา, เจ้าชู้, อยู่อย่างไพร่ ไม่มีสกุลรุนชาติ” ก็ชี้ชวนให้ร่วม “ปฏิรูป” ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกวีเอกท่านนี้ว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่อาลักษณ์เมาเช้าเมาเย็น ยากจนข้นแค้น ได้แต่ลอยเรือเร่ร่อนไปมา เพราะแท้จริงแล้วเป็นผู้ดีมีตระกูลสืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา รับราชการเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักรัชกาลที่ 2 ตบท้ายด้วยข้อมูลชวนตะลึงงันว่ายุคนั้นคนส่วนใหญ่ของสยามยังอ่านหนังสือไม่ออกกวีเป็นอาชีพไม่ได้ ดังนั้น สุนทรภู่นั้นไม่ได้มี “อาชีพกวี”!

ฟื้นความหลังอย่าง ‘ไม่ฟูมฟาย’
นอกเหนือจากความรู้แน่นปึ้ก ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนสำคัญที่เป็น “เสน่ห์” ของรายการก็คือตัวตนและเรื่องราวของขรรค์ชัยและสุจิตต์ ซึ่งทั้งคู่ก็ได้บอกเล่าความหลังที่ชวนให้จินตนาการย้อนกลับไปในสถานที่ต่างๆ เมื่อครั้งวันวาน
“ผมเข้ากรุงเทพฯตั้งแต่ปี 2497 แต่ไม่เคยมาวัดโพธิ์เลย กระทั่ง พ.ศ.2504 ขรรค์ชัยที่เป็นเพื่อนเรียนมัธยมด้วยกันชวนมาเที่ยวแล้วท่องกลอนของเสมียนมีจากนิราศพระแท่นดงรังให้ฟัง เป็นวรรคที่มีชื่อเสียงมาก คือ เห็นวัดโพธิ์โสภาสถาพร สง่างอนงามพริ้งทุกสิ่งอัน เลยเป็นที่มาของชื่อตอนในการถ่ายทอดสดครั้งนี้”
นี่คือคำบอกเล่าของสุจิตต์ถึงที่มาของชื่อตอน “วัดโพธิ์โสภาสถาพร” ที่ซึ่งไลฟ์สดจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ท่าเตียน กรุงเทพฯ
ยังมีเรื่องฮาประสาเพื่อนเก่าอย่างในตอน “ทำขวัญนาค ผี, พุทธ, พราหมณ์” ซึ่งถ่ายทอดสดจากศาลาการเปรียญวัดแก้วไพฑูรย์ ย่านบางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี ที่เครือ “มติชน” ดำเนินโครงการบูรณะจนเสร็จสมบูรณ์
สุจิตต์ เล่าว่า เมื่อครั้งขรรค์ชัยออกบวช ตนและ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารของมติชน ได้นำ “นม” ไปถวาย โดยกำชับว่า “ห้ามจับ” ให้ฉันได้อย่างเดียว หากจับจะเป็นอาบัติ ซึ่งเป็นมุขตลก เล่าความหลังมาถึงตรงนี้ ผู้ถูกพาดพิงได้แต่ยิ้มอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้จะเล่าเรื่องเก่า แต่ไม่เน้นประเด็น “ฟูมฟาย” หากแต่ย้ำถึงการมองสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต ทำความจริงให้ปรากฏผ่านหลักฐานทางโบราณคดี ดังเช่นครั้งเดินทางไปยังวัดพุทไธสวรรย์ พระนครศรีอยุธยา ในตอน “เวียงเหล็กของพระเจ้าอู่ทอง กินเหล็ก ยุคก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา ชุมชนเก่าแก่ของชาวสยาม ที่ร่วมสร้างพระนครศรีอยุธยา”
สุจิตต์ บอกว่าในปี 2560 มีการจัดงาน 666 ปีกรุงศรีอยุธยาซึ่งเลื่อนมาจากปี 2559 โดยนับจากพุทธศักราช 1893 ที่พระเจ้าอู่ทองสถาปนา อย่างไรก็ตาม อยุธยามีความเป็นมาก่อนหน้านั้น ขอให้ผู้สนใจร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ และถกเถียงอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป
ขรรค์ชัย กล่าวว่า กรมศิลปากรควรร่วมมือหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องพัฒนาแหล่งน้ำ ขุดลอกคูคลองโบราณ ที่สำคัญ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และขอให้มองภาพรวมในระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงอยุธยาเท่านั้น
เหล่านี้คือความเห็นของคนที่เคยเช่าบ้านไม้ริมแม่น้ำลพบุรี “เดินเท้า” สำรวจอยุธยาตั้งแต่ยังเป็นป่ารก เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร
มาถึงตอนสุดท้ายของปี 2560 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ เมืองละโว้ ในตอน “3,000 ปี ลพบุรีไม่เคยร้าง ต้นกำเนิดอยุธยา สถาปนาสุโขทัย”
ทั้งคู่เคยเดินทางมาที่จังหวัดลพบุรีตั้งแต่ยังเรียนหนังสือเพื่อพบ อาจารย์หวน พินธุพันธุ์ ที่วิทยาลัยครูเทพสตรี เพราะประทับใจงานเขียนด้านประวัติศาสตร์ จากนั้นได้เดินทางสำรวจในสถานที่ต่างๆ โดยพักค้างคืนในโรงแรมใกล้สถานีรถไฟลพบุรี
ขรรค์ชัย ชวนสุจิตต์ดูตัวเมืองและสถาปัตยกรรมโดยรอบ และบอกว่า ทางรถไฟนี้เองที่มีส่วนช่วยรักษาโครงสร้างหลักของตัวเมืองลพบุรีไว้ ทำให้ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักจากเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้แต่โบราณสถาน เช่น “ศาลพระกาฬ” ก็ดูไม่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน


แฟนเก่าก็มี แฟนใหม่ก็มา แฟนานุแฟนแน่น!
มาถึงประเด็นเกี่ยวกับผู้ชมซึ่งมีทั้งขาประจำและขาจร เมื่อดูจาก “คอมเมนต์” ในช่องแสดงความคิดเห็นที่หลั่งไหลมาร่วมพูดคุยแบบเรียลไทม์ จะพบว่ามีทั้งแฟนเก่า ที่รู้จักผลงานของ 2 กุมารสยามเป็นอย่างดี นิยมถามถึงสุขภาพและสารทุกข์สุกดิบ พร้อมระบุว่าเมื่อได้ชมรายการก็ช่วยให้ “หายคิดถึง” ส่วนแฟนใหม่ก็ไม่ใช่น้อยๆ โดยเป็นกลุ่มที่สนใจประวัติศาสตร์ ที่เข้ามาตั้งคำถามอย่างมีสาระ นอกจากนี้ ยังมีผู้สนุกด้วยการตอบคำถามชิงรางวัลในแต่ละตอนอย่างล้นหลาม
ยังไม่นับแฟนคลับ “ปู่สุจิตต์” ที่โฉบมาแซวแฟชั่นไร้กระดุม โชว์เนินอก พกร่ม สะพายกระเป๋า
นอกจากนี้ ในหลายๆ ตอน ยังมี “วิทยากรรับเชิญ” ที่เป็นแม่เหล็กพลังดึงดูดสูง อาทิ ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร เจ้าของหนังสือ “วัดร้างในบางกอก” ธัชชัย ยอดพิชัย ผู้ช่วย บก.นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” รวมถึง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เจ้าของผลงาน “พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทองตอนกรุงแตก” ซึ่งรายนี้ทั้ง “เรียกแขก” และเรียกแฟน ด้วยประเด็นร้อนจากข้อเสนอทางวิชาการที่ยังถกกันไม่จบ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา สนใจ “กดไลค์” ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก “มติชนออนไลน์” แล้วอย่าลืมไป “กดเลิฟ” ในรายการซึ่งมีเป็นประจำทุกเดือน พร้อมย่างก้าวสู่ซีซั่นต่อไปอย่างมั่นคง




